หน้ารวมบทความ
   บทความ > นิตยสารสารคดี > โลกอนิจจัง
กลับหน้าแรก

นิตยสารสารคดี : ฉบับที่ ๓๒๖ :: เมษายน ๕๕ ปีที่ ๒๘

คอลัมน์รับอรุณ
:  โลกอนิจจัง
พระไพศาล วิสาโล

แบ่งปันบน facebook Share   

ยุคนี้เป็นยุคที่รักสะอาดเป็นอย่างยิ่ง อุปกรณ์ทำความสะอาดทั้งร่างกายและเครื่องใช้ ไม่ว่าสบู่ ยาสีฟัน ผงซักฟอก น้ำยาล้างจาน กลายเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวัน ยังไม่นับสินค้าตัวใหม่ ๆ ที่ทยอยออกมาไม่หยุด อาทิ น้ำยาล้างมือ สเปรย์ระงับกลิ่นปาก ฯลฯ ทั้งหมดนี้เพื่อต่อสู้กับศัตรูที่ซุกซ่อนอยู่รอบตัวและแทรกซึมทุกหนทุกแห่ง นั่นคือ เชื้อโรค แม้แต่ปุ่มโทรศัพท์ แป้นคอมพิวเตอร์ จอไอแพ็ด ก็เป็นที่สิงสถิตของแบคทีเรียนานาชนิด ไม่แปลกหากอีกไม่นานน้ำยาฆ่าเชื้อในอุปกรณ์เหล่านี้จะเป็นที่นิยม

วัฒนธรรมรักสะอาดที่แพร่ไปทั่วโลกนั้นมีต้นตอมาจากไหน คำตอบหาได้ไม่ยาก ในยุโรปและอเมริกานั้นพฤติกรรมรักสะอาดจนถึงขั้นอนามัยจัดเป็นสิ่งที่เห็นได้ทั่วไป ไม่ว่า ในบ้านเรือน ที่ทำงาน สถานที่สาธารณะ รวมทั้งตามเนื้อตัว การรักษาความสะอาดเป็นเรื่องใหญ่มาก

น่าแปลกก็ตรงที่ย้อนหลังไปไม่ถึง ๘๐ ปี ฝรั่งหาได้มีนิสัยรักสะอาดอย่างที่เห็นทุกวันนี้ไม่ ยอร์จ ออร์แวล นักเขียนชื่อดังชาวอังกฤษตั้งข้อสังเกตว่า “นิสัยอาบน้ำทั้งตัวเป็นประจำทุกวันเป็นสิ่งที่ใหม่มาก ๆ ในยุโรป” เขายังพูดต่อไปว่า “ชาวอังกฤษนับวันจะสะอาดขึ้น และคงหวังได้ว่าภายในหนึ่งร้อยปี เขาจะสะอาดเกือบเท่าคนญี่ปุ่น”

ถอยหลังไป ๑๕๐ ปีก่อน คนยุโรปไม่สนใจความสะอาดเลยก็ว่าได้ รายงานของกระทรวงศึกษาธิการของฝรั่งเศสเมื่อปี ๑๘๘๔ ระบุตอนหนึ่งว่า “แม้กระทั่งชนชั้นที่มีฐานะ ก็ไม่เคยทำความสะอาดร่างกายส่วนอื่นเลยยกเว้นส่วนที่อยู่นอกร่มผ้าเท่านั้น”

พฤติกรรมดังกล่าวไม่ใช่เรื่องผิดยุคผิดสมัย หากเป็นมรดกที่มีความสืบเนื่องมายาวนานหลายร้อยปี โดยเฉพาะนับแต่คริสต์ศตวรรษที่ ๑๖ เพราะตอนนั้นมีความเชื่อว่าน้ำเป็นพาหะนำโรคมาสู่ผิวหนัง ส่วนฝุ่นผงนั้นหากอุดรูขุมขนจะช่วยป้องกันไม่ให้โรคเข้ามาในร่างกายได้ ดังนั้นผู้คนจึงไม่นิยมอาบน้ำไม่ว่าชาวบ้าน ชนชั้นสูง หรือแม้แต่พระเจ้าแผ่นดิน ว่ากันว่าพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๓ นั้นไม่เคยอาบน้ำเลยจนเมื่ออายุเกือบ ๗ ขวบ ส่วนพระเจ้าเฮนรีที่ ๔ แห่งฝรั่งเศส ก็เป็นที่เลื่องลือว่า ส่งกลิ่นนานาชนิด ทั้งกลิ่นเหงื่อ กลิ่นคอกสัตว์ และกลิ่นอับที่เท้า ในอังกฤษก็ไม่ต่างกันเท่าไร พระราชินีเอลิซาเบธ อาบน้ำเพียงเดือนละครั้ง ขณะที่พระเจ้าเจมส์ที่หนึ่ง ซึ่งครองราชย์ลำดับถัดมา แค่ล้างนิ้วเท่านั้น

แต่ถ้าเกิดโรคระบาดเมื่อใด ผู้คนถึงกับไม่แตะน้ำชำระกายเลยแม้แต่น้อย เพราะมีความเชื่อว่า การอาบน้ำก็ดี หรือแม้แต่การมีเหงื่อออกก็ดี จะเปิดรูขุมขุนในร่างกาย และทำให้โรคร้ายเข้าไปก่ออันตรายแก่ร่างกายได้

เมื่อไม่อาบน้ำ วิธีที่ชนชั้นผู้ดีใช้ในการจัดการกับความสกปรก ก็คือ ใส่เสื้อที่ทำด้วยลินิน เพื่อปัดฝุ่นผงออกจากร่างกายและดูดซับเหงื่อด้วย ขณะเดียวกันก็ใช้น้ำหอมกลิ่นแรง ๆ และน้ำมันเพื่อปกปิดกลิ่นเหม็นตามเนื้อตัว

พฤติกรรมดังกล่าวเปลี่ยนแปลงไปเมื่อหลุยส์ ปาสเตอร์ และ โรเบิร์ต ค็อก นักวิทยาศาสตร์ชื่อดังปลายศตวรรษที่ ๑๙ พบว่า โรคที่คร่าชีวิตผู้คนจนล้มตายมากมายนั้นเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งเติบโตในที่สกปรก วิธีจัดการกับเชื้อโรคดังกล่าวได้ดีที่สุดก็คือ ใช้ความร้อน กับการรักษาความสะอาดทั้งร่างกายและที่พักอาศัย นั่นคือจุดเริ่มต้นของการหวนกลับมาอาบน้ำ อย่างที่ชาวกรีกและโรมันได้ทำกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน แต่กว่าวัฒนธรรมรักสะอาดจะเข้มแข็งมั่นคงในยุโรปก็ใช้เวลาหลายสิบปี ดังเห็นได้ว่าลุล่วงจนถึงปี ๑๙๔๐ ครัวเรือนอเมริกันเพียงครึ่งหนึ่งเท่านั้นที่มีห้องอาบน้ำอย่างถูกสุขลักษณะ ส่วนในอังกฤษ จนถึงปี ๑๙๕๑ ครัวเรือนเกือบ ๒ ใน ๕ ไม่มีห้องอาบน้ำใช้เลย

ทั้งหมดที่กล่าวมานั้นได้กลายเป็นประวัติศาสตร์ไปแล้ว ความรักสะอาดได้กลายเป็นวิถีชีวิตของผู้คนทั่วโลก โดยเฉพาะในหมู่ผู้มีอันจะกิน การรณรงค์ต่อต้านความสกปรกประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง เมื่อนักธุรกิจได้เข้ามาขับเคลื่อนผลักดันผ่านการโฆษณา ที่ทำให้ผู้คนไม่เพียงแต่กลัวความสกปรกเท่านั้น แต่ยังรู้สึกถึงภาพลักษณ์ที่ดูดีขึ้นเมื่อใช้สินค้าต่าง ๆ ที่นำเสนอขาย ผลก็คืออุตสาหกรรมเกี่ยวกับความสะอาดเติบใหญ่อย่างรวดเร็ว ทุกวันนี้ทั่วโลกใช้เงินถึง ๒๔,๐๐๐ ล้านดอลลาร์ในการซื้อสบู่ก้อนและสบู่เหลว ไม่รวมอีก ๑๐๖,๐๐๐ ล้านเหรียญสำหรับการทำความสะอาดเสื้อผ้า จานชาม ห้องน้ำ

ตรงข้ามกับยุโรปเมื่อ ๔๐๐ ปีก่อน ทุกวันนี้ผู้คนจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะคนชั้นสูงหรือคนมีฐานะ พากันรังเกียจฝุ่นผง กลัวเชื้อโรคถึงขนาดต้องทำความสะอาดใบหน้าและมือเท้าวันละหลาย ๆ ครั้ง หลายคนคงนึกไม่ถึงว่าฝรั่งซึ่งรักสะอาดและอนามัยจัดนั้น สมัยหนึ่งเคยมีความเชื่อว่าความสกปรกไม่ใช่สิ่งน่ารังเกียจ การอาบน้ำชำระร่างกายต่างหากที่น่ารังเกียจ

อย่างไรก็ตามหลังจากที่ผู้คนทั้งโลกหันมาเชิดชูความสะอาดและต่อต้านความสกปรกถึงขั้นไล่ล่าอย่างเอาจริงเอาจัง ตอนนี้พฤติกรรมดังกล่าวกำลังถูกตั้งคำถามมากขึ้นว่าสุดโต่งเกินไปหรือไม่ เนื่องจากมีการค้นพบอย่างต่อเนื่องว่า แบคทีเรียนั้นมีประโยชน์ต่อมนุษย์อยู่ไม่น้อย เด็กที่มีโอกาสสัมผัสกับเชื้อโรคตั้งแต่เล็ก เช่น อยู่ในไร่นา หรือเป็นลูกคนเล็ก ที่ได้รับเชื้อแบคทีเรียจากพี่ ๆ มีแนวโน้มที่จะไม่เป็นโรคหอบหืดและโรคภูมิแพ้ ในทำนองเดียวกันโรคภูมิแพ้นานาชนิดที่ระบาดในประเทศที่ร่ำรวยนั้น กลับเกิดขึ้นน้อยมากในประเทศที่ยากจนกว่า นี้อาจเป็นเหตุผลว่าทำไมเด็กที่ได้รับการเลี้ยงดูแบบอนามัยจัด จนแม้แต่เดินเท้าเปล่าก็ทำไม่ได้ จึงมีโอกาสเป็นโรคมือเท้าปากได้มากกว่าเด็กชนบทหรือเด็กสลัมที่เล่นหินดินทรายเป็นประจำ

แนวโน้มที่กำลังเกิดขึ้นตอนนี้ก็คือ การส่งเสริมให้คนหันมาสัมผัสกับดินและฝุ่นมากขึ้น “ฝุ่นนั้นดี” เป็นข้อความโฆษณาของผงซักฟอกยี่ห้อหนึ่งซึ่งผลิตโดยบริษัทยักษ์ใหญ่ยูนิลีเวอร์ มีการรณรงค์ให้เด็กได้เล่นดินและคลุกฝุ่นบ้าง เพราะ “ฝุ่นผงเป็นการแสดงออกซึ่งเสรีภาพ”

ครั้งหนึ่งฝรั่งที่ได้รับอิทธิพลกรีกและโรมัน รักการอาบน้ำเป็นชีวิตจิตใจ แต่ในเวลาต่อมาฝรั่งกลับเกลียดการอาบน้ำและพอใจที่จะอยู่อย่างสกปรก บัดนี้หันมารักความสะอาด มีความสุขกับการอาบน้ำ (โดยเฉพาะน้ำอุ่น)และรังเกียจฝุ่นผงกับเชื้อโรคเป็นที่สุด แต่แนวโน้มที่กำลังเกิดขึ้น คือ การหวนกลับไปหาฝุ่นผงและขี้ดินอีกครั้ง นี้ก็เช่นเดียวกับพฤติกรรมหลาย ๆ อย่างในโลกนี้ ที่ครั้งหนึ่งเคยถูกรังเกียจ แต่กลับเป็นสิ่งที่น่าชื่นชนในปัจจุบัน และสิ่งที่น่าชื่นชมในอดีต กลายเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจในปัจจุบัน

ครั้งหนึ่งการถ่มน้ำลายถือว่าเป็นกิริยาที่สูงส่ง ใช้ในการบวงสรวงเทพเจ้าหรือเมื่อสาบานและทำสัญญาต่อกัน แต่บัดนี้การกระทำเช่นนั้นกลับเป็นกิริยาที่หยาบคายไปแล้ว

ครั้งหนึ่งฝิ่นและมอร์ฟีนหาได้อย่างง่ายดายในยุโรปและอเมริกา ขณะที่เหล้าถูกโจมตีว่าเป็นสิ่งชั่วร้าย แต่ทุกวันนี้ฝิ่นและมอร์ฟีน กลายเป็นสิ่งชั่วร้ายไปแล้ว ส่วนเหล้าหาซื้อได้ทั่วไป

ครั้งหนึ่งคำว่า “กู” ไม่ใช่คำหยาบ ส่วนคำหยาบเมื่อเกือบ ๒๐๐ ปีก่อน คือคำว่า “ติดเนื้อต้องใจ” และที่หยาบคายมากที่สุดคือ “ไว้เนื้อเชื่อใจ” “ขึ้นเนื้อขึ้นใจ”และ “วางเนื้อวางใจ” จนกระทั่งรัชกาลที่ ๔ ต้องออกประกาศในราชกิจจานุเบกษาห้ามไม่ให้ประชาชนนำมาใช้เขียนหรือพูดอย่างเด็ดขาด ไม่ต้องสงสัยเลยว่าคำสุภาพหรือคำสามัญในวันนี้ คงมีหลายคำที่กลายเป็นคำหยาบหรือคำอุจาดในวันหน้า ขณะที่คำหยาบในวันนี้อาจกลายเป็นคำที่นิยมใช้ในอนาคต

โลกนี้หาความจีรังยั่งยืนไม่ได้ แปรเปลี่ยนเป็นนิจ สิ่งที่เรายกย่องเชิดชูว่าดีวิเศษในวันนี้ สามารถกลายเป็นอื่นในวันหน้า นี้เป็นธรรมดาของสิ่งที่เรียกว่าสมมติ ใครที่ยึดติดถือมั่นกับสมมติ ปักใจเชื่อว่ามันต้องดีไปตลอด ย่อมเป็นทุกข์เมื่อเจอความเปลี่ยนแปลง

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved