หน้ารวมบทความ
   บทความ > นิตยสารสารคดี > รื่นรมย์บนผาสูง
กลับหน้าแรก

นิตยสารสารคดี : ฉบับที่ ๓๐๖ :: สิงหาคม ๕๓ ปีที่ ๒๖

คอลัมน์ริมธาร :  รื่นรมย์บนผาสูง
รินใจ

แบ่งปันบน facebook Share   

ปาโรเป็นประตูสู่ภูฐานที่สามารถสะกดนักท่องเที่ยวต่างชาติได้อย่างชะงัด จากดินแดนแห่งความแน่นขนัดอึกทึกวุ่นวายและเร่งรีบในหลายมุมโลก พอออกจากสนามบินปาโร ทุกคนจะได้สัมผัสกับหุบเขาและทุ่งกว้างที่เงียบสงบ มีธารน้ำไหลเอื่อย พอ ๆ กับชีวิตที่เนิบช้าของผู้คน ฟ้าสวย แดดใส อากาศบริสุทธิ์ คือสิ่งที่ปรากฏแก่เราอย่างแจ่มชัดในเช้าวันแรกที่ภูฐาน

ปาโรเป็นหุบเขาที่งดงาม มีบ้านเรือนกระจัดกระจายอยู่เป็นหย่อม ๆ ในทุ่งราบเขียวสด บ้านเรือนเหล่านี้มิได้เป็นกระท่อมอย่างที่พบเห็นในชนบทส่วนใหญ่ หากเป็นอาคารสองชั้นที่สร้างอย่างมั่นคงแน่นหนา ทั้งยังมีลวดลายศิลปะงดงามโดยเฉพาะที่ขอบหน้าต่างชั้นบน แม้ว่าศิลปะเช่นนี้มีให้เห็นทั่วภูฐาน แต่ที่ปาโรนั้นมีลักษณะโดดเด่นกว่า กล่าวกันว่าหากต้องการเห็นบ้านเรือนที่สวยงามที่สุดในประเทศต้องมาดูที่หุบเขาปาโร

ปาโรอยู่ห่างจากทิมพู เมืองหลวงภูฐาน ประมาณ ๕๐ กม. แต่ปาโรเป็นมากกว่าปากทางสู่ราชธานี แม้จะเป็นเมืองเล็ก ๆ แต่ก็มีความสำคัญอย่างมากในทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม เชื่อกันว่าปาโรเป็นสถานที่แห่งแรก ๆ ที่รับเอาพุทธศาสนาเข้ามา นอกจากนั้นปาโรยังมีป้อมโบราณที่งดงาม ป้อมที่เรียกว่า “ซ่ง”นี้เป็นเอกลักษณ์ของภูฐาน เพราะนอกจากเป็นศูนย์กลางการบริหารและการปกครองของพื้นที่โดยรอบ (เปรียบได้กับศาลาว่าการจังหวัดของบ้านเรา) ยังเป็นศูนย์กลางการปกครองคณะสงฆ์ในพื้นที่ดังกล่าว (เปรียบได้กับวัดของเจ้าคณะจังหวัด) พูดง่าย ๆ คือเป็นทั้งป้อมและอารามผนวกอยู่ด้วยกัน ภูฐานมีซ่งแบบนี้อยู่ทั่วประเทศ แต่ปาโรซ่งนั้นได้รับการยกย่องว่ามีเครื่องไม้ที่งามที่สุดในภูฐาน โดยเฉพาะที่หอกลาง

แต่ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ไม่มีอะไรโดดเด่นเท่ากับวัดตักซัง ซึ่งถือกันว่าเป็นศูนย์รวมจิตวิญญาณของชาวภูฐาน อีกทั้งยังเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในเทือกเขาหิมาลัย ที่แม้แต่ชาวธิเบตก็ยังดั้นด้นข้ามเขาเพื่อมาสักการะอย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิต ทุกวันนี้แม้กระทั่งชาวตะวันตกที่นับถือพุทธศาสนาแบบวัชรยานก็ยังหาโอกาสมาจาริกแสวงบุญที่นี่

วัดตักซังมีความหมายอย่างมากต่อชาวพุทธนิกายวัชรยานเนื่องจากเป็นสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับท่านปัทมสัมภวะ ซึ่งเป็นผู้นำพุทธศาสนาแบบวัชรยานเผยแพร่ในธิเบตและภูฐาน ท่านปัทมสัมภวะ (หรือที่ชาวภูฐานเรียกว่า “คุรุรินโปเช”) ได้รับการสักการะจากชาวพุทธธิเบตและภูฐานประหนึ่งพระพุทธเจ้าองค์ที่สอง เนื่องจากท่านมีฤทธานุภาพมาก สามารถปราบภูตผีปีศาจร้ายให้หันมายอมรับนับถือพุทธศาสนา ตักซังเป็นสถานที่อีกแห่งหนึ่งที่ท่านเคยมาบำเพ็ญสมาธิภาวนานานสามเดือนก่อนที่จะลงมาเทศนาสั่งสอนให้ชาวบ้านในหุบเขาปาโรสมาทานพุทธศาสนา

เช่นเดียวกับสถานที่จาริกสำคัญในพุทธศาสนา วัดตักซังอยู่บนเขาสูง เหนือผาหินสีดำซึ่งตระหง่านโดดเด่นเห็นแต่ไกล เขานั้นสูงชันมองไม่เห็นทางขึ้น อดพิศวงไม่ได้ว่าขึ้นไปสร้างวัดบนนั้นได้อย่างไร เพียงแค่เดินขึ้นไปก็ยากแล้ว แต่สำหรับท่านคุรุรินโปเช ผาสูงอย่างนี้ไม่เป็นปัญหา ตำนานเล่าว่าท่านคุรุรินโปเชขี่เสือตัวหนึ่งเหาะขึ้นไปยังหน้าผานั้น

นอนพักเอาแรงที่ปาโรหนึ่งคืน เช้าวันรุ่งขึ้นพวกเรากว่าสิบชีวิตก็เดินทางไปวัดตักซัง ใช้เวลาไม่นานรถก็มาจอดถึงตีนเขา ซึ่งเป็นป่าสนร่มรื่น มีม้าอยู่หลายตัวรอใช้บริการจากนักท่องเที่ยว แต่พวกเราเลือกที่จะเดินขึ้นเขา มาจาริกแสวงบุญทั้งที ควรพึ่งน้ำพักน้ำแรงของตน แม้จะลำบากเหนื่อยยากเพียงใดก็ตาม จะว่าไปแล้วจุดมุ่งหมายประการแรกของการจาริกแสวงบุญก็เพื่อสร้างความเพียรและเรียนรู้ที่จะอยู่กับความยากลำบาก มิใช่เพื่อทรมานตน แต่เพื่อเป็นแบบฝึกหัดในการยกจิตให้อยู่เหนือความลำบากทางกาย

เราต้องเดินลัดเลาะไปตามไหล่เขา ไม่น่าเชื่อว่าเส้นทางแคบ ๆ ที่ตัดผ่านป่าสนและโรโดเดนดรอนนี้ผู้คนนับไม่ถ้วนได้ใช้เดินตลอดเวลาพันกว่าปี มิใช่แต่ชาวบ้านธรรมดาเท่านั้น หากรวมถึงพระราชาและนักพรตผู้ทรงคุณอีกมากมาย แต่แม้จะรองรับผู้คนเรือนล้านมาแล้ว บรรยากาศรอบเส้นทางก็ยังเงียบสงบร่มรื่นและคงสภาพป่าไว้ได้ บางช่วงมีน้ำตกน้อยและลำธารไหลผ่าน หมุนกงล้อมนตร์ให้ส่งเสียงดังเป็นระยะ ๆ

บรรยากาศอย่างนี้เหมาะกับการเดินเจริญสติไปด้วย คือรับรู้ทุกย่างก้าว ขณะเดียวกันก็เปิดใจรับรู้ทุกสิ่งที่มากระทบ แต่ก็ไม่วอกแวกหรือคิดฟุ้งปรุงแต่ง เดินช้า ๆ ไม่ต้องรีบ และไม่ต้องสนใจจุดหมายปลายทาง ใจอยู่กับปัจจุบัน อยู่กับแต่ละก้าวเท่านั้นก็พอ ยิ่งเดิน ทางยิ่งชัน ก็ยิ่งต้องเดินอย่างมีสติ ไม่เช่นนั้นจะเหนื่อยเร็ว เพราะเผลอเดินจ้ำเอา ๆ ด้วยอยากให้ถึงจุดหมายไว ๆ

ในการจาริกแสวงบุญบนเขาสูง ยิ่งเดินก็ยิ่งห่างไกลจากความสบาย เพราะนอกจากการขนส่งสิ่งอำนวยความสะดวกจะทำได้ยากแล้ว แต่ละคนยังขนเสบียงกรังได้ไม่มาก จะเดินให้ถึงจุดหมาย จำต้องพกพาข้าวของให้น้อยที่สุด เส้นทางยิ่งสูงชัน ความสุขทางกายก็จะลดลงไปเรื่อย ๆ แต่หากเดินเป็น สิ่งที่จะได้เพิ่มขึ้นมาก็คือ ความสุขทางใจและความสุขจากธรรมชาติ เพราะได้สัมผัสกับความสงบ ทั้งความสงบทางใจและความสงบจากธรรมชาติ บ่อยครั้งที่มีแต่เราคนเดียวที่เดินอยู่บนทางแคบ ๆ กลางป่า เดินไปก็ทำน้อมใจสงบไปด้วย แต่ใครที่เอาแต่บ่น จมอยู่กับความเหนื่อยกาย หรือมัวแต่พูดคุยกัน หาไม่ก็ฟังเพลงจากเครื่อง MP3 ก็คงยากที่ใจจะเปิดรับความสุขดังกล่าวได้

เมื่อคำนึงถึงความโดดเด่นของสถานที่ซึ่งบัดนี้ได้กลายเป็นจุดท่องเที่ยวสำคัญไปแล้ว เส้นทางที่สงบร่มรื่นและวิเวกอย่างนี้นับว่าหาได้ยากอย่างยิ่ง ใครที่เคยขึ้นเขาศรีปาทะ อันเป็นสถานที่จาริกแสวงบุญที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของศรีลังกา จะพบกับบรรยากาศที่ตรงกันข้าม ผู้คนนอกจากจะพลุกพล่าน ส่งเสียงอึกทึกแล้ว สองข้างทางยังเกลื่อนไปด้วยขยะ หาความอภิรมย์ร่มรื่นได้ยาก ส่วนพระธาตุอินทร์แขวน ซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งของชาวพุทธพม่า ก็กำลังจะเจริญรอยตามศรีปาทะอย่างน่าเป็นห่วง

เดินไต่เขาไปได้ชั่วโมงกว่าก็จะถึงจุดพักชมวิว ซึ่งประจันหน้ากับผาสูงอันเป็นที่ตั้งของวัดตักซัง เป็นมุมที่เห็นจุดหมายปลายทางได้อย่างงดงามมาก หลายคนเลือกที่จะหยุดเดินเพียงเท่านี้เพราะมีร้านกาแฟให้นั่งพักผ่อน(หรือจะนอนหลับไปเลยก็ได้) ส่วนคนที่เดินต่อนั้นจะต้องไปพบกับทางชันและวิบากยิ่งกว่าเดิม โดยเฉพาะช่วงสุดท้าย ซึ่งเป็นขอบหน้าผาสูงชันตรงข้ามวัดตักซัง ทางที่เคยชันขึ้นก็เปลี่ยนเป็นดิ่งลง ทางนอกจากจะแคบแล้วยังหวาดเสียวอย่างยิ่ง เพราะสามารถมองเห็นเหวลึกด้านข้างได้อย่างถนัดถนี่ นี้คือเส้นทางแห่งสติโดยแท้ เพราะต้องจับจ้องที่ขั้นบันไดเบื้องหน้าอย่างเดียวจึงจะเดินได้อย่างไม่หวั่นหวาด

หลังจากเดินไต่เขาสองชั่วโมงเศษก็ถึงจุดหมาย วัดตักซังนั้นมีอาคาร ๑๓ หลังสร้างกระจัดกระจาย ส่วนใหญ่ตั้งอยู่บนหน้าผา ล้วนมีความเป็นมาเกี่ยวข้องบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ของภูฐาน อาคารที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดนั้นสร้างตรงถ้ำที่คุรุรินโปเชเคยบำเพ็ญภาวนา ตลอดพันกว่าปีที่ผ่านมามีลามะและวิปัสสนาจารย์คนสำคัญมานั่งบริกรรมในถ้ำนี้อย่างไม่ขาดสาย อาทิ มิลาเรปะ ซึ่งเป็นที่นับถืออย่างยิ่งในฝ่ายวัชรยาน จวบจนยุคปัจจุบัน ไม่ว่า ดิลโก เคนเซ รินโปเช ธรรมาจารย์ชาวธิเบตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของยุคนี้ หรือ เชอเกียม ตรุงปะ คุรุที่ชาวตะวันตกรู้จักดีที่สุด ก็เคยทำสมาธิในถ้ำนี้มาแล้ว

แม้ถ้ำจะมีประตูหุ้มแผ่นทองแดงปิดไว้ เปิดแค่ปีละครั้ง แต่การได้มานั่งสมาธิหน้าถ้ำตรงจุดที่ลามะคนสำคัญเคยนั่ง ก็ให้ความรู้สึกที่ดีมาก เหมือนกับว่าเราได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งแห่งกระแสธารทางจิตวิญญาณที่สืบสายอย่างต่อเนื่องจากอดีตอันไกลโพ้นสู่อนาคตอันเป็นนิรันดร์ ไม่ใช่ง่ายที่ใครสักคนจะได้มาทำสิ่งเดียวกันและตรงจุดเดียวกันกับคุรุผู้ยิ่งใหญ่ในอดีต เช่น มิลาเรปะ ซึ่งเป็นเสมือนบุคคลในตำนาน แต่แท้จริงเคยมีชีวิตมีเลือดเนื้อและเดินเหินอยู่ในถ้ำเดียวกันนี้กับเรา

เหนือถ้ำเป็นอาคารหลายหลังซ้อนกัน เป็นที่ประดิษฐานรูปปั้นของคุรุรินโปเช ตลอดจนพระพุทธรูปทั้งสามกาล คือ พระทีปังกร พระศากยมุนี และพระศรีอริยเมตไตรย รวมทั้งพระโพธิสัตว์ปางต่าง ๆ พวกเราได้สักการะและนั่งสมาธิอยู่พักใหญ่ แม้จะมีนักท่องเที่ยวผ่านไปผ่านมาเป็นครั้งคราว แต่ก็ยังรู้สึกถึงความสงบ สัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่อบอวลด้วยพลังอันเป็นกุศล

วัดตักซังมิได้เปี่ยมไปด้วยพลังทางจิตวิญญาณเท่านั้น หากยังให้ความรู้สึกถึงพลังทางธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ เมื่อเราออกมายืนตรงระเบียงบนหน้าผาซึ่งสูงถึง ๘๐๐ เมตร ได้เห็นทัศนียภาพอันกว้างไกลสุดขอบฟ้า จิตใจก็ยิ่งรู้สึกปลอดโปร่งโล่งเบา ไม่ต่างจากท้องฟ้าอันเวิ้งว้างที่อยู่เบื้องหน้า เมื่อถึงจุดหมายปลายทางของการจาริกแสวงบุญ ไม่เพียงกายเท่านั้นที่ก้าวขึ้นมาอยู่บนที่สูง ใจก็ถูกยกระดับขึ้นมาด้วยเช่นกัน ใช่หรือไม่ว่านี้คือรางวัลแห่งความเพียรที่ต้องฝ่าความยากลำบาก

การจาริกแสวงบุญกับการปีนเขานั้นมักจะแยกจากกันไม่ออก ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ตอบอย่างกำปั้นทุบดินก็ต้องพูดว่า เป็นเพราะสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นมักอยู่บนยอดเขาหรือชะง่อนผา สิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นของสูง จึงต้องประดิษฐานบนที่สูง แต่มองอีกแง่หนึ่ง สิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่บนที่สูงก็เพราะเป็นสัญลักษณ์ของอุดมคติสูงสุดของมนุษย์ สำหรับชาวพุทธ อุดมคติสูงสุดก็คือพระนิพพาน อันได้แก่สภาวะที่อยู่เหนือโลก เป็นอิสระจากโลกธรรมทั้งหลายซึ่งเต็มไปด้วยความผันผวนแปรปรวน ไม่น่ายึดถือและยึดถือไม่ได้

ในการจาริกแสวงบุญ เราต้องใช้ความเพียรอย่างมากเพื่อไปให้ถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์บนเขาสูง เมื่อต้องพบกับความยากลำบากระหว่างทาง นั่นคือโอกาสที่เราจะได้ฝึกตนให้มีชีวิตเรียบง่าย ไม่ยึดติดกับความสุขทางวัตถุ ขณะเดียวกันก็เรียนรู้ที่จะฝึกใจให้สงบ ด้วยการเจริญสติ บำเพ็ญสมาธิ หรือสวดมนต์ เมื่อไปถึงจุดหมาย ศรัทธาปสาทะที่เพิ่มพูน ย่อมบันดาลใจให้เกิดปีติ อิ่มเอิบ และโปร่งเบา อันเป็นสุขที่ประเสริฐกว่ากามสุข จะว่านี้เป็น “นิพพานน้อย ๆ” หรือ “นิพพานชิมลอง”ก็ได้

การจาริกแสวงบุญจึงเป็นเสมือนภาพจำลองของการดำเนินชีวิตเพื่อบรรลุถึงอุดมคติสูงสุดของชีวิต ขณะเดียวกันก็เป็นการฝึกตนเตรียมใจให้พร้อมสำหรับการก้าวไปให้ถึงจุดหมายสูงสุดดังกล่าว การจาริกแสวงบุญสู่เขาสูงจึงเป็นสิ่งที่ชาวพุทธทุกคนควรบำเพ็ญสักครั้งหนึ่งในชีวิต

ขากลับเราเดินผ่านชาวภูฐานหลายคนที่ทยอยกันขึ้นไปวัดตักซัง คนเหล่านี้ไม่ใช่นักท่องเที่ยว แต่ตั้งใจไปจาริกแสวงบุญตามธรรมเนียมของชาวธิเบต ดูแล้วคงจะไม่ได้ไปเช้าเย็นกลับเหมือนพวกเรา แต่ค้างแรมด้วย แม้กระนั้นก็ไม่ได้มีสัมภาระมากมาย สะพายแค่ถุงย่ามเล็ก ๆ
ได้ทราบมาว่าชาวภูฐานบางคนไม่ได้แสวงบุญด้วยการเดินอย่างธรรมดา แต่จาริกด้วยการกราบอัษฏางคประดิษฐ์ตามแบบวัชรยาน คือเดินสามก้าวแล้วก้มลงกราบโดยนอนราบกับพื้น นอกจากใช้เวลานานแล้วยังต้องใช้ความเพียรมากด้วย

นักบวชภูฐานผู้หนึ่งกล่าวว่า “ทุกคนที่จาริกแสวงบุญมาถึงตักซัง จะกลับไปเป็นคนละคนทีเดียว”

ใครที่ไปถึงตักซัง มิใช่แต่กายเท่านั้น หากใจก็ถึงด้วย ย่อมเห็นด้วยกับคำพูดนี้อย่างแน่นอน

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved