หน้ารวมบทความ
   บทความ > นิตยสารสารคดี > ชีวิตปรับได้ ใจยืดหยุ่น
กลับหน้าแรก

นิตยสารสารคดี : ฉบับที่ ๓๔๒ :: สิงหาคม ๕๖ ปีที่ ๒๙

คอลัมน์รับอรุณ
:  ชีวิตปรับได้ ใจยืดหยุ่น
พระไพศาล วิสาโล

แบ่งปันบน facebook Share   

ในหนังสือเรื่อง The Mind’s Eye โอลิเวอร์ แซ็คส์ (Oliver Sacks) แพทย์ด้านประสาทวิทยาและนักเขียนชื่อดัง เล่าถึงประสบการณ์และเรื่องราวของคนที่มีปัญหาด้านการรับรู้นานาชนิดได้อย่างน่าสนใจ  สิ่งหนึ่งที่คนเหล่านี้มีคล้ายกันก็คือ ความสามารถในการปรับตัวให้อยู่ได้ในโลกใบนี้ได้อย่างปกติสุขแทบไม่ต่างจากคนทั่วไป ทั้ง ๆ ที่อวัยวะที่ใช้ในการรับรู้บกพร่อง หรือ “พิการ”

นักเปียโนวัย ๖๗ ผู้หนึ่งจู่ ๆ พบว่าเธอไม่สามารถอ่านหนังสือเป็นตัวได้ ทั้ง ๆ ที่ตายังดี เห็นหนังสือทุกตัว แต่รวมเป็นคำไม่ได้  ภายหลังอาการลุกลามกระทั่ง มองอะไร ก็เห็นแต่รูปร่างเส้นสายหรือลักษณะของมัน แต่บอกไม่ได้ว่าเป็นอะไร (พูดอย่างพุทธก็คือ “สัญญา”บกพร่อง) ที่ร้ายก็คือเธออ่านโน้ตดนตรีไม่ออก เธอรู้สึกกังวลมากเวลาเล่นดนตรีในที่สาธารณะ แต่ในเวลาต่อมาเธอได้พบว่าความจำเกี่ยวกับดนตรีของเธอดีกว่าเดิม ทั้งชัดและทนนาน  แค่ได้ยินเสียงเพลงยาก ๆ ครั้งแรกก็จำได้แม่น สามารถจะเรียบเรียงและเล่นใหม่ในหัวได้เลย  อย่างที่ไม่เคยทำได้มาก่อน

หญิงวัย ๖๐ คนหนึ่ง เส้นเลือดในสมองแตก เมื่อฟื้นจากโคม่า นอกจากเป็นอัมพาตแล้ว ยังปัญหาในการได้ยิน  แม้หูยังดีแต่ฟังคำพูดของคนไม่รู้เรื่อง  ความสามารถทางด้านภาษาสูญไปหมด รวมทั้งการพูดด้วย  เธอเป็นทุกข์มากเพราะการสื่อสารของเธอกับโลกภายนอกถูกตัดขาดแทบจะสิ้นเชิง  แต่ผ่านไปไม่กี่ปี ทักษะอย่างใหม่ก็ได้เกิดขึ้นแก่เธอ คือสามารถเข้าใจเจตนาและความต้องการของผู้คนได้โดยฟังจากน้ำเสียง สีหน้า ท่าทาง และอิริยาบถของเขาขณะที่กำลังพูดกับเธอ  ใช่แต่เท่านั้นเธอสามารถคิดค้นภาษาท่าทางที่ใช้สื่อสารกับผู้คนได้เป็นอย่างดี

แซ็คส์ยังพูดถึงคนตาบอดอีกหลายคน ที่ประสาทด้านอื่นพัฒนาจนสามารถชดเชยประสาทตาที่เสียไป  เช่น มีหูที่ไวมากจนสามารถได้ยิน “เสียง”จากวัตถุรอบตัวที่เงียบสนิท  หากเดินผ่านสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ใกล้ตัวก็รู้ว่ามันมีรูปร่างอย่างไร ทั้งนี้ด้วยการสังเกตจากเสียงเดินของเขาที่สะท้อนกลับหรือถูกดูดโดยวัตถุเหล่านั้น  บางคนกระเดาะลิ้นเป็นระยะ ๆ เพื่ออาศัยเสียงสะท้อนเป็นเครื่องบ่งบอกว่ามีวัตถุอยู่ข้างหน้า ใช่แต่เท่านั้น สัมผัสอย่างอื่นของเขาก็ละเอียดขึ้น เช่น สามารถบอกได้ว่ามีอะไรอยู่ข้างหน้าโดยสังเกตจากอากาศที่กระทบใบหน้าของเขา  บางคนจึงสามารถเดินบนท้องถนนอย่างมั่นใจและรวดเร็วโดยไม่ต้องใช้ไม้เท้า จนหลายคนคิดว่าเขาเป็นคนตาดีด้วยซ้ำ  มีไม่น้อยถึงกับเล่นกีฬาหรือหมากรุกได้เพราะอาศัยสัมผัสดังกล่าว

ความสามารถข้างต้นส่วนใหญ่เกิดกับคนที่มีปัญหาในการมองตั้งแต่กำเนิด  ส่วนคนที่ตาบอดในวัยเด็กหรือผู้ใหญ่นั้น  มีวิธีการอื่นที่แตกต่างออกไป   เช่น  แค่ใช้นิ้วสัมผัสอักษรเบลล์ ก็เห็นภาพตัวอักษรปรากฏขึ้นมาในใจ  บางคนได้ยินเสียงพูดก็เห็นเป็นภาพขึ้นมา ไม่ว่าภาพสถานที่หรือเหตุการณ์  หญิงคนหนึ่งเล่าว่าเวลาฟังเสียงหนังสือพูดได้  เธอจะเห็นตัวหนังสือปรากฏขึ้นมาเป็นแถว ราวกับว่ากำลังอ่านหนังสือเล่มนั้นอยู่  และหากฟังเสียงนาน ๆ เธอจะรู้สึกปวดตามากราวกับว่าใช้สายตามากเกินไป   ส่วนบางคนนั้นแค่ได้ยินเสียงหรือได้กลิ่นของใคร ก็สามารถจับอารมณ์ของเขาได้ว่ากำลังเครียดหรือกังวล โดยที่เจ้าตัวอาจไม่รู้ด้วยซ้ำ

ในทำนองเดียวกัน คนหูหนวกจำนวนไม่น้อยมีความสามารถสูงในการอ่านปากของคน หากเป็นคนที่มิได้มีปัญหาแต่กำเนิด  ก็สามารถพูดคุยกับคนได้รู้เรื่องราวกับคนปกติ   บางคนเล่าว่าเพียงแค่เห็นปากของคนพูด ก็ได้ยินเสียงของเขาขึ้นมาในใจอย่างแจ่มชัด จะมีปัญหาก็ต่อเมื่อคู่สนทนาพูดโดยหันหลังให้หรือปิดปาก ถึงตอนนั้นคู่สนทนาจึงรู้ว่าอีกฝ่ายมีปัญหาในการฟัง

แซคส์อธิบายว่า ความสามารถพิเศษที่เพิ่มขึ้นนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสมองมีความยืดหยุ่นสูง (plasticity)  กล่าวคือเมื่อสมองส่วนใดเสียไป   สมองส่วนอื่นก็จะเอาหน้าที่บางอย่างของสมองส่วนนั้นไปทำแทน หรือพัฒนาสมรรถนะให้สูงขึ้นเพื่อชดเชยการรับรู้ส่วนที่ขาดหายไป  เช่น ถ้าสมองส่วนรับรู้ภาพถูกทำลาย   สมองส่วนที่ได้ยินเสียงหรือได้กลิ่นก็จะมาทำงานทดแทน  อะไรที่เคยทำได้ แต่กลับทำไม่ได้  สมองจะหาวิธีการใหม่ ๆ เพื่อให้สามารถทำได้เหมือนเดิมมากที่สุดปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าสมองของมนุษย์มีความสามารถในการปรับตัวสูงมากเพื่อรับมือกับความพลิกผันที่เกิดขึ้น ทำให้เราสามารถดำเนินชีวิตได้เหมือนปกติ 

อันที่จริงมิใช่แต่สมองเท่านั้น   จิตใจของเราก็ปรับตัวเก่งเช่นกัน   เมื่อมีความเปลี่ยนแปลงในทางลบเกิดขึ้น ความรู้สึกแรกคือเป็นทุกข์ รู้สึกย่ำแย่ แต่ในเวลาไม่นานจิตก็จะฟื้นขึ้นมา กลับมาเป็นปกติ สามารถรับมือกับสถานการณ์ใหม่ได้ในที่สุด  หลายคนที่พิการ สูญเสียตา หรือแขนขา จะเป็นทุกข์อย่างยิ่งในช่วงแรก ๆ   แต่เมื่อเวลาผ่านไปเขากลับสามารถอยู่กับความบกพร่องทางกายได้อย่างสุขสบาย  เช่นเดียวกับผู้ที่สูญเสียคนรักหรืออิสรภาพ  ใหม่ ๆ ก็ทำใจไม่ได้ แต่ถ้าให้เวลาแก่ตัวเอง  ในที่สุดก็ปรับตัวเข้ากับความเปลี่ยนแปลงได้  หลังจากถูกจองจำหลายปี นักโทษหลายคนรู้สึกว่าคุกกลายเป็นบ้านของเขาไปแล้ว  เมื่อถึงเวลาที่ต้องออก กลับรู้สึกอาลัยที่ต้องจากคุกไป

เคยมีการทดลองกรอกเสียงเครื่องดูดฝุ่นให้แก่คนสองกลุ่มผ่านหูฟัง  ต่างกันตรงที่กลุ่มแรกได้ยิน ๔๕ วินาที  กลุ่มที่สองได้ยินแค่ ๕ วินาที  จากนั้นก็ถามทุกคนว่ารู้สึกรำคาญมากน้อยเพียงใดในช่วง ๕ วินาทีสุดท้าย  ปรากฏว่ากลุ่มที่รู้สึกรำคาญมากที่สุดหาใช่กลุ่มแรก ดังที่หลายคนเข้าใจไม่  กลับเป็นกลุ่มที่สอง   ทำไมกลุ่มแรกจึงรู้สึกรำคาญน้อยกว่ากลุ่มที่สองทั้ง ๆ ที่ได้ยินเสียงระคายโสตประสาทนานกว่า   คำตอบก็คือ หลังจากฟังมาได้ ๔๐ วินาที กลุ่มแรกก็เริ่มคุ้นเคยกับเสียงดัง ดังนั้นเมื่อถึง ๕ วินาทีสุดท้ายจึงรู้สึกรำคาญน้อยลง 1

การทดลองดังกล่าวชี้ให้เห็นถึงความสามารถของจิตในการปรับตัวกับความเปลี่ยนแปลงแม้จะเป็นลบก็ตาม  พึงสังเกตว่าจิตปรับตัวได้เองโดยที่เจ้าตัวไม่ได้ทำอะไรเลย   ถ้าเจ้าตัวทำบางสิ่งเพิ่มเติม เช่น เอาจิตมาจดจ่อที่ลมหายใจ หรือมีสติรับรู้ความรำคาญที่เกิดขึ้น หรือนึกในทางบวก (เช่นจินตนาการถึงทิวทัศน์ที่งดงาม) จิตจะปรับตัวหรือกลับมาเป็นปกติได้เร็วขึ้น   

ธรรมชาติของกายและใจนั้น มีความยืดหยุ่นและปรับตัวสูงมาก  และหากเราไม่ปล่อยให้ธรรมชาติทำงานตามลำพังเท่านั้น แต่พยายามหนุนเสริมธรรมชาติอีกแรงหนึ่งด้วย  การปรับตัวหรือฟื้นตัวก็จะเกิดเร็วขึ้น   หลายคนที่แซคส์พูดถึงในหนังสือของเขาไม่ได้อยู่เฉย ๆ ปล่อยให้สมองปรับตัวเอง แต่เพียรพยายามที่จะฝึกฝนตนและหาแนวทางใหม่ ๆ เพื่อมีชีวิตอย่างปกติสุขท่ามกลางข้อจำกัดหรือปัญหาที่เกิดขึ้น หญิงชราผู้สูญเสียความสามารถทางภาษาเนื่องจากเส้นเลือดในสมองแตก  หลังจากที่ทุกข์อยู่นาน แต่เมื่อได้พัฒนาทักษะใหม่ ๆ ในการสื่อสาร ถึงกับบอกว่าเธอโชคดีที่แผลในสมองของเธอไม่ถึงกับทำลายความทรงจำและความสามารถในการคิดของเธอ

ในทำนองเดียวกันแม้ร่างกายหรือสมองของเราเป็นปกติ แต่หากจิตใจตกต่ำย่ำแย่เพราะความสูญเสียพลัดพรากหรือความผิดหวัง  การเพียรฝึกจิตให้เข้มแข็งมั่นคง มีสติเท่าทันอารมณ์  และมีปัญญาตระหนักชัดว่าความเปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดาของชีวิต  จิตก็จะฟื้นตัวขึ้นมาเป็นปกติ  และรู้สึกเป็นสุขได้ในสถานการณ์ใหม่

แต่ถึงแม้จะไม่ได้เพียรพยายามฝึกตนเลย  เพียงแค่ให้เวลาแก่จิตใจของตนในการปรับตัว ก็ช่วยได้ไม่น้อยแล้ว  ข้อสำคัญ อย่าด่วนตัดโอกาสดังกล่าวด้วยการคิดสั้นหรือทำร้ายตนเองเพราะคิดว่าชีวิตจบสิ้นแล้ว หรือเพราะคิดว่าความทุกข์ใจที่เกิดขึ้นนั้นจะคงทนถาวร   อย่าลืมว่าแม้สถานการณ์ภายนอกจะเลวร้ายไม่เปลี่ยนแปลง แต่สภาวะในใจของเรานั้นเปลี่ยนแปลงได้เสมอ และสามารถเปลี่ยนไปในทางที่ดีได้ด้วย 

ว่าแต่ว่าเราแน่ใจแล้วหรือว่าสถานการณ์ภายนอกจะเลวร้ายไปตลอด

 

 

1 อันที่จริงการทดลองดังกล่าวมีกลุ่มที่สามด้วย  โดยฟังเสียงดังกล่าว ๔๐ วินาที จากนั้นเสียงเงียบหายไป ๒-๓วินาที แล้วดังใหม่อีก ๕ วินาที  ปรากฏว่ากลุ่มนี้รู้สึกรำคาญมากเช่นกัน ทั้งนี้เพราะแม้จะคุ้นเคยกับเสียงช่วง ๔๐ วินาทีแรก แต่พอเสียงเงียบหายไป ความคุ้นเคยก็หายตามไปด้วย  ดังนั้นพอได้ยินเสียงนั้นอีกครั้ง จึงรู้สึกรำคาญมาก  การทดลองดังกล่าวยังชี้ว่า การที่สิ่งรบกวนหายไปชั่วขณะ ไม่ได้ช่วยให้รู้สึกดีขึ้น กลับทำให้แย่เหมือนเดิมหรือแย่ลงอย่างน้อยก็ในช่วงแรก

 

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved