หน้ารวมบทความ
   บทความ > นิตยสารสารคดี > ทำอย่างไรเมื่อถูกขว้างมะพร้าวใส่
กลับหน้าแรก

นิตยสารสารคดี : ปีที่ ๓๐ ฉบับที่ ๓๕๖ ตุลาคม ๒๕๕๗

คอลัมน์รับอรุณ
:  ทำอย่างไรเมื่อถูกขว้างมะพร้าวใส่
พระไพศาล วิสาโล

สมชายกำลังเดินเล่นในสวนมะพร้าว  จู่  ๆ ลิงเกเรตัวหนึ่งก็หยิบมะพร้าวขว้างใส่เขาจากต้นไม้  บังเอิญเขาเห็นเสียก่อน ขณะที่มะพร้าวลูกนั้นกำลังพุ่งมาที่ตัวเขา  คุณคิดว่าเขาควรทำอย่างไร ถ้าเป็นคุณ คุณต้องหลบมะพร้าวลูกนั้นอย่างแน่นอน  แต่ถ้าหากเขาเอาตัวรับมะพร้าวลูกนั้น คุณก็คงส่ายหัวว่าทำไมเขาโง่อย่างนั้น

ไม่มีใครที่ไม่หลบเมื่อรู้ว่าลูกมะพร้าวกำลังพุ่งเข้ามา  แต่เหตุใดผู้คนจึงไม่ทำเช่นนั้นบ้างเวลาถูกสาดใส่ด้วยถ้อยคำหยาบคายหมายมุ่งร้าย   ร้อยทั้งร้อยกลับเอาตัวออกรับคำด่านั้นอย่างเต็มที่ ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าทำเช่นนั้นย่อมเจ็บปวด

คนฉลาดย่อมไม่ยื่นหน้าแอ่นอกรับลูกมะพร้าว(หรือก้อนอิฐ)ที่ถูกขว้างใส่ฉันใด  เมื่อถูกกระทำด้วยถ้อยคำรุนแรง ก็ไม่เอาตัวรับคำด่าฉันนั้น

มีพราหมณ์ผู้หนึ่งเกลียดพระพุทธเจ้ามาก เดินตามด่าพระพุทธเจ้าจนถึงที่ประทับ แต่พระองค์ก็ไม่ตอบโต้ ปล่อยให้เขาด่าจนพอไป เมื่อเขาหยุดด่า พระองค์ก็ตรัสถามเขาว่า “เคยมีคนมาเยี่ยมท่านที่บ้านไหม”  พราหมณ์ตอบว่า “มีสิ มีมากมาย ข้าพเจ้าไม่ใช่คนสิ้นไร้ไม้ตอก” พระองค์ถามต่อว่า  “เมื่อมีแขกมาเยี่ยม ท่านทำอย่างไร” เขาตอบว่า “ก็เอาของมาต้อนรับตามธรรมเนียม”   พระองค์จึงถามว่า “หากแขกไม่กินของที่ท่านนำมาต้อนรับ ของนั้นจะเป็นของใคร”  พราหมณ์ตอบว่า “ก็เป็นของข้าพเจ้าตามเดิมน่ะสิ”  พระพุทธองค์จึงตอบว่า ในทำนองเดียวกัน “เมื่อสักครู่ท่านด่าเราด้วยถ้อยคำหยาบคาย เราไม่รับคำด่าเหล่านั้น คำด่าเหล่านั้นก็ตกเป็นของท่านตามเดิม”

ไม่ว่าจะถูกต่อว่าด่าทอเพียงใด พระพุทธองค์ไม่รู้สึกหวั่นไหว โกรธเคือง หรือเป็นทุกข์เลย เพราะพระองค์ไม่รับคำด่าของพราหมณ์ผู้นั้นหรือใครก็ตาม

หลวงพ่อชา สุภัทโท แนะนำศิษย์ว่า เวลาถูกใครด่าว่าว่าเป็นหมูเป็นหมา  ก่อนจะโกรธเขา ให้คลำก้นของตนก่อนว่ามีหางงอกไหม ถ้าไม่มี ก็อย่าไปโกรธเขา  

หลวงพ่อชาเตือนให้ศิษย์ตระหนักว่า ในเมื่อเราไม่ได้เป็นอย่างเขาว่า จะโกรธเขาทำไม  แต่ส่วนใหญ่กลับโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ซึ่งเท่ากับยอมรับว่าตนเป็นหมูเป็นหมาอย่างที่เขาว่าจริง ๆ 

คำด่ามีพิษสงก็ต่อเมื่อเรารับเอาคำด่าเหล่านั้นมาทิ่มแทงใจตน หรือสำคัญมั่นหมายว่า “เขาด่ากู ๆ” ซึ่งก็คือการเอาตัวกูออกมารับคำด่าเหล่านั้น  แต่ถ้าไม่ใส่ใจหรือไม่รับสมอ้างว่า “เขาด่ากู”   ก็จะไม่ทุกข์เลย  

หลวงพ่อประสิทธิ์ ถาวโร อดีตเจ้าอาวาสวัดถ้ำยายปริก จังหวัดชลบุรี เล่าว่าตอนที่ท่านบุกเบิกวัดนี้ขึ้นมาใหม่  นักเลงท้องถิ่นไม่พอใจมาก หาทางกลั่นแกล้งท่านและพระลูกวัด เพื่อจะได้ออกไปจากพื้นที่ แต่ท่านก็ไม่หวั่นไหว  วันหนึ่งท่านเดินผ่านหน้าบ้านของนักเลงคนหนึ่งในกลุ่ม เขาเห็นเป็นโอกาส จึงด่าท่านด้วยถ้อยคำที่หยาบคาย  แทนที่ท่านจะโกรธหรือทำหูทวนลม  ท่านกลับเดินเข้าไปหาแล้วจับแขนเขา ทำท่าขึงขังแล้วพูดว่า  “มึงด่าใคร มึงด่าใคร”

“ก็ด่ามึงน่ะสิ” เขาตอบกลับ

ท่านยิ้มรับแล้วพูดว่า “อ๋อ แล้วไป ที่แท้ก็ด่ามึง ดีแล้ว อย่ามาด่ากูก็แล้วกัน” ว่าแล้วท่านก็เดินออกไป ปล่อยให้นักเลงผู้นั้นยืนงงอยู่พักใหญ่ว่า ตกลงเขาด่าใครกันแน่

คำด่าของนักเลงผู้นั้นทำอะไรหลวงพ่อประสิทธิ์ไม่ได้ เพราะท่านไม่เอาตัวกูรับคำด่าของเขา  ไม่ต่างจากคนที่เบี่ยงตัวหลบเมื่อเห็นลูกมะพร้าวพุ่งเข้ามาใส่ตัว นี้ใช่ไหมที่เป็นสิ่งพึงกระทำหากเรารักตัวเอง

กลับมาที่สมชาย เขาทำอย่างที่ควรทำ  คือเบี่ยงตัวหลบลูกมะพร้าว ลูกมะพร้าวจึงพลาดเป้า ตกลงที่พื้น ทีนี้เขาควรทำอย่างไรต่อไป  ควรหยิบมะพร้าวนั้นขว้างใส่ลิงเป็นการตอบโต้หรือไม่  หากสมชายมีสติปัญญาเขาย่อมไม่ทำเช่นนั้น เพราะไม่มีประโยชน์ นอกจากเสียแรงแล้ว ยังเสียของด้วย  จะเป็นการฉลาดกว่าหากเขาหยิบเอามะพร้าวลูกนั้นกลับบ้าน เพื่อเฉาะเอาน้ำมาดื่มและเอาเนื้อมากิน

คำต่อว่าด่าทอนั้นก็เช่นกัน  หากเราด่ากลับไปก็ไร้ประโยชน์ เพราะนอกจากจะถูกความโกรธเผาลนใจแล้ว ยังสร้างศัตรูอีก  สิ่งที่ควรทำก็คือ นอกจากวางใจให้เป็น ไม่เป็นทุกข์เพราะคำด่านั้นแล้ว ยังควรหาประโยชน์จากคำด่าเหล่านั้นด้วย

หากมองให้เป็น ก็ย่อมเห็นประโยชน์จากคำต่อว่าด่าทอเสมอ  เล็ก พิริยะพันธุ์ อดีตเจ้าของเมืองโบราณกล่าวว่า “วันไหนไม่ถูกตำหนิ วันนั้นเป็นอัปมงคล”   คำตำหนินั้นช่วยทำให้เห็นข้อบกพร่องของตนหรืองานที่ทำ  อีกทั้งยังช่วยลดตะตัวตนได้เป็นอย่างดี จำเป็นมากสำหรับผู้ที่ได้รับการชื่นชมเป็นประจำจนหลงตัวลืมตน นึกว่าเป็นเทวดา เก่งทุกอย่าง  คำตำหนิช่วยเตือนให้ตนกลับมาตระหนักว่าตนเป็นมนุษย์ ที่ย่อมมีผิดมีพลาด

จริงอยู่คำต่อว่าด่าทอนั้นรุนแรงยิ่งกว่าคำตำหนิติเตียน อาจไม่มีสาระอะไรเลยก็ได้ แต่อย่างน้อยก็ทำให้เห็นนิสัยองผู้ต่อว่าด่าทอนั้น  นิสัยใจคอที่แท้จริงของใครสักคน  จะเห็นได้ชัดก็จากคำด่าของเขามากกว่าคำชมของเขา

ถึงที่สุดแล้ว คำต่อว่าด่าทอนั้นตอกย้ำให้เราเห็นสัจธรรมของโลกว่า สรรเสริญกับนินทาเป็นของคู่กัน ไม่ว่าจะดีหรือเก่งแค่ไหน ก็หนีคำนินทาไม่พ้น  นี้คือหนึ่งใน “โลกธรรม”ที่ต้องประสบ  ถ้าไม่รู้จักความจริงข้อนี้ หลงยึดติดถือมั่นแต่คำสรรเสริญ ก็จะเป็นทุกข์ เมื่อเจอคำนินทาหรือต่อว่าด่าทอ  แต่หากตระหนักชัดในสัจธรรมดังกล่าว  ก็จะไม่หวั่นไหวไปกับสิ่งเหล่านี้เลย

หลวงพ่อทองรัตน์ กันตสีโล เป็นศิษย์คนสำคัญของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต แม้ท่านจะไม่เป็นที่รู้จักมากนักนอกแวดวงพระกรรมฐาน  ท่านมีนิสัยโผงผาง กิริยาดูไม่เรียบร้อย แต่จิตใจท่านงดงาม มั่นคง และลุ่มลึกในธรรมมาก

คราวหนึ่งมีคนเขียนบัตรสนเท่ห์ใส่บาตรท่าน  เมื่อท่านกลับถึงวัด ท่านก็ยื่นกระดาษแผ่นนั้นให้พระเณรอ่าน พร้อมกับพูดว่า “ เอ้า ลูก อ่านอมฤตธรรมนี่  เทวดาเขาใส่บาตรมา หาฟังยาก”

ข้อความนั้นกล่าวหาท่านว่า เป็น “พระผีบ้า...ไม่สำรวม ไม่มีศีล ไม่มีวินัย” พร้อมกับขู่ว่า “ให้รีบออกจากวัดไป ถ้าไม่ไปจะเอาลูกตะกั่วมาฝาก”

ท่านได้ยินก็พนมมือสาธุแล้วบอกให้ลูกศิษย์เก็บกระดาษแผ่นนั้นไว้ใต้แท่นพระบูชา  พร้อมกับสอนพระเณรว่า “โลกธรรมแปดมันเป็นแบบนี้เอง แต่ก่อนได้ยินแต่ชื่อ....ของดีนะนี่ สาธุ....พ่อได้ฟังแล้วแก่นธรรม เพิ่งมาวันนี้เอง”

คำต่อว่าด่าทอ มองให้ดีก็คือ “อมฤตธรรมจากเทวดา”   หากเห็นแก่นธรรมจากถ้อยคำเหล่านี้ได้ เราจะได้ประโยชน์อย่างมากจากมัน เช่นเดียวกับมะพร้าว ที่นอกจากทำร้ายคนได้แล้ว ยังสามารถให้น้ำและเนื้อที่อร่อยหอมหวานได้ด้วย

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved