หน้ารวมบทความ
   บทความ > คอลัมน์สาระขัน > มองนอกตัว
กลับหน้าแรก
 

นิตยสาร : สาวิกา
Vol. : ตุลาคม ๒๕๔๕

คอลัมน์ สาระขัน : มองนอกตัว
By : สามสลึง
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

ส้มโอเจอกันยาผู้เป็นเพื่อนบ้านขณะออกไปจ่ายตลาด

“นี่เธอ เจอยายที่เพิ่งย้ายมาอยู่ฝั่งตรงข้ามหรือยัง” ส้มโอถามพร้อมบ่นขึ้นมาว่า”แย่จังเลย”

“อ๋อ เธอหมายถึงยายคนที่ชอบพูดแต่เรื่องของสามีหล่อนใช่ไหม ?” กันยาสนอง

“ชอบพูดแต่เรื่องของเขาหรือ โอ๊ย มันแย่กว่านั้นอีก” ส้มโอว่า “หล่อนบ่นว่าสามีฉอด ๆ ไม่หยุดหายใจเลย ทั้ง ๆ ที่สามีของเธอเอาอกเอาใจเธอยังกับอะไร ผิดกับสามีของฉัน วัน ๆ เอาแต่เที่ยวกับเล่น งานการไม่สน กลับบ้านดึก ๆ ดื่น ๆ วันไหนกลับมาหัวค่ำ ก็นั่งกระดิกขาดูโทรทัศน์ ไม่สนใจแม้กระทั่งลูก ๆ ฉันนี่นึกแช่งชักให้เขาตายไปเร็ว ๆ แต่ถึงเขาจะแย่ขนาดนั้น ฉันก็ไม่ไปเที่ยวบ่นว่าสามีของฉันให้ใครต่อใครฟังหรอก”

ว่าแต่เขา อิเหนาเป็นเอง คนไทยคุ้นกับสำนวนนี้เป็นอย่างดี แต่ก็มักลืมมาใช้กับตัวเอง น่าแปลกไหมว่าเวลาบ่นว่าใคร บ่อยครั้งเรามักเผลอทำอย่างคนที่เราว่า เวลาเราเกลียดโกรธใคร สุดท้ายเราก็ทำอย่างคนที่เราโกรธเกลียด มีคนหนึ่งหงุดหงิดรำคาญใจมากที่กำแพงบ้านคอนกรีตอย่างดีกลายเป็นที่ขีดเขียนของใครต่อใคร จะด่าใคร จะเป็นพ่อของสถาบันไหน ก็มาพ่นสีระบายกันบนกำแพงบ้านนี้อยู่เป็นประจำ จนเปรอะไปหมด เจ้าของบ้านอุตส่าห์ปักป้ายหน้ากำแพงขอร้องอย่าขีดเขียน ก็ไม่มีใครสนใจ กลับพ่นสีทับป้ายนั้นเสียอีก เจ้าของบ้านสะสมความไม่พอใจมากขึ้นเรื่อย ๆ สุดท้ายวันหนึ่งก็หิ้วสีกระป๋องใหญ่มาหน้าบ้าน แล้วก็เขียนข้อความตัวใหญ่บนกำแพงนั้นว่า “ใครเขียน เป็นหมา”

เจ้าของบ้านโกรธคนที่เขียนกำแพง สุดท้ายตัวเองก็กลับทำอย่างคนเหล่านั้น เจ้าของบ้านอยากจะด่าคนที่เขียนว่าเป็นหมา แต่แล้วก็กลับประจานด่าว่าตัวเอง นี้ก็ไม่ต่างจากส้มโอในเรื่องข้างบน ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเวลาไม่พอใจใคร จิตของเราจะไปจดจ่ออยู่กับคนนั้น จนลืมที่จะมองดูตัวเอง ปล่อยให้ความไม่พอใจนั้นลุกลามจนกลายเป็นโทสะ ถึงตอนนั้นก็คิดแต่จะหาทางเล่นงานหรือแก้แค้นเขา แล้วอะไรจะสะใจเท่ากับเอาหนามบ่งหนาม เขาโกหกมา เราก็โกหกไป เขาด่ามา เราก็ด่าไป สุดท้ายเราก็เลยเป็นอย่างคนที่เราโกรธ

ทุกครั้งที่เราเห็นคนอื่นว่าไม่ดีอย่างโน้นไม่ดีอย่างนี้ ให้ระลึกไว้ว่าเราเองอาจจะกำลังเป็นอย่างเขาก็ได้ เวลาเราเห็นใครเป็นตัวปัญหา ควรรีบย้อนมาตรวจสอบตัวเองว่าเรากำลังจะกลายเป็นตัวปัญหาอย่างเดียวกับเขาหรือเปล่า ที่ต้องระวังคือความโกรธเกลียด เพราะความโกรธเกลียดนั้นเป็นเชื้ออย่างดีให้ความชั่วร้ายเขามาสิงสู่ใจเรา ยิ่งด่าว่าใครว่าชั่วร้าย ระวังว่าเราจะชั่วร้ายเหมือนเขาหรือยิ่งกว่าเขา ฮิตเลอร์เห็นคนยิวเป็นพวกชั่วร้าย สุดท้ายวิธีการที่เขาใช้กับคนยิวกลับทำให้เขากลายเป็นคนชั่วร้ายเสียเอง อเมริกาก็เช่นกัน ชอบไปชี้นิ้วประนามประเทศนั้นประเทศนี้ว่าชั่วร้าย เพราะไปสนับสนุนการก่อการร้ายฆ่าคนบริสุทธิ์ แต่แล้วอเมริกาก็ทำอย่างนั้นกับประชาชนคนบริสุทธิ์ในประเทศเหล่านั้นเช่นกัน

ไม่ใช่แต่คำด่าว่าเท่านั้นที่เราต้องระวังเวลาจะใช้กับคนอื่น แม้กระทั่งคำแนะนำสั่งสอน ก็พึงระวังเหมือนกัน แม้จะทำด้วยเจตนาดีก็ตาม อธิบายอย่างไรก็ไม่ชัดเท่ากับเรื่องข้างล่าง

ชายคนหนึ่งมาหาหลวงพ่อ ปรึกษาว่าลุงเป็นโรคหัวใจ มีอะไรมาทำให้ตกใจไม่ได้ หัวใจจะวายได้ง่าย ๆ ปัญหาก็คือเมื่อเช้าเขาไปตรวจล็อตเตอรี่ให้ลุง ปรากฏว่าลุงถูกรางวัลที่ ๑ แต่ยังไม่รู้ ชายคนนี้กลัวว่าถ้าบอกเรื่องนี้ ลุงจะดีใจจนหัวใจวายตายไปดื้อ ๆ จึงอยากให้หลวงพ่อช่วยบอกเรื่องนี้ให้ลุงหน่อย เชื่อว่าหลวงพ่อรู้วิธีที่จะเตรียมใจให้ลุงตั้งสติก่อนได้ฟังข่าวดี

“ได้เลย ไม่ยากดอก” หลวงพ่อตอบ

วันรุ่งขึ้น ลุงก็มาหาหลวงพ่อ

“โยมตอนนี้อายุเท่าไหร่แล้ว ?” หลวงพ่อเริ่มบทสนทนา

“ ๗๘ ปีแล้วครับ”

“โยมก็ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากแล้ว คงรู้ดีว่าโลกนี้ไม่มีความแน่นอน มีลาภ ก็เสื่อมลาภ มียศ ก็เสื่อมยศ ควรปล่อยวาง อย่าไปยินดียินร้ายกับอะไรทั้งปวง “

“เข้าใจครับ ผมก็พยายามทำใจอย่างนี้อยู่”

“ดีแล้ว ถ้าโยมเข้าใจ อาตมาก็อยากให้โยมตั้งสติให้ดี โยมรู้ไหมว่าโยมถูกรางวัลที่ ๑”

“จริงเหรอครับ หลวงพ่อ นับว่าเป็นบุญของผม ผมตั้งใจว่าก่อนตาย อยากจะทำบุญสร้างวัดสักครั้ง ถ้าได้เงินมา ผมจะถวายให้หลวงพ่อสร้างโบสถ์ ๒ ล้าน ที่เหลือผมจะ....อ้าวหลวงพ่อ..”
ปรากฏว่าหลวงพ่อเป็นลมแน่นิ่งไปแล้ว

นิทานเรื่องนี้สอนว่า เตือนคนอื่นแล้วอย่าลืมเตือนตัวเองด้วย

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved