กลับหน้าหลักหนังสือ
   หนังสือ > หนังสือเล่มที่ได้เขียนบทความไปลง > จากทุกข์สู่ธรรม : จุดเปลี่ยนชีวิตของสาวิกาคนสำคัญสมัยพุทธกาล
กลับหน้าแรก
ประเภท : งานเขียน

จากทุกข์สู่ธรรม : จุดเปลี่ยนชีวิตของสาวิกาคนสำคัญสมัยพุทธกาล

พระไพศาล วิสาโล
ตีพิมพ์ลงในหนังสือ สตรีในพุทธกาล ต้นธารแห่งความสุข

“เธอเข้าใจว่าลูกของเธอเท่านั้นหรือที่ตาย  อันความตายนั้นเป็นธรรมดาที่มีคู่กับสัตว์ทั้งหลายที่เกิดมาในโลก  เพราะว่ามัจจุราชย่อมฉุดคร่าสัตว์ทั้งหลาย ที่เปี่ยมไปด้วยกิเลสตัณหา ให้ลงไปในมหาสมุทรคืออบายภูมิ อันเป็นเสมือนห้วงน้ำใหญ่  ฉะนั้น”

ทุกข์พาไปหาธรรม

ความตายของลูกเป็นความทุกข์แสนสาหัสของผู้เป็นแม่ทุกคน  สำหรับนางกีสาโคตมี นี้คือจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดในชีวิตของนาง   เป็นเพราะความตายของลูกรักในวัยแบเบาะ  เธอจึงกระเซอะกระเซิงอุ้มศพลูกน้อยมาเฝ้าพระพุทธเจ้า เพื่อขอให้พระองค์ช่วยปลุกลูกให้ฟื้นจากความตาย  น่าคิดว่าหากชีวิตของนางดำเนินไปเหมือนคนส่วนใหญ่ คือดูแลลูกจนเติบใหญ่ แต่งงานมีครอบครัว จนได้เห็นหลานและเหลนในวัยชรา  เธอจะมีโอกาสฟังธรรมของพระพุทธองค์ หรือแม้แต่ขวนขวายที่จะไปหาพระพุทธเจ้ายังวิหารเชตวันเพื่อขอความช่วยเหลือหรือไม่

เมื่อพระพุทธองค์ตรัสธรรมกถาดังกล่าว  และสรุปด้วยภาษิตว่า”มฤตยูย่อมพาคนผู้มัวเมาหลงใหลในบุตรและสัตว์เลี้ยง ดุจห้วงน้ำใหญ่พัดพาชาวบ้านผู้หลับใหลไป ฉะนั้น”  นางได้พิจารณาตาม ประสบการณ์ที่เพิ่งผ่านความเศร้าโศกอย่างท่วมท้น ทำให้นางและตระหนักถึงโทษของความยึดติดถือมั่นในลูกและสิ่งทั้งปวงที่ล้วนไม่เที่ยง  ปัญญาจึงบังเกิดแก่นาง บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบันในทันที  จากนั้นนางจึงทูลขอบรรพชา ละทิ้งชีวิตคฤหัสถ์  ครองผ้ากาสาวพัสตร์ เป็นภิกษุณี  หลังจากทำความเพียรไม่นาน ในที่สุดพระกีสาโคตมีเถรีก็บรรลุอรหัตผล  ได้รับการยกย่องว่าเป็นเอตทัคคะ เป็นเลิศกว่าภิกษุณีทั้งหลายในฝ่ายผู้ทรงจีวรเศร้าหมอง

การสูญเสียคนรักเป็นสาเหตุให้หญิงอีกผู้หนึ่งคือนางปฏาจารา ได้พบพระพุทธเจ้า   เธอไม่เพียงเสียลูกน้อยทั้งสองคน หากยังเสียสามี พ่อ แม่ และพี่ชาย ทั้งหมดในเวลาเพียงหนึ่งวัน  เหตุร้ายดังกล่าวเป็นเรื่องที่เธอยากจะทนทานได้ ถึงกับเสียสติ เดินไร้ผ้าอาภรณ์ดังคนวิกลจริต ร้องไห้รำพันถึงคนรักที่ตายจากไป จนกระทั่งไปถึงวิหารเชตวัน และได้พบพระพุทธองค์  

หลังจากที่นางได้สติด้วยคำตรัสสั้น ๆ ของพระพุทธองค์ว่า “จงกลับได้สติเถิด น้องหญิง”  พระพุทธองค์ได้ตรัสกับนางว่า “น้ำในมหาสมุทรทั้งสี่ก็ยังน้อยกว่าน้ำตาของคนที่ถูกความทุกข์ ความเศร้าโศกครอบงำ  ปฏาจารา เพราะเหตุไร เธอจึงยังประมาทอยู่” 

ได้ยินเช่นนั้นนางก็คลายความเศร้าโศก และเมื่อได้ฟังธรรมกถาของพระพุทธองค์ ก็เห็นชัดว่าไม่มีใครหรืออะไรเป็นที่พึ่งให้พ้นจากความทุกข์ได้ เพราะล้วนแต่ไม่เที่ยง ต้องเสื่อมสลายไป  มีแต่ธรรมเท่านั้นที่จะเป็นที่พึ่งได้ เมื่อจิตใจน้อมตามพุทธภาษิต นางก็มีดวงตาเห็นธรรม เป็นพระโสดาบัน จากนั้นได้ทูลขอบรรพชาเป็นภิกษุณี   ในเวลาไม่นานพระปฏาจาราเถรีก็บรรลุอรหัตผล  ได้รับการแต่งตั้งจากพระพุทธเจ้าว่าเป็นเอตทัคคะ เป็นเลิศกว่าภิกษุทั้งหลายในฝ่ายผู้ทรงพระวินัย

นอกจากความตายของลูกแล้ว คงไม่มีเหตุการณ์ใดสร้างความเจ็บปวดแก่ผู้เป็นแม่ได้มากเท่ากับการถูกลูกผลักไส  อาจกล่าวได้ว่ามีแม่น้อยคนที่ “โชคร้าย”เท่านางโสณา  ซึ่งเป็นชาวสาวัตถีเช่นเดียวกับสองท่านที่กล่าวมา นางโสณาเป็นเศรษฐินี  มีบุตร ๗ คน ธิดา ๗ คน ซึ่งได้แต่งงานมีคู่ครองกันทุกคน  มีชีวิตที่ผาสุกตามอัตภาพ หลังจากที่สามีจากไป เมื่อเข้าสู่วัยชรา นางได้แบ่งสมบัติทั้งหมดที่มีให้แก่บุตรธิดาทุกคนเท่า ๆ กัน ด้วยความวางใจว่าลูก ๆ จะดูแลเลี้ยงตนให้มีความสุขจนบั้นปลายชีวิต

คัมภีร์บางเล่มเล่าว่าหลังจากที่แบ่งสมบัติให้ลูก ๆ แล้ว นางก็ไปอยู่กับลูกชายคนโต  แต่ไม่นานก็ถูกลูกสะไภ้รังเกียจ สามีก็คล้อยตามด้วย วันหนึ่งลูกสะไภ้จึงพูดกับนางว่า “ทำไมแม่จึงมาอยู่กินที่บ้านฉันคนเดียว ในเมื่อบ้านฉันก็ได้สมบัติเท่า ๆ กับคนอื่น ใช่ว่าจะได้มากกว่าคนอื่น  แม่ไม่รู้จักทางไปบ้านลูกคนอื่นเลยหรือ?”

เมื่อเห็นว่าลูกชายก็เห็นด้วยกับลูกสะไภ้  นางจึงย้ายไปอยู่กับลูกคนรอง  ไม่นานก็ถูกรังเกียจด้วยเหตุผลเดียวกัน จึงย้ายไปอยู่กับลูกคนถัดมา  แล้วก็ประสบเหตุการณ์เดียวกัน เป็นเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนในที่สุดก็พบว่านางไม่สามารถพึ่งพาอาศัยลูกทั้ง ๑๔ คนได้เลย

นางไม่มีทางไปเพราะทรัพย์สมบัติของนางแบ่งให้ลูกจนหมดแล้ว ในที่สุดทางออกทางเดียวที่เหลืออยู่คือ เข้าวัด ด้วยการบวชเป็นภิกษุณี  แม้จะบวชในวัยชรา แต่พระโสณาเถรีมีความถ่อมตนและความขยันหมั่นเพียร  ภิกษุณีผู้เป็นภันเต แม้อายุอ่อนคราวลูก สั่งอย่างไร ท่านก็ทำตาม บางครั้งถูกลงโทษเพราะทำงานบกพร่อง ท่านก็ไม่บ่น  ขณะเดียวกันก็หมั่นทำความเพียร เจริญกรรมฐานเป็นนิจ แม้กระทั่งขณะต้มน้ำตามคำสั่งของภันเต ท่านก็บำเพ็ญสติปัฏฐานไปด้วย  กระทั่งบรรลุอรหัตผลขณะเดินจงกรมในโรงครัว  ท่านได้รับการยกย่องว่าเป็นเอตทัคคะ หรือเป็นเลิศกว่าภิกษุณีทั้งหลายในฝ่ายผู้ปรารภความเพียร

หากชีวิตของนางโสณาราบรื่นกระทั่งวัยชรา ได้รับการดูแลจากลูกด้วยดี ก็คงจะลงเอยไม่ต่างจากคนทั่วไป คือตายอย่างปุถุชน แล้วเวียนว่ายตายเกิดต่อไป  แต่เป็นเพราะถูกลูก ๆ ผลักไส อีกทั้งไม่มีทางไป นางจึงเข้าวัด ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้มีศรัทธาในชีวิตพรหมจรรย์มาก่อน แต่การเข้าวัด ก็ทำให้พบธรรม และเมื่อนำธรรมมาปฏิบัติอย่างจริงจัง ก็เข้าถึงพระนิพพาน  

ความทุกข์ เช่น ความพลัดพรากสูญเสีย หรือความไม่สมหวัง  เมื่อเกิดขึ้นกับผู้ใด ย่อมยังความเศร้าโศก คับแค้น และคร่ำครวญ  เกิดทุกขเวทนาท่วมท้น  แต่ในเวลาเดียวกันมันก็สามารถผลักไสผู้นั้นให้ไม่นิ่งเฉย จำต้องแสวงหาทางออกจนพบธรรมได้  เรื่องราวของบุคคลทั้งสามท่านเป็นตัวอย่างของผู้ที่ประสบความทุกข์แสนสาหัส  แต่เป็นเพราะถูกความทุกข์ผลักไส ท่านจึงพบธรรม และพ้นทุกข์ในที่สุด


ทุกข์คือธรรม

ความทุกข์ไม่เพียงผลักไสให้พบธรรม  ตัวมันเองก็เป็นธรรมด้วย คือเป็นความจริงที่เกิดขึ้นกับทุกคนและทุกสิ่ง  กล่าวคือทุกคนทุกสิ่งล้วนอยู่ในภาวะที่ถูกบีบคั้นกดดัน เต็มไปด้วยความพร่อง มิอาจคงอยู่ในสภาพเดิมได้ จำต้องเสื่อมสลายไปในที่สุด  ผู้ที่ไม่เข้าใจหรือไม่ตระหนักถึงความจริงดังกล่าว (ทุกขลักษณะ) เมื่อมันเกิดขึ้นทั้งกับตนและกับผู้คนและสิ่งของที่ตนยึดถือครอบครอง ย่อมเกิดความโศกเศร้า เสียใจ อาลัยอาวรณ์ คับแค้น และคร่ำครวญ หรือเกิดความรู้สึกทุกข์ขึ้น (ทุกขเวทนา)  

แต่ผู้ใดก็ตามเมื่อประสบกับสภาพหรือเหตุการณ์ดังกล่าว แล้วตระหนักชัดว่านี้คือความจริงของชีวิตและโลกที่ไม่มีใครหนีพ้น  เห็นชัดว่านี้คือความเป็นธรรมดาของสรรพสิ่ง จิตย่อมคลายความยึดติดถือมั่น ปล่อยวางมันลงทันที  เหมือนคนที่เพิ่งรู้ว่าทุกสิ่งที่แบก หรือกำเอาไว้ล้วนเป็นของหนักหรือของร้อน หาใช่สิ่งที่จะนำความสุขให้แก่ตนได้ไม่  ย่อมวางมันลงทันที ไม่แบกหรือกำมันเอาไว้ต่อไป  สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ ความเบาสบาย สงบเย็น ไม่เป็นทุกข์อีกต่อไป

นางกีสาโศตมีและนางปฏาจารา เมื่อได้ฟังธรรมจากพระพุทธองค์ ก็เห็นชัดว่าการสูญเสียคนรักนั้นเป็นธรรมดา เพราะทุกคนย่อมต้องตาย  ความยึดติดในลูกและคนรัก มีแต่จะนำความทุกข์มาให้ เมื่อเห็นเช่นนั้นจิตก็คลายความยึดติด  ขึ้นสู่อริยภูมิ เป็นพระโสดาบันทันที

อย่างไรก็ตามมีหลายท่านที่แม้จะไม่พบกับความพลัดพรากสูญเสีย  แต่ได้เห็นความทุกข์อันจะเกิดขึ้นแก่ตนในวันข้างหน้า  (ซึ่งที่จริงเกิดขึ้นทุกขณะแต่ไม่ปรากฏชัด) หรือเห็นว่าสิ่งที่ตนหวงแหนหลงใหลนั้นแท้จริงเป็นกองทุกข์โดยแท้   จิตก็คลายความยึดติดถือมั่น บรรลุธรรมเป็นพระอริยบุคคล

พระนางเขมา มเหสีพระเจ้าพิมพิสาร เป็นผู้ที่หลงใหลในเรือนร่างของตน  พึงพอใจในคำสรรเสริญที่ได้รับ  พระนางจึงไม่กล้าไปเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ เพราะกลัวพระองค์จะชี้ถึงโทษของร่างกาย คือความไม่เที่ยงและความเสื่อมสลาย อันเป็นสิ่งที่พระนางไม่อยากฟัง

พระเจ้าพิมพิสาร อยากให้พระนางเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ จึงออกอุบายให้กวีในราชสำนักพรรณนาถึงความงามของอุทยานในวิหารเวฬุวัน  เมื่อพระนางได้ฟังก็เกิดความสนใจ อยากตามเสด็จไปชมอุทยานดังกล่าว  เมื่อจะเสด็จกลับ พระเจ้าพิมพิสารได้พาพระนางไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ยังความไม่พอใจแก่พระนางเป็นอย่างมาก

เมื่อพระพุทธองค์เห็นพระนางเดินมา จึงทรงเนรมิตเทพอัปสรนางหนึ่งกำลังถวายงานพัดอยู่เบื้องหลังพระองค์  โดยมีแต่พระพุทธองค์และพระนางเท่านั้นที่มองเห็น  พระนางเห็นแล้วก็ตะลึงในความงดงามของนางอัปสร เพราะเห็นชัดว่าสวยงามกว่าตนมาก  ขณะเดียวกันความหลงตนว่ามีรูปโฉมโนมพรรณงดงามได้บรรเทาลงไปทันที เพราะความงามของตนนั้นไม่ถึงเสี้ยวของนางอัปสร

ขณะที่พระนางกำลังชื่นชมความงามของนางอัปสร  พระพุทธองค์ทรงบันดาลให้หญิงผู้นั้นมีรูปแปรเปลี่ยนไป จากหญิงรุ่น กลายเป็นหญิงกลางคน แล้วกลายเป็นหญิงชรา มีผิวเหี่ยว ฟันหัก ผมหงอก น้ำลายไหล หลังค่อม ตัวสั่นงันงกในที่สุดก็ล้มตายต่อหน้า  ร่างกายขึ้นอืด มีหนอนมาชอนไช รุมกินจนเหลือแต่โครงกระดูก

เมื่อเห็นเช่นนั้น  ความรู้สึกของพระนางก็เปลี่ยนไป จากความหลงใหลกลายเป็นความสลดและหน่ายแหนง  และเมื่อน้อมภาพเหล่านี้มายังตน ก็ได้คิดว่าสักวันหนึ่งสรีระของตนจะต้องลงเอยแบบเดียวกัน จิตจึงคลายความหลงใหลในสรีระของตน  ยิ่งเมื่อได้ฟังภาษิตของพระองค์ ชี้ถึงโทษของราคะคือความยึดติดหลงใหลในรูป ปัญญาก็เกิดแก่พระนาง จิตหลุดพ้น บรรลุอรหัตผล ณ ที่นั้นเอง จากนั้นพระนางได้ออกบวช  พระเขมาเถรี ต่อมาได้รับการแต่งตั้งเป็นอัครสาวิกาฝ่ายขวา

พระนันทาเถรี เป็นผู้อีกผู้หนึ่งที่มีสิริโฉมงดงาม แม้บวชเป็นภิกษุณีแล้ว ความหลงใหลในเรือนร่างหน้าตาของตนก็ไม่ได้สร่างซา ทั้งนี้เพราะท่านไม่ได้บวชด้วยศรัทธาในธรรม แต่เห็นเพื่อนฝูงญาติพี่น้องพากันออกบวช จึงบวชตาม  ท่านได้ทราบว่าพระพุทธองค์ทรงชี้ถึงความไม่เที่ยงของสังขารอยู่เนือง ๆ  จึงปฏิเสธที่จะไปฟังคำสอนของของพระองค์   จนกระทั่งวันหนึ่งท่านหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงเข้าไปฟังด้วยความไม่เต็มใจ โดยนั่งหลบอยู่ด้านหลัง

ในระหว่างที่ทรงแสดงธรรม  พระองค์ทรงเนรมิตรูปหญิงสาวผู้หนึ่ง ซึ่งมีสิริโฉมงดงามอย่างยิ่ง  ถวายพัดอยู่เบื้องหลังพระองค์  ความงดงามของหญิงผู้นั้นพระเถรีไม่เคยพบเห็นมาก่อน   เมื่อเทียบกันแล้ว ความงามของตนห่างไกลจากความงามของหญิงผู้นั้นมาก  คิดได้เช่นนี้ พระนันทาเถรีก็คลายความหลงใหลในความงามของตน 

ยิ่งได้เห็นสรีระของนางอัปสรแปรเปลี่ยนไป ด้วยอำนาจการเนรมิตของพระพุทธองค์  จากร่างของสาวรุ่น ล่วงเข้าสู่วัยกลางคน และวัยชรา ผิวเหี่ยว ฟันหัก ผมหงอก หลังค่อม  ตัวสั่น จนล้มตายต่อหน้าต่อตา  พระนางก็เกิดความสลด  จากนั้นพระพุทธองค์ทรงประทานโอวาทแก่นาง ความตอนหนึ่งว่า “จงดูรูปอัน กระสับกระส่าย เปื่อยเน่า ดังซากศพนี้เถิด.....รูปนี้เป็นฉันใด รูปของเธอก็เป็นฉันนั้น  รูปของเธอเป็นฉันใด รูปนี้ก็เป็นฉันนั้น รูปอันมีกลิ่นเหม็นเน่านี้ย่อมเป็นที่เพลิดเพลินอย่างยิ่งของผู้โง่เขลาทั้งหลาย....เธอจงเบื่อหน่าย พิจารณาดูรูปนั้นด้วยปัญญาของตน”  ได้สดับเช่นนั้น ท่านก็น้อมจิตกลับมาที่ตนเอง เห็นชัดว่าร่างกายที่ตนหลงใหลนี้ในที่สุดก็ต้องแก่ชรา เสื่อมสลาย และกลายเป็นสิ่งน่าเกลียด เป็นกองทุกข์ล้วน ๆ  ไม่น่าชื่นชมและไม่ควรยึดติดถือมั่นแต่อย่างใด

ท่านพิจารณาตามเป็นลำดับ จนเกิดปัญญาแจ่มกระจ่าง จิตปล่อยวางทุกสิ่ง บรรลุอรหัตผลทันที  ต่อมาท่านได้รับการแต่งตั้งเป็นเอตทัคคะ เป็นเลิศกว่าภิกษุณีทั้งหลายในฝ่ายผู้ทรงฌาน

ความทุกข์เป็นสิ่งที่ไม่มีใครปรารถนา  แต่มันก็มีประโยชน์  เพราะสามารถผลักดันให้เราเข้าหาธรรมได้  ในยามที่มีความสุข ชีวิตประสบความเจริญ   ผู้คนมักหลงใหลเพลิดเพลินในภาวะดังกล่าว รวมทั้งยึดติดในเงินทอง ชื่อเสียง สถานภาพ หรืออำนาจที่ติดตามมา จนถือว่าเป็นสรณะของชีวิตเลยก็มี  น้อยคนที่สนใจธรรม  เพราะเห็นว่าตนสุขสบายดีอยู่แล้ว จะสนใจธรรมไปทำไม  ต่อเมื่อประสบเหตุร้าย เกิดความทุกข์ขึ้น เพราะสูญเสียคนรัก ทรัพย์สูญหาย ป่วยหนัก แล้วพบว่าสิ่งที่มีอยู่มากมายไม่ว่า เงินทอง ชื่อเสียง สถานภาพ และอำนาจ มิอาจช่วยให้หายทุกข์ใจได้เลย  จึงหันมาสนใจธรรม เพราะเป็นที่พึ่งอย่างเดียวที่เหลืออยู่

อันที่จริงความทุกข์ อันได้แก่ เหตุร้ายต่าง ๆ ไม่ว่าการสูญเสียคนรักของรัก หรือการประสบกับสิ่งที่ไม่รัก  มิได้เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เราทุกข์ใจเลย  แต่เป็นเพราะใจเราหลงยึดติดสิ่งต่าง ๆ ว่าเที่ยง เป็นสุข คงที่ และคงตัวต่างหาก จึงเป็นทุกข์เมื่อสิ่งเหล่านั้นแปรปรวนหรือเสื่อมสลายไป   ความแปรปรวนเสื่อมสลายนั้นเป็นความจริงที่จะต้องเกิดขึ้นกับทุกสิ่ง  หากเราเห็นชัดในความจริงดังกล่าวว่าทุกอย่างไม่เที่ยงเป็นทุกข์  ย่อมไม่ยึดติดถือมั่นในสิ่งทั้งปวง  ดังนั้นเมื่อสิ่งเหล่านี้แปรปรวนเสื่อมสลาย เกิดความสูญเสียพลัดพราก ก็ไม่เป็นทุกข์แต่อย่างใด  กล่าวอีกนัยหนึ่ง เมื่อเห็นแจ่มแจ้งว่าทุกอย่างเป็นกองทุกข์หรือตัวทุกข์  ทุกข์ก็ย่อมไม่เกิดกับใจของเราอีกต่อไป  พูดสั้น ๆ ว่า เมื่อเห็นทุกข์ ก็หมดทุกข์  แต่จะเห็นทุกข์ได้ก็ต่อเมื่อเจอทุกข์เสียก่อน  มองในแง่นี้ความทุกข์เกิดขึ้นเพื่อให้เราเห็นความจริงของชีวิต  ทุกข์จึงไม่เพียงผลักไสให้เราเข้าหาธรรม หากทุกข์นั้นยังเป็นธรรม ถ้ามองเป็น ก็เห็นธรรมจากทุกข์  

เรื่องราวของภิกษุณีหลายท่านในสมัยพุทธกาล ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าทุกข์กับธรรมนั้นเกี่ยวข้องกันอย่างใกล้ชิด  ขณะเดียวกันเรื่องราวของอุบาสิกาหลายท่านในสมัยพุทธกาลยังชี้ว่า เมื่อเจอทุกข์ ธรรมย่อมรักษาใจไม่ให้ทุกข์ได้


เผชิญทุกข์ด้วยธรรม

พระนางสามาวดี มเหสีของพระเจ้าอุเทน เป็นผู้บำเพ็ญคุณงามความดีมาตลอด มีศรัทธาในพระรัตนตรัยอย่างแน่นแฟ้น  แต่เป็นที่เกลียดชังของพระนางมาคันทิยา มเหสีอีกผู้หนึ่งของพระเจ้าอุเทน เพราะอิจฉาริษยาที่พระนางสามาวดีเป็นคนโปรดของพระเจ้าอุเทน  พระนางมาคันทิยาพยายามกลั่นแกล้งพระนางสามาวดีครั้งแล้วครั้งเล่าแต่ไม่ประสบผล จนกระทั่งครั้งสุดท้ายสามารถหลอกล่อให้พระนางสามาวดีและบริวารเข้าไปในปราสาท จากนั้นปิดประตูลั่นกลอนแล้วจุดไฟเผาทั้งปราสาท

ขณะที่ไฟกำลังลุกไหม้ใกล้ตัว พระนางสามาวดีดำรงสติมั่น จิตใจไม่หวั่นไหว แทนที่จะโกรธแค้นพระนางมาคันทิยา  กลับมีจิตเมตตา แผ่ให้แก่เธอ พร้อมกับแนะนำให้บริวารทุกคนน้อมจิตแผ่เมตตาให้เช่นเดียวกัน  ครั้นไฟลุกท่วมตัว  แม้ร่างกายจะมีทุกขเวทนา  แต่พระนางสามาวดีก็เจริญสติปัฏฐาน พิจารณาเวทนาดังกล่าวอย่างมีสติ  โดยใจไม่เข้าไปเกาะเกี่ยวยึดติดในเวทนานั้น  จิตจึงตั้งมั่นเป็นปกติ ส่วนบริวารก็ทำเช่นเดียวกัน จนสิ้นชีวิตในกองเพลิงทุกคน  พระนางสามาวดีกับบริวารนั้นเดิมเป็นพระโสดาบันอยู่แล้ว ขณะที่กำลังจะสิ้นชีวิต บางท่านได้บรรลุสกทาคามิผล บางท่านบรรลุอนาคามิผล บังเกิดในสุคติโลกสวรรค์กันทั้งหมด

ในยามที่ทุกข์ภัยมาถึงตัว  แม้จะไม่สามารถหลีกหนีได้ แต่สิ่งหนึ่งที่เราทำได้คือรักษาใจให้เป็นปกติ ไม่ให้ความทุกข์ใจมารบกวนรังควานได้   แม้กายจะเจ็บปวดอย่างไร ใจไม่เจ็บปวดก็ได้  เพราะมีธรรม อาทิ เมตตา และสติเป็นเครื่องรักษา   ในทำนองเดียวกันแม้จะสูญเสียคนรัก แต่ใจไม่เสียศูนย์ ก็ได้ ทั้งนี้เพราะมีธรรมเป็นเครื่องรักษาใจเช่นกัน

นางมัลลิกา เป็นอุบาสิกาอีกผู้หนึ่งที่มีศรัทธาในพระรัตนตรัย  นางเป็นภรรยาของพันธุละ เสนาบดีคู่ใจของพระเจ้าปเสนทิโกศล  แม้ทำความดีความชอบมามาก แต่พันธุละก็มีศัตรูอยู่ในราชสำนัก วันหนึ่งบุคคลกลุ่มนี้สามารถเพ็ดทูลให้พระเจ้าปเสนทิโกศลหลงเชื่อว่า พันธุละพร้อมกับลูกชาย ๓๒ คน (แฝด ๑๖ คู่)คบคิดเป็นกบฏ พระเจ้าปเสนทิโกศลจึงหาทางกำจัด ด้วยการส่งพันธุละกับลูกทั้ง ๓๒ คนไปปราบโจรที่ชายแดน ระหว่างทางได้ส่งกองกำลังไปแอบซุ่มโจมตีพันธุละกับพวก  พันธุละและลูกทั้ง ๓๒ คนถูกฆ่าตาย

ข่าวการสังหารพันธุละและลูกมาถึงนางมัลลิกาตอนเช้าขณะที่นางกำลังถวายภัตตาหารเช้าแด่พระสงฆ์ ซึ่งมีพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะเป็นประธาน  เมื่ออ่านจดหมายจบ  นางตั้งสติได้อย่างมั่นคง ไม่แสดงอาการเศร้าโศกเสียใจ เหน็บจดหมายไว้ที่ชายพก  แล้วประเคนอาหารถวายพระต่อไปอย่างปกติ  ขณะนั้นเองหญิงรับใช้ของนางทำถาดเนยใสตกแตกต่อหน้าพระสารีบุตรและนางมัลลิกา  พระสารีบุตรจึงปลอบใจนางมัลลิกาว่า “ของที่แตกได้ ก็แตกไปแล้ว อย่าเสียใจเลย”  นางมัลลิกาจึงนำจดหมายออกมาจากชายพก แล้วกล่าวว่า “เมื่อสักครู่มีคนแจ้งข่าวว่าสามีและลูกทั้งหมดถูกฆ่าตาย ดิฉันยังระงับความเศร้าโศกได้  เพียงแค่ถาดเนยใสแตก ดิฉันไม่รู้สึกอะไรดอกเจ้าค่ะ”

สามีและลูกย่อมเป็นที่รักของนางมัลลิกา เช่นเดียวกับภรรยาและแม่ทั้งหลาย  แต่นางมัลลิกานั้นเป็นผู้ใฝ่ธรรม เข้าใจธรรมดาของชีวิตว่า เป็นสิ่งไม่เที่ยง ทุกคนเกิดมาแล้วต้องตายทุกคน ไม่ช้าก็เร็ว  ความเข้าใจในสัจธรรมดังกล่าว ทำให้นางไม่ประมาทกับชีวิต หรือหลงติดในสามีและลูก  ดังนั้นเมื่อคนเหล่านั้นตายจากไป นางก็ไม่โศกเศร้าคร่ำครวญ  ขณะเดียวกันก็ไม่ได้มีความโกรธแค้นพยาบาทพระเจ้าปเสนทิโกศลแต่อย่างใด

ภิกษุณีและอุบาสิกาหลายท่านในสมัยพุทธกาลประสบกับความทุกข์นานาชนิดไม่ต่างจากผู้คนในยุคปัจจุบัน  จะว่าไปแล้วไม่ว่ายุคใดสมัยใด ถึงแม้ความสะดวกสบายทางกายและความพรั่งพร้อมทางวัตถุจะแตกต่างกัน แต่สิ่งที่ทุกคนไม่ว่ายากดีมีจนต้องเผชิญเหมือนกันก็คือ ความพลัดพรากสูญเสียคนรักของรัก และการประสบกับสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา  นี้คือความทุกข์พื้นฐานอันเป็นสากล  ความทุกข์ที่เกิดกับภิกษุณีและอุบาสิกาหลายท่านในสมัยพุทธกลายจึงดูใกล้ตัวหรือ “ร่วมสมัย”กับผู้คนในยุคปัจจุบันมาก แม้เหตุการณ์จะผ่านไปแล้วถึง ๒,๖๐๐ ปี และแม้ยุคสมัยจะแตกต่างกันอย่างมากก็ตาม

แม้ความทุกข์จะไม่แตกต่างกันมาก (ในบางกรณีก็หนักหนาสาหัสกว่าด้วยซ้ำ)  แต่ภิกษุณีและอุบาสิกาหลายท่านในสมัยพุทธกาล ไม่เพียงผ่านความทุกข์ได้โดยไม่ถูกทุกข์ท่วมทับ หากจิตใจยังเจริญงอกงามยิ่งกว่าเดิม จนเป็นอิสระจากความทุกข์ พ้นสภาวะปุถุชน เหมือนดอกบัวที่โผล่พ้นน้ำ ทั้งนี้ก็เพราะอาศัยธรรมเป็นเครื่องรักษาใจ  หรือยิ่งกว่านั้นก็คือเปลี่ยนทุกข์ให้เป็นธรรม หรือเห็นธรรมจากทุกข์  กล่าวได้ว่าหากไม่เจอทุกข์ ธรรมก็ไม่ผุดบังเกิด  เฉกเช่น ไร้โคลนตม ก็ไม่มีดอกบัว

ดังนั้นในยามที่ประสบทุกข์ แม้จะเสียศูนย์ไปบ้าง ก็อย่าถึงกับสิ้นหวัง  ตั้งสติให้ดี เพราะแรงผลักของทุกข์อาจช่วยให้เราได้พบธรรม  หากไม่มัวแต่คร่ำครวญ  ลองใคร่ครวญสักนิด ก็จะพบว่าความทุกข์ที่เกิดขึ้นกำลังสอนธรรมให้แก่เรา เพื่อตระหนักถึงความจริงของชีวิต ว่าไม่มีอะไรที่ยึดติดถือมั่นได้เลยสักอย่าง เพราะทุกอย่างล้วนต้องแปรเปลี่ยนและเสื่อมสลาย  ความจริงดังกล่าวทรงพลังอย่างยิ่ง ไม่มีใครหรืออะไรที่ต้านทานได้ เปรียบดังกระแสน้ำเชี่ยว  หากใครไปยืนขวาง ก็จะถูกน้ำพัดพาจนเป็นอันตรายถึงชีวิตได้  

อันตรายหรือความสูญเสียไม่ได้เกิดเพราะกระแสน้ำเชี่ยว แต่เกิดเพราะการเอาตัวไปยืนขวางกระแสน้ำเชี่ยวต่างหาก ฉันใดก็ฉันนั้น ความทุกข์ใจของผู้คนทั้งหลายกล่าวอย่างถึงที่สุดล้วนเกิดจากความปรารถนาที่สวนทางหรือขัดแย้งกับกระแสความจริง  ความแปรเปลี่ยนเสื่อมสลายนั้นไม่ได้ทำให้เราทุกข์ใจ  แต่เป็นเพราะใจเราหลงยึดหรืออยากให้สิ่งต่าง ๆ คงที่ คงตัว หรือสมบูรณ์พร้อม  ดังนั้นเมื่อมันแปรเปลี่ยนหรือเสื่อมสลายไป ความเศร้าโศก เสียใจ คับแค้นใจจึงเกิดขึ้น    ผู้ใดที่ตระหนักชัดถึงความจริงดังกล่าว แล้ววางใจให้สอดคล้องกับความเป็นจริง ไม่ยึดติดถือมั่นในสิ่งใดว่าเที่ยง สมบูรณ์พร้อม หรือเป็นตัวกูของกู   เมื่อมีความสูญเสียพลัดพรากเกิดขึ้น รวมทั้งความแก่ ความป่วย และความตาย อันเป็นธรรมดาที่ไม่มีใครหนีพ้น ใจก็ไม่ทุกข์อีกต่อไป  แม้เหตุร้ายมากระทบ “จิตก็ไม่หวั่นไหว ไม่เศร้าโศก ไร้ธุลีกิเลส เป็นจิตเกษมศานต์” ดังพุทธภาษิตตอนหนึ่งในมงคลสูตร

พระกีสาโคตมีเถรี ผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยทุกข์ระทมจนเกือบเสียจริตเพราะสูญเสียลูกน้อย  หลังจากที่ท่านเห็นความจริงแจ่มชัด จนบรรลุอรหัตผล  จิตของท่านก็สงบเย็น มั่นคง  วันหนึ่งมารผู้มีบาปต้องการมารบกวนรังควานท่าน จึงกล่าวว่าบุตรของท่านตายแล้ว ท่านอยู่กลางป่าคนเดียว เหมือนคนที่ร้องไห้โดดเดี่ยว กำลังแสวงหาบุรุษหรืออย่างไร แต่ท่านกลับสงบ และตอบกลับไปอย่างองอาจ เยี่ยงผู้ชนะทุกข์ทั้งปวง แม้กระทั่งความตาย

“บุตรของเราตายแล้ว  บุรุษทั้งหลายก็มีความตายเป็นที่สุดเหมือนกัน เราไม่เศร้าโศก ไม่ร้องไห้ ไม่กลัวตาย เรากำจัดความเพลิดเพลิน ทำลายความมืด ชนะกองทัพมัจจุได้แล้ว จึงอยู่อย่างไม่มีอาสวะ”

ความทุกข์ทำให้ท่านพบธรรม  และเมื่อเห็นว่าทุกอย่างเป็นทุกข์  ท่านจึงพ้นทุกข์ได้ในที่สุด

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved