หน้ารวมบทความ
   บทความ > นิตยสารสารคดี > ชีวิตที่ถูกอำนาจกัดกร่อน
กลับหน้าแรก
นิตยสารสารคดี

นิตยสารสารคดี : ฉบับที่ ๓๑๗ :: กรกฎาคม ๕๔ ปีที่ ๒๗

คอลัมน์รับอรุณ
:  ชีวิตที่ถูกอำนาจกัดกร่อน
พระไพศาล วิสาโล

แบ่งปันบน facebook Share   

วลาดิเมียร์ เลนิน เป็นทั้งนักปรัชญาและนักทฤษฎีการเมืองที่ฉลาดปราดเปรื่อง และมีอิทธิพลทางความคิดต่อคนทั้งโลกมานานนับศตวรรษ แต่เขาเป็นที่รู้จักมากกว่าในฐานะนักปฏิวัติที่หลักแหลม สามารถนำพรรคบอลเชวิคยึดอำนาจรัฐ และสถาปนารัสเซียให้เป็นรัฐสังคมนิยมแบบคอมมิวนิสต์แห่งแรกของโลก จุดประกายให้ลัทธิคอมมิวนิสต์แพร่กระจายไปทั่วทั้งโลก และเกิดสงครามตามมาอีกนับไม่ถ้วน ก่อนที่รัฐสังคมนิยมแห่งนี้จะล่มสลายเมื่อ ๒๐ ปีที่แล้ว

เลนินต้องการสร้างรัฐตามอุดมคติของคอมมิวนิสต์ คือ รัฐที่ไม่มีชนชั้น ไม่มีการเอารัดเอาเปรียบ ผู้คนมีความเสมอภาคกันทั้งในฐานะ ศักดิ์ศรี และชีวิตความเป็นอยู่ แต่ตลอด ๗ ปีที่ปกครองประเทศ เขากลายเป็นผู้นำสูงสุดที่อำนาจทั้งปวงรวมศูนย์อยู่ที่ตัวเขาแต่ผู้เดียว เมื่อต้องเผชิญกับการต่อต้านจากผู้คนหลายภาคส่วน โดยเฉพาะชนชั้นนำที่สูญเสียผลประโยชน์ เขาได้ใช้อำนาจที่มีอยู่อย่างเต็มที่ในการปราบปรามผู้ที่เป็น "ศัตรูของประชาชน" ยิ่งฝ่ายตรงข้ามพยายามลอบสังหารเขา เขาก็ตอบโต้ด้วยการกวาดล้างผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับอุดมการณ์สังคมนิยมอย่างรุนแรง มีการสังหารผู้คนเป็นจำนวนมาก ขณะที่ผู้คนหลายหมื่นถูกจับกุมคุมขังและทรมานในค่ายกักกัน

คราวหนึ่งเกิดการลุกฮือขึ้นโดยเหล่านักบวชนิกายกรีกออร์โธดอกซ์ในเมือง Shuia เนื่องจากรัฐต้องการยึดทรัพย์สินมีค่าจากโบสถ์ เลนินได้เขียนจดหมายถึงกรรมการพรรคว่า "เราต้องปราบปรามผู้ต่อต้านด้วยความเหี้ยมโหดชนิดที่พวกเขาจะไม่ลืมไปอีกหลายสิบปี.....ยิ่งเราสามารถสังหารตัวแทนนักบวชและพวกกระฎุมพีปฏิกิริยาได้มากเท่าไร ก็ยิ่งดีมากเท่านั้น" ผลก็คือมีนักบวชและประชาชนประมาณ ๘,๐๐๐ คนถูกฆ่า ในทำนองเดียวกันการลุกฮือที่เกิดขึ้นในอีกหลายเมืองก็จบลงด้วยการสังหารคนนับหมื่น

สองปีสุดท้ายของชีวิต เลนินล้มป่วยด้วยโรคเส้นโลหิตในสมองแตกถึง ๓ ครั้งอันเป็นผลจากการตรากตรำทำงานหนัก ครั้งสุดท้ายนั้นถึงกับทำให้เขาพูดไม่ได้และต้องนอนแบบจนเสียชีวิตในอีกหนึ่งปีต่อมา

คนส่วนใหญ่รู้จักเลนินจากภาพถ่ายที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและกล้าแกร่ง แต่เลนินในช่วงปีสุดท้ายนั้นกลับให้ภาพที่ตรงข้าม ภาพถ่ายของเลนิน ๖ เดือนก่อนเสียชีวิตนั้น เป็นภาพของคนไร้ชีวิตชีวา อมทุกข์ ตาเบิกโพลง ราวกับหวาดกลัวอะไรบางอย่าง บางครั้งตาก็จ้องถมึงทึง เหมือนคนกราดเกรี้ยว ส่วนสารรูปก็ย่ำแย่

หนังสือเรื่อง "บันทึกลับคนดองศพเลนิน" บรรยายถึงเลนินในตอนนั้นว่า "เขาสูญเสียความสามารถในการพูดแขนและขาขวาเป็นอัมพาต และเห็นภาพหลอนที่น่ากลัวทั้งกลางวันกลางคืน เขามักจะกรีดเสียงร้องและโบกมือไปมา หัวเราะลั่นโดยไม่มีเหตุผล และหงุดหงิดกับเรื่องไร้สาระ"

เห็นได้ชัดว่าเขาไม่มีความสุขเอาเลย จิตใจว้าวุ่นและหงุดหงิดตลอดเวลา บ่อยครั้งก็แสดงความโกรธเกรี้ยวออกมา แม้กระทั่งกับแพทย์ทั้ง ๕คนที่ดูแลเขา เขาก็ยังแสดงอาการราวกับเป็นศัตรู บางครั้งก็ชูกำปั้นใส่

เลนินในช่วยสุดท้ายไม่เหลือเค้าของนักคิดเฉียบคมและนักพูดที่มีชีวิตชีวาอีกต่อไป แม้แต่ความเป็นผู้นำที่ทรงพลังอำนาจก็ไม่หลงเหลือแม้แต่น้อย เพราะกระทั่งร่างกายของตัวเองเขาก็ยังควบคุมสั่งการไม่ได้ ขณะที่จิตใจซึ่งเคยกลั่นออกมาเป็นความคิดที่เฉียบคมก็กลับปั่นป่วนยุ่งเหยิงและปรุงแต่งภาพหลอนจนสร้างความหวาดผวาให้แก่ตัวเขาเอง

อย่างไรก็ตามอาการของเลนินยังนับว่าน้อยกว่าสตาลิน ซึ่งเป็นทายาทของเขาและโหดเหี้ยมยิ่งกว่าเขาเสียอีก

ตอนที่เลนินป่วยหนักนั้น โจเซฟ สตาลินเป็นเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีอำนาจมาก แต่สถานะของเขาเริ่มไม่มั่นคงแล้ว เพราะเลนินเห็นว่าเขาไม่เหมาะกับตำแหน่งนี้ ถึงกับเขียนในพินัยกรรมของเขาว่า "สตาลินหยาบคายเกินไป" พร้อมกับเสนอให้กรรมการพรรคปลดเขาออกจากตำแหน่งด้วยวิธีใดก็ได้

อย่างไรก็ตามในที่สุดสตาลินสามารถช่วงชิงตำแหน่งผู้นำประเทศได้สำเร็จ หลังจากนั้นก็เริ่มปราบปรามคู่แข่งทางการเมืองของตน ในชั่วเวลาไม่กี่ปี ๖ ใน ๗ คนที่เป็นกรรมการกรมการเมือง(โพลิตบูโร)อันทรงอำนาจในสมัยของเลนิน หากไม่ถูกสังหารก็ฆ่าตัวตาย คงเหลือเพียงคนเดียวทีมีชีวิตอยู่คือสตาลิน ส่วนคนอื่น ๆ ที่มีเค้าว่าจะโดดเด่นกว่าเขา ก็ถูกกำจัดเช่นกัน

ตลอด ๒๙ ปีที่สตาลินครองอำนาจ ( ค.ศ.๑๙๒๔-๑๙๕๓)การปราบปรามผู้ที่เห็นต่างจากรัฐบาลเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางและโหดเหี้ยมรุนแรงมาก เพียงแค่แสดงความไม่เห็นด้วยกับนโยบายของรัฐบาล หรือวิพากษ์วิจารณ์สตาลิน ก็จะถูกกล่าวหาว่าเป็น "ศัตรูประชาชน" ตามด้วยการจับกุมคุมขัง ทรมาน และประหารชีวิต

การกวาดล้างดังกล่าวทำอย่างเป็นระบบ และมีการสั่งการลงไปเป็นชั้น ๆ ถึงกับมีการระบุ "โควต้า" หรือจำนวนที่ต้องทำให้ได้ตามเป้า หัวหน้าตำรวจลับผู้หนึ่งส่งโทรเลขไปยังใต้บังคับบัญชาว่า "คุณได้รับมอบหมายให้กำจัดศัตรูของประชาชน ๑๐,๐๐๐ คน ขอให้รายงานผลโดยการส่งสัญญาณ" ไม่นานก็มีคำตอบส่งกลับมา เป็นบัญชีหมายเลขของคนที่ถูกยิงทิ้ง

ประมาณว่าช่วงที่สตาลินครองอำนาจนั้นมีชาวรัสเซียตายถึง ๒๐ ล้านคน จำเพาะทศวรรษ ๑๙๓๐ เพียงทศวรรษเดียว มีคนตายถึง ๙.๕ ล้านคน สาเหตุการตายนั้นมีหลากหลายเช่น ถูกสังหารหมู่โดยเจ้าหน้าที่รัฐ ถูกทรมานหรือตรากตรำในค่ายกักกัน(ซึ่งใช้แรงงานเยี่ยงทาส) ขาดอาหารเนื่องจากนโยบายที่ผิดพลาดของรัฐบาล รวมทั้งการบังคับโยกย้ายประชากรขนานใหญ่ ซึ่งเป็นความพยายามที่จะกำจัดชนชั้นที่เป็นปฏิปักษ์ต่อสังคมนิยม (อันได้แก่ชนชั้น "กูลัก" หรือชาวนาที่รัฐบาลถือว่าเป็น "กระฎุมพี") ด้วยการอพยพผู้คนไปยังที่ที่แร้นแค้นกันดาร โดยไม่มีอาหารให้ และบางที่ก็ไม่มีแม้แต่น้ำกิน ใครที่ขัดขืนก็ถูกยิงทิ้ง

อย่าว่าแต่การวิพากษ์วิจารณ์สตาลินเลย แม้การชื่นชมสรรเสริญ หากทำได้ไม่มากพอก็อาจมีโทษถึงตาย ครั้งหนึ่งมีการประชุมพรรคคอมมิวนิสต์ในกรุงมอสโคว์ เมื่อการประชุมเสร็จสิ้นได้มีการแสดงความชื่นชมสรรเสริญสตาลิน ทุกคนในที่ประชุมพร้อมกันลุกขึ้นและตบมือดังสนั่น ๕ นาทีผ่านไป ก็ยังไม่มีใครหยุดตบมือ ทั้ง ๆ ที่ทุกคนรู้สึกปวดมือ ผ่านไป ๑๐ นาทีเสียงตบมือก็ยังดังกึกก้อง จนกระทั่งนาทีที่ ๑๑ ชายคนหนึ่งหยุดตบมือเป็นคนแรกแล้วนั่งลง คนอื่นก็ทำตาม ปรากฏว่าคืนนั้นเขาถูกจับ และถูกตัดสินจำคุก ๑๐ ปีด้วยข้อหาอื่น แต่ผู้สอบสวนเขาบอกเขาว่าอย่าเป็นคนแรกที่หยุดตบมือ

ยุคของสตาลินเป็นยุคที่บรรยากาศแห่งความกลัวและความหวาดระแวงครอบงำไปทั่ว ไม่มีใครที่มีหลักประกันแห่งความปลอดภัย แม้แต่คนใกล้ชิดของสตาลิน หลายคนถูกกำจัดข้อหา "ทรยศต่อมาตุภูมิ" ไม่มีใครกล้าปริปากโต้แย้งสตาลิน เพราะนั่นหมายถึงการฆ่าตัวตาย โมโลตอฟ เป็นคนสนิทที่สุดของสตาลิน แต่เมื่อมีการเสนอให้จับภรรยาของเขาข้อหาเป็นภัยต่อประเทศ เขากลับนิ่งเงียบด้วยความกลัวกลางห้องประชุม เพราะผู้เสนอให้จับนั้นคือสตาลินเอง ระหว่างที่มีการนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับภรรยาของเขา เขานั่งเข่าสั่นและพูดอะไรไม่ออก

ที่จริงโพลิน่า ภรรยาของโมโลตอฟมิใช่ใครอื่น หากเป็นเพื่อนสนิทของภรรยาคนที่สองของสตาลิน ภรรยาผู้นี้ถูกสตาลินกล่าวประณามในงานเลี้ยง เธอไม่พอใจมากจึงเดินออกจากที่นั้น โดยมีโพลิน่าเดินตามไปด้วย ไม่นานหลังจากนั้นภรรยาของเขาก็ฆ่าตัวตาย สตาลินรอถึง ๑๖ ปีเพื่อแก้แค้นโพลิน่า

สตาลินครองอำนาจสูงสุดได้ก็เพราะการทรยศหักหลังเพื่อน และเพราะเหตุนี้เขาจึงไม่เคยไว้วางใจใครเลยแม้แต่คนเดียว และพร้อมจะกำจัดทุกคนที่เขาสงสัยว่าไม่ภักดีต่อเขา ด้วยเหตุนี้ทุกคนที่แวดล้อมเขาจึงหว่านโปรยคำชื่นชมสรรเสริญให้แก่เขาตลอดเวลา แต่นั่นไม่ได้ทำให้เขาคลายความหวาดระแวงเลย เมื่อเวลาผ่านไปความหวาดระแวงได้ลุกลามจนกลายเป็นความกลัวว่าเขาจะถูกคนใกล้ตัวกำจัด ทุกอย่างที่เขากินหรือดื่มจะต้องมีคนใกล้ชิดทดลองชิมก่อน

ช่วงท้ายของชีวิต สตาลินมีอาการหวาดระแวงหนักขึ้น "หวาดระแวงเข้าขั้นป่วย"เป็นคำของครุสชอฟเมื่อพูดถึงสตาลิน"บางทีเขาก็จ้องหน้าคน แล้วพูดว่า "ทำไมวันนี้ตาของแกส่ายไปมา" หรือ "ทำไมวันนี้แกหันหน้าไปทางอื่น และหลีกเลี่ยงที่จะสบตาฉัน" .....เห็น "ศัตรู" "คนสองหน้า" และ "สายลับ"ในทุกหนแห่งและทุกสิ่งทุกอย่าง

สตาลินกลายเป็นคนเปลี่ยวเหงา และอยากมีคนอยู่ด้วยตลอดเวลา ครุสชอฟ(ผู้นำรัสเซียคนถัดมา)พูดถึงสตาลินในตอนปลายชีวิตของเขาว่า "เมื่อเขาตื่นขึ้นมาตอนเช้า เขาจะเรียกพวกเราให้เข้าไปหาทันที ถ้าไม่ชวนดูหนัง ก็ชวนคุยในเรื่องซึ่งอาจจบได้ใน ๒ นาที แต่เขากลับพูดยื้อเพื่อให้เราอยู่กับเขานานขึ้น"

สตาลินหว่านความกลัวและความหวาดระแวงลงไปในจิตใจของผู้คนทั้งประเทศ แต่แล้วความกลัวและความหวาดระแวงนั้นกลับครอบงำเขาเสียเอง ในขณะที่เขาทำลายอิสรภาพของผู้คนนั้น เขาก็ทำลายอิสรภาพของตนเองจนกลายเป็นทาสแห่งความคิดปรุงแต่งที่มิอาจควบคุมได้

ในด้านหนึ่งสตาลินเป็นผลพวงแห่งอำนาจ ที่ยิ่งได้มามากเท่าไร ก็ยิ่งกัดกร่อนความเป็นมนุษย์ของเขามากเท่านั้น แม้ครอบครองประเทศที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่เขากลับครองใจตนเองไม่ได้ ซ้ำยังหาความสุขไม่พบ

"ผู้ที่เป็นเผด็จการไม่เคยมีอิสรภาพหรือมีมิตรภาพที่แท้จริงเลย" คำกล่าวของเพลโตในอุตมรัฐ สะท้อนภาพของสตาลินได้อย่างชัดเจนแม้กาลเวลาจะล่วงเลยมาแล้ว ๒,๔๐๐ ปี อำนาจแม้มีเสน่ห์ชวนหลงใหล แต่เต็มไปด้วยโทษที่สามารถบั่นทอนชีวิตจิตใจ ของเราอย่างถึงแก่น และไม่เคยทำให้ชีวิตรู้สึกเติมเต็มเลย

น่าสงสัยว่าใครที่ได้มาเห็นสภาพของสตาลินในช่วงท้ายของชีวิต จะยังอยากมีอำนาจอย่างเขาอีกหรือไม่ แต่ใช่หรือไม่ว่าเป็นเพราะมนุษย์เรานั้นชอบหลงลืม คนที่อยากเป็นสตาลินจึงมีทุกยุคทุกสมัย หนึ่งในนั้นคือพอลพตผู้ที่นำชาวเขมรสู่ทุ่งสังหารนับล้านคนเมื่อ ๓๐ ปีที่แล้ว

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved