หน้ารวมบทความ
   บทความ > คอลัมน์สาระขัน > ของดีที่ถูกมองข้าม
กลับหน้าแรก
 

นิตยสาร : สาวิกา
Vol. : มิถุนายน ๒๕๔๖

คอลัมน์ สาระขัน : ของดีที่ถูกมองข้าม
By : สามสลึง
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

ภรรยาพูดกับสามีด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานว่า

“ได้ยินคุณพูดกับเพื่อน ๆ คุณเมื่อวันก่อนว่า หลังจากแต่งงานกับฉันแล้ว คุณถึงรู้ว่าความสุขมีค่ามาก จริงไหมคะ ?”

สามีพูดเรียบ ๆ ว่า

“ใช่ ชีวิตมันก็เป็นอย่างนี้แหละเธอ อะไรที่สูญเสียไปแล้ว เราถึงได้รู้ว่ามันมีคุณค่ามากมายมหาศาลเพียงใด”


สามีสูญเสียความสุขไปหลังจากแต่งงานจริงหรือไม่ ขอให้หาคำตอบเอาเอง แต่ที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือ เรามักจะเห็นคุณค่าของสิ่งใดก็ตาม ต่อเมื่อสิ่งนั้นจากเราไปแล้ว แต่ตอนที่สิ่งนั้นยังอยู่กับเรา เรากลับไม่ค่อยเห็นคุณค่าเท่าไหร่ เพราะเห็นว่าเป็น “ของตาย” จะทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ อย่างไรก็ได้

ตัวอย่างง่าย ๆ เช่น อากาศที่เราหายใจ มีใครบ้างที่นึกถึงลมหายใจที่เข้าออกร่างกายเราตลอดเวลา เวลาให้นึกถึงของสามสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิต กี่คนที่นึกถึงอากาศ ต่อเมื่ออากาศเป็นพิษ หรือเกิดพลัดมาอยู่ในที่อุดอู้ หรือถูกฝังอยู่ในตึกที่ถล่มลงมา มีอากาศเหลือน้อยลงทุกที เราถึงจะเห็นคุณค่าของสิ่งบางเบาเหล่านี้

สุขภาพของเราก็เช่นกัน เวลามีสุขภาพดี เราไม่ค่อยเห็นคุณค่าของสุขภาพเท่าไหร่ มีไม่กี่คนที่รู้สึกว่าตัวเองโชคดีที่สุขภาพเป็นปกติ หลายคนบ่นว่าตัวเองโชคร้ายอย่างโน้นอย่างนี้ ทั้ง ๆ ที่ยังกินได้ ถ่ายคล่อง ร่างกายทำงานได้ตามปกติ แต่พอปวดฟัน ปวดหัว หรือเป็นโรคกระเพาะเข้า ยังไม่ต้องถึงกับเป็นมะเร็งดอก เราถึงจะตระหนักว่าตอนที่เราปลอดโรคนั้น เป็นสุขเป็นโชคอย่างยิ่งแล้ว

มีอะไรต่ออะไรมากมายที่เรามองข้ามไปในชีวิต ทั้ง ๆ ที่สิ่งนั้นมีคุณค่าและความหมายต่อชีวิตของเรามาก อาทิ อาหารที่ธรรมดาสามัญ ความไม่เป็นหนี้ เมื่อใดที่ข้าวยากหมากแพง บ้านเมืองเกิดสงคราม หรือเกิดเป็นหนี้ท่วมหัวขึ้นมา เราถึงจะเห็นคุณค่าของสิ่งเหล่านี้

คนรักที่ยังอยู่กับเรา เช่นพ่อแม่ ก็อยู่ในข่ายนี้ ตอนที่ท่านยังอยู่กับเรา เรามักไม่ค่อยสนใจท่านเท่าไหร่ นาน ๆ ถึงไปเยี่ยม บางครั้งเราเลือกไปเที่ยวกับเพื่อนมากกว่าจะไปเยี่ยมท่าน ต่อเมื่อท่านจากไปไม่มีวันกลับ เราถึงมานึกเสียดายและเสียใจที่ไม่ได้เฉลียวใจว่า ตอนที่ท่านยังอยู่กับเรานั้น เป็นช่วงที่มีคุณค่าอย่างยิ่งของชีวิต ถึงตอนนั้นจึงตระหนักว่าคนที่ยังมีพ่อแม่อยู่ให้พบปะกราบไหว้นั้น เป็นคนที่มีโชคอย่างยิ่ง

อย่าคอยชะเง้อหาความสุขจากสิ่งที่ยังมาไม่ถึง หรืออยู่ไกลตัว ไม่ว่าจะเป็น รถยนต์คันงาม บ้านหลังใหม่ หรือตำแหน่งผู้จัดการ ขณะเดียวกันก็อย่าปล่อยให้ความสุขของเราถูกฝังกลบหรือจมดิ่งไปกับสิ่งที่สูญไปแล้ว มาชื่นชมดื่มด่ำกับสิ่งที่มีอยู่กับเราตอนนี้ ขณะนี้ ไม่ดีกว่าหรือ อย่ามองข้ามสิ่งนั้นไป เพราะอาจเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของชีวิตเราก็ได้ ใครจะไปรู้ ที่แน่ ๆ ก็คือ นั่นคือสิ่งจริงแท้ มิใช่ความฝันจากอนาคต หรือเศษซากจากอดีต

เมื่อนักพรตผู้เฒ่ากลับมาถึงกระท่อมยามค่ำ ก็พบว่า ข้าวของถูกขโมยไปหมด ไม่เว้นแม้แต่หมอน เสื่อ หม้อ ชาม และอาหาร

คืนนั้น เขาเอาน้ำลูบท้องต่างข้าว ออกมานั่งที่ระเบียงบ้าน จ้องมองดวงจันทร์ แล้วรำพึงคนเดียวว่า

“ยังดีนะ ที่เขาไม่ได้เอาพระจันทร์ดวงงามไปด้วย”

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved