หน้ารวมบทความ
   บทความ > คอลัมน์สาระขัน > ฟังกันบ้าง
กลับหน้าแรก
 

นิตยสาร : สาวิกา
Vol. : กันยายน ๒๕๔๖

คอลัมน์ สาระขัน : ฟังกันบ้าง
By : สามสลึง
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

สมนึกป่วยหนักอยู่ในโรงพยาบาล อาการทรุดลงเป็นลำดับ ญาติจึงนิมนต์หลวงพ่อมาเทศน์ ท่านรีบมาอย่างรวดเร็ว แต่พอเดินเข้าไปใกล้เตียงผู้ป่วย สมนึกก็มีอาการทรุดหนักกว่าเดิม พยายามยกหัวและอ้าปากจะพูด แต่หลวงพ่อยกมือห้าม “ไม่เป็นไร อย่าลำบากเลย นอนตามสบาย “ แล้วท่านก็เริ่มเทศน์ให้สมนึกปล่อยวาง ปลงทุกอย่าง ความตายเป็นของธรรมดา ไม่มีใครหนีพ้น จงทำใจให้เป็นกุศล ระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ฯลฯ

ระหว่างที่หลวงพ่อเทศน์ สมนึกออกอาการหนักมากขึ้น ถึงกับโบกไม้โบกมือเป็นพัลวัน ส่งสัญญาณว่าต้องการเขียนข้อความบางอย่าง ญาติ ๆ จึงหยิบปากกากับกระดาษส่งให้ ส่วนหลวงพ่อเห็นว่าเวลาเหลือน้อยแล้ว จึงรีบเทศน์ ขณะที่สมนึกทุรนทุรายมากขึ้น รวบรวมกำลังใจเฮือกสุดท้ายเขียนข้อความสำคัญได้สมใจ เสร็จแล้วก็สิ้นลม ทิ้งกระดาษไว้ข้างตัว

หลวงพ่อเก็บกระดาษแผ่นนั้นใส่กระเป๋าไว้ เพราะเห็นว่ายังไม่สมควรอ่านคำสั่งเสีย ขณะที่ญาติ ๆ ของสมนึกกำลังเศร้าโศก

เย็นนั้น หลังบรรจุศพ หลวงพ่อหยิบคำสั่งเสียของสมนึกมาอ่านต่อหน้าญาติทั้งหมด ท่านเกริ่นว่า “สมนึกเป็นห่วงญาติ ๆ มาก ขนาดใกล้ตายแล้วยังนึกถึงพวกเธอ เขาคงอยากจะบอกให้พวกเธอหักห้ามจิตใจ อย่าเศร้าโศกไปเลย” ว่าแล้วท่านก็อ่านดัง ๆ ว่า

“ถอยไป อย่าเหยียบสายออกซิเจน”

หลวงพ่อเหยียบสายออกซิเจนจนสมนึกเพียบหนัก แต่หลวงพ่อไม่รู้ตัว เพราะคิดแต่จะเทศน์สอนผู้ป่วยอย่างเดียว สมนึกอยากจะบอกหลวงพ่อว่ากำลังเหยียบอะไรอยู่ แต่หลวงพ่อปรารถนาดี อยากให้สมนึกได้ฟังธรรมะเต็มที่ จึงระดมธรรมใส่สมนึกไม่ยั้ง

สมนึกคงมีชีวิตยืนยาวอีกหน่อย และได้ฟังธรรมจากหลวงพ่อเต็มที่อย่างแน่นอน ถ้าหลวงพ่อเพียงแต่เงี่ยหูฟังบ้างว่าสมนึกต้องการพูดอะไร หลวงพ่อนั้นมีเมตตามาก จึงอยากจะเทศน์เต็มที่ จนลืมฟังผู้ป่วย

การฟังนั้นสำคัญไม่น้อยกว่าการพูด การเยียวยาผู้ป่วยหรือคนทุกข์นั้น บางทีก็ไม่ต้องใช้การพูด เพียงแต่ฟังเขา ก็ช่วยเขาได้มาก หลวงปู่หลวงตาสมัยก่อนท่านเป็นที่พึ่งทางใจให้แก่ชาวบ้านได้ก็เพราะท่านเป็นฝ่ายนั่งฟังให้เขามาระบายความทุกข์ พอฟังเสร็จ พูดแนะนำเขาสักสองสามคำ ชาวบ้านก็สบายใจแล้ว สาเหตุที่ผู้คนไปพึ่งศาลพระพรหมกันมากทุกวันนี้ ส่วนหนึ่งก็เพราะท่านฟังอย่างเดียว และฟังทุกเรื่อง ใคร ๆ จึงอยากจะมาระบายกับท่าน

เดี๋ยวนี้เราพูดกันมากขึ้น แต่ฟังกันน้อยลง โทรศัพท์มือถือที่แพร่ระบาด ก็ไม่ได้ช่วยให้คนเราฟังกันมากขึ้นเลย หากเป็นเพียงเครื่องมือให้เราพูดกันมากขึ้นเท่านั้น อาการแบบนี้ระบาดไปทั่ว ไม่เว้นแม้กระทั่งในครอบครัว พ่อแม่มีเวลาฟังลูกน้อยลง ยามที่ลูกมีปัญหา แสดงพฤติกรรมที่ไม่น่าดู เช่น เที่ยวดึก ติดผู้หญิง หนีเรียน พ่อแม่ก็คิดแต่จะสอนลูก มากกว่าที่จะนั่งฟังว่าลูกมีปัญหาอะไรจึงทำตัวเช่นนั้น บางครั้งลูกเล่าให้ฟัง พ่อก็ตัดบทว่า “เมื่อก่อนพ่อก็เที่ยวเก่ง แต่ก็ไม่เคยก่อปัญหาอย่างเธอเลย” ส่วนแม่ก็ว่า “ตอนเด็ก ๆ แม่เชื่อฟังคุณย่าทุกอย่าง ไม่เคยดื้ออย่างเธอเลย” เจอแบบนี้เข้า ลูกก็ต้องปิดปาก พอไปโรงเรียน เจอครูแบบนี้อีก ก็เลยหันไปไปหาดีเจหรือดาราเป็นที่พึ่งแทน เพราะเขาเหล่านี้รับฟังทุกอย่าง ถึงแม้ไม่สามารถพูดกับเขาโดยตรง ก็ระบายให้รูปของเขาฟังแทน

ครอบครัวจะน่าอยู่ โรงเรียนจะน่าไป ก็เพราะพ่อแม่และครูบาอาจารย์หัดฟังเด็ก ๆ มากขึ้น ฟังด้วยหัวใจที่เปิดกว้าง ไม่ใช่ฟังด้วยหูพอเป็นพิธี เพียงเพื่อจะเอาคำพูดของเขามาเล่นงานเขาเองในภายหลัง จะฟังอย่างนี้ได้ต้องมีเมตตามาก ๆ และลดอคติให้เหลือน้อยที่สุด ไม่ตัดสินล่วงหน้าหรือคิดแต่จะสอนท่าเดียว อย่าลืมว่าความดีนั้นไม่ได้เกิดจากการสอน แต่เกิดจากการเรียนรู้และรู้จักคิดด้วยตนเอง

มาช่วยกันสร้างบ้านให้น่าอยู่ ด้วยการฟังกันให้มากขึ้น ไม่งั้นอาจลงเอยอย่างเรื่องข้างล่าง


ลูกชายวัยรุ่นระเบิดอารมณ์ใส่พ่อ

“พ่อไม่เข้าใจผมหรอก ผมอยากเป็นอิสระ ไม่มีใครมาบังคับ อยากมีคนเข้าใจ พูดแล้วมีคนรับฟัง ไม่ใช่เอาแต่เทศน์เอาแต่สอนอย่างเดียว พ่อเข้าใจไหม ผมอยากได้สิ่งที่บ้านนี้ไม่เคยมีให้เลย”

ว่าแล้วลูกชายก็เดินสะพายเป้ออกจากบ้าน พ่อจึงรีบเดินเข้ามาจับไหล่

“อย่ามาห้ามผมได้ไหม” ลูกชายบอกพ่อ

“ใครว่าฉันห้ามแก แค่อยากขอตามไปด้วยเท่านั้นน่ะ” พ่อวิงวอน

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved