หน้ารวมบทความ
   บทความ > นิตยสารสารคดี > ศัตรูที่แท้จริง
กลับหน้าแรก

นิตยสารสารคดี : ฉบับที่ 292 :: มิถุนายน ๕๒ ปีที่ ๒๕
คอลัมน์รับอรุณ : ศัตรูที่แท้จริง
พระไพศาล วิสาโล

 

สามีและภรรยาวัย ๒๐ ต้น ๆ มีปากเสียงและทะเลาะวิวาทกันเป็นประจำ บางครั้งสามีถึงกับใช้กำลังกับภรรยา แล้ววันหนึ่งภรรยาได้หนีออกจากบ้าน ทิ้งลูกน้อยวัย ๓ ขวบไว้กับสามี ไม่กี่วันต่อมาสามีตามหาคู่รักของตนจนพบ จึงเจรจาขอร้องให้หญิงสาวกลับไปอยู่ด้วย แต่เธอปฏิเสธ ฝ่ายชายไม่ละความพยายาม คืนต่อมาได้ไปขอร้องหญิงสาวอีก แต่เธอยังยืนกรานที่จะแยกกันอยู่ หลังจากโต้เถียงกันพักใหญ่ หญิงสาวเดินเข้าห้องน้ำ ชายหนุ่มเดินตามแล้วชักมีดพกเข้าไปทำร้ายเธอจนถึงแก่ความตาย จากนั้นเขาก็ฆ่าตัวตาย แต่ชะตายังไม่ถึงฆาต จึงถูกจับดำเนินคดี

คนที่เคยรักกันแต่แล้วกลับมาทำร้ายกันได้นั้น ไม่มีเหตุผลอย่างอื่นนอกจากความโกรธ ชายหนุ่มอาจจะโกรธหญิงสาวที่ปฏิเสธคำวิงวอนขอร้องของเขา แต่นั่นก็ไม่ร้ายเท่ากับการปฏิเสธตัวตนของเขา จนเห็นเขาไม่มีคุณค่าอีกต่อไป ชายหนุ่มยังโกรธที่หญิงสาวทิ้งลูกน้อยได้ลงคอ ยิ่งถูกเธอต่อว่าด้วยถ้อยคำรุนแรง ก็ยิ่งโกรธจนลุแก่โทสะ เข้าไปสังหารเธอ

แต่สาเหตุมิได้มีแค่ความโกรธเท่านั้น ลึกลงไปในใจยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ร่วมเป็นตัวการทำให้ชายหนุ่มกลายเป็นฆาตกร ได้แก่ความต้องการเอาชนะหญิงสาว ชายหนุ่มรู้สึกว่าตัวเองถูกกระทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า ถูกหญิงสาวตีจาก ถูกเธอปฏิเสธคำวิงวอน แม้นพยายามพูดจาดี ๆ กับเธอก็ไม่เป็นผล ครั้นใช้วิธีข่มขู่ก็ถูกตอบโต้ด้วยคำด่าว่า เขาจึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่าตนเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ แต่สำนึกเรื่องศักดิ์ศรีของผู้ชายทำให้เขาไม่อาจยอมรับสภาพเช่นนี้ได้ ความต้องการเอาชนะเธอ ประกอบกับโทสะที่พลุ่งพล่าน ทำให้เขาลืมตัว ชักอาวุธมาทำร้ายเธอ ในชั่วขณะนั้นเขาคงไม่เพียงรู้สึกสะใจที่ได้ระบายความโกรธ แต่ยังรู้สึกพึงพอใจที่ได้มีชัยชนะเหนือเธอหลังจากเป็นผู้แพ้มาตลอด แต่เมื่อเขาได้สติกลับมา และรู้ว่าทำอะไรลงไป จะด้วยความเสียใจหรือเพราะกลัวอาญาบ้านเมืองก็แล้วแต่ เขาจึงตัดสินใจปลิดชีวิตตัวเอง

ชายหนุ่มยอมทำทุกอย่างเพื่อเอาชนะหญิงสาว แต่ก็กลับลงเอยด้วยการสูญเสียทุกอย่าง ไม่เพียงสูญเสียหญิงสาวที่ตนเคยรักเท่านั้น หากยังสูญเสียอนาคตและความปกติสุขที่เคยรู้จัก เพราะต้องไปใช้ชีวิตในเรือนจำอย่างยาวนาน แม้อาจเป็นอิสระในที่สุด แต่ก็ต้องถูกจองจำอยู่ในคุกมืดแห่งความรู้สึกผิดไปชั่วชีวิต เป็นเพราะต้องการเอาชนะผู้อื่น แต่สุดท้ายเขากลับทำร้ายตัวเอง ไม่เพียงเท่านั้น เขายังทำร้ายจิตใจและอนาคตของลูกด้วย กล่าวอีกนัยหนึ่ง เขากลายเป็นผู้แพ้ในที่สุด

นี้ใช่ไหมที่เป็นโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นกับผู้คนเป็นอันมาก การมุ่งมั่นเอาชนะผู้อื่น บ่อยครั้งกลับลงเอยด้วยความพินาศย่อยยับของตนเอง เพราะความอยากเอาชนะนั้นมักทำให้เราลืมตัว จนทำสิ่งที่เป็นโทษแก่ตัวเองได้ง่าย ๆ รวมทั้งส่งผลกระทบไปถึงคนหรือสิ่งที่ตนรักอย่างนึกไม่ถึง

จะว่าไปแล้วแม้ยังไม่ทันลงมือเอาชนะเลยด้วยซ้ำ เพียงแค่คิดจะเอาชนะผู้อื่น เราก็กลายเป็นผู้แพ้ไปแล้ว นั่นคือแพ้ต่อความโกรธเกลียด ถูกความโกรธเกลียดครอบงำย่ำยีจิตใจจนเร่าร้อน กระสับกระส่าย หรืออาจถึงขั้นทุรนทุรายเลยทีเดียว ความโกรธเกลียดนี้แหละที่ทำให้เราลืมตัวจนสามารถทำสิ่งเลวร้ายต่าง ๆ ได้มากมายที่กลับส่งผลเสียต่อตัวเราเอง

การปล่อยให้ความโกรธเกลียดครอบงำจิตใจจนลงมือทำร้ายผู้อื่นนั้น แม้ดูเหมือนจะได้รับชัยชนะ แต่ก็เป็นชัยชนะชั่วคราวเท่านั้น ในที่สุดก็จะต้องประสบกับความพ่ายแพ้ เป็นความพ่ายแพ้ที่เรียกว่า “แพ้ภัยตนเอง” เมื่อมีการชุมนุมประท้วงรัฐบาล มีการโจมตีผู้ปกครองอย่างหนัก และสามารถดึงประชาชนให้เข้าร่วมได้เป็นจำนวนมาก หากรัฐบาลโกรธแค้นผู้ชุมนุมจนถึงกับส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปสลายการชุมนุมด้วยอาวุธ มีผู้บาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก แม้จะทำสำเร็จได้ในที่สุด แต่ชัยชนะที่เกิดขึ้นก็จะอยู่ได้ไม่นาน เพราะสูญเสียความชอบธรรมจากประชาชน และถูกวิพากษ์วิจารณ์จากทั่วทุกสารทิศ จนรัฐบาลเองก็อาจจะปกครองประเทศไม่ได้

ในทำนองเดียวกัน หากผู้ชุมนุมโกรธแค้นรัฐบาล เมื่อไม่ได้รับการตอบสนองจากรัฐบาล ก็พยายามเอาชนะด้วยการสร้างความปั่นป่วนวุ่นวาย ทำลายทรัพย์สินราชการ เผาอาคารสถานที่ หรือทำร้ายเจ้าหน้าที่ แม้จะทำให้รัฐบาลเสียหน้าเพราะควบคุมสถานการณ์ไม่ได้ แต่ในที่สุดการกระทำเหล่านั้นเองกลับนำความพ่ายแพ้มาสู่ผู้ชุมนุม เพราะประชาชนหันมาเป็นปฏิปักษ์กับผู้ชุมนุม

ความพ่ายแพ้ที่เกิดกับรัฐบาลหรือผู้ชุมนุมที่ใช้ความรุนแรงเพราะหมายจะเอาชนะฝ่ายตรงข้ามนั้น เรียกได้ว่าเป็นการแพ้ภัยตนเองทั้งสิ้น

ยิ่งคิดจะเอาชนะคนอื่น ก็ง่ายที่จะแพ้ภัยตนเอง ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเมื่อใดก็ตามที่จดจ้องหาทางเล่นงานคนอื่น เราก็มักลืมดูใจของตน จึงปล่อยให้ความโกรธเกลียดครอบงำจิตใจ มันจึงผลักดันให้เราทำสิ่งที่เป็นผลร้ายต่อตนเองโดยไม่รู้ตัว ด้วยเหตุนี้พระพุทธองค์จึงตรัสเตือนใจว่า “ ชนะตนเองดีกว่าชนะข้าศึกเป็นพัน ๆ ในสงคราม คนเช่นนี้นับว่าเป็นยอดขุนพลแท้”

ชนะตนเองหมายถึงชนะกิเลสรวมทั้งความโกรธเกลียดและความทะยานอยาก กิเลสเหล่านี้เป็นสิ่งธรรมดาที่เกิดขึ้นได้กับมนุษย์ทุกคน สำหรับปุถุชน การเอาชนะกิเลสไม่ได้หมายถึงการขจัดมันให้หมดสิ้นไปจากจิตใจ แต่หมายถึงการไม่ปล่อยให้มันครอบงำจิตใจ หรือชักนำชีวิตของเราให้เป็นไปตามอำนาจของมัน จะทำเช่นนั้นได้เราต้องกลับมารู้ให้ทันท่วงทีเมื่อมันปรากฏขึ้นในจิตใจ ไม่ปล่อยให้มันลุกลามจนครองจิตครองใจเราได้

ตามปกติเมื่อความโกรธเกลียดหรือความทะยานอยากเกิดขึ้น ใจจะถูกผลักให้พุ่งออกไปจดจ่ออยู่กับสิ่งที่เราโกรธเกลียดหรืออยากได้ และยิ่งจดจ่อออกไปนอกตัวมากเท่าไร เราก็จะยิ่งลืมตัว ปล่อยให้กิเลสเหล่านั้นลุกลามขยายตัวมากขึ้นเรื่อย ๆ และยิ่งมันกำเริบเติบใหญ่ เราก็จะยิ่งลืมตัวหนักขึ้น เพราะมัวแต่คิดว่าจะจัดการกับสิ่งนั้นอย่างไรให้สะใจหรือสมอยาก

เมื่อใดที่มีสติ รู้เท่าทันอารมณ์ต่าง ๆ ที่เกิดกับใจ ใจจะหลุดจากอารมณ์นั้น ความโกรธเกลียดหรือความทะยานอยากจะมีกำลังอ่อนลงเพราะใจไม่เข้าไปปรุงแต่งหรือเติมพลังให้มัน หากมีสติอย่างต่อเนื่อง ไม่ลืมตัวปล่อยใจเข้าไปจมอยู่ในอารมณ์นั้น ในที่สุดอารมณ์เหล่านั้นก็จะดับไป เหมือนกองไฟที่มอดดับเพราะไม่มีเชื้อเพลิงมาเติม ความสงบที่เกิดขึ้นตามมาจะช่วยให้ปัญญาทำงานได้อย่างเต็มที่ จนเห็นว่าอะไรควร ไม่ควร แทนที่จะทำด้วยความลืมตัว เพียงเพื่อให้สะใจหรือสมอยากชั่วครู่ชั่วยาม ก็จะทำด้วยความตระหนักรู้ ไตร่ตรองอย่างรอบคอบ จึงมีโอกาสที่จะส่งผลดี หรืออย่างน้อยก็ไม่ทำให้เกิดผลเสียต่อตนเอง

แม้มิได้หมายมุ่งเอาชนะผู้อื่น แต่เมื่อใดที่เอาชนะตนเองได้ ก็ง่ายที่จะชนะผู้อื่น แต่มิใช่ชนะด้วยกำลัง หากเป็นการชนะใจเขา หญิงไทยผู้หนึ่งเล่าว่าช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำปี ๔๐ เธอได้ลาออกจากงานและไปเรียนต่อที่เมืองบอสตัน สหรัฐอเมริกา เนื่องจากเธอมีทุนจำกัด จึงต้องใช้จ่ายอย่างประหยัด ทุกเสาร์ต้องออกไปซื้อกับข้าวเพื่อทำอาหารกินได้ทั้งอาทิตย์ มีคราวหนึ่งขณะที่เธอยืนรอสัญญาณไฟเขียวบนเกาะกลางถนนหน้ามหาวิทยาลัย ชายผิวดำได้เข้ามายืนประกอและเอามีดจี้หลังเธอเพื่อเรียกเอาเงิน เขาผิดหวังเมื่อพบว่าในกระเป๋าของเธอมีเงินแค่ ๒๐ ดอลลาร์ และยิ่งโมโหเมื่อรู้ว่าเธอไม่มีเครื่องประดับใด ๆ เขาจึงถามเธอว่า คนเอเชียมาเรียนที่นี่ได้แสดงว่าต้องรวยไม่ใช่หรือ ? เธอตอบว่า เธอได้ทุนมาเรียน ไม่ได้รวยเหมือนคนอื่น โจรถามต่อว่าเงิน ๒๐ ดอลลาร์แค่นี้จะเอาไปทำอะไร เธอตอบว่า เอาไปซื้อไข่ ด้วยความสงสัยเขาจึงถามต่อว่า เอาไข่ไปทำอะไร เธอตอบว่า เอาไปต้มกินได้ทั้งอาทิตย์

ระหว่างที่โต้ตอบกันอยู่นั้น เธอเห็นยามหน้ามหาวิทยาลัยยกหูโทรศัพท์ เข้าใจว่าจะเรียกตำรวจ เธอจึงโบกมือพร้อมกับตะโกนว่า “ไม่ต้อง ๆ เราเป็นเพื่อนกัน” โจรได้ยินเช่นนั้นก็งง ถามว่า คุณรู้จักกับผมตั้งแต่เมื่อไหร่ ? “ก็เมื่อกี้ไงล่ะ” เธอตอบ

ท่าทีของชายผิวดำเปลี่ยนไปทันที หลังจากสนทนาพักใหญ่ เขาไม่เพียงคืนเงินให้เธอ หากยังพาเธอไปซื้อไข่และซื้ออาหาร ๓ ถุงใหญ่ พร้อมทั้งหิ้วมาส่งถึงหน้ามหาวิทยาลัย แล้วยังแถมเงินอีก ๕๐ ดอลลาร์ เงินดังกล่าวเธอไม่ได้เอาไปไหน หากซื้อวัตถุดิบเพื่อไปทำต้มยำกุ้งให้ครอบครัวของชายผิวดำที่บ้านพักของเขาในวันรุ่งขึ้น

เป็นธรรมดาที่เมื่อถูกจี้ เราย่อมตื่นตระหนกและรู้สึกเป็นปฏิปักษ์กับโจร หากมีโอกาสก็อยากทำร้ายเขา แต่หญิงผู้นี้กลับเอาชนะความรู้สึกดังกล่าว แม้เห็นยามจะโทรศัพท์เรียกตำรวจเธอก็ห้ามไว้ เป็นเพราะการกระทำดังกล่าว เธอสามารถชนะใจเขาได้ และทำให้เขากลายมาเป็นมิตรกับเธอ

เมื่อชนะใจตน ก็ไม่ยากที่จะชนะใจผู้อื่น อย่างไรก็ตามความยากอยู่ตรงที่การชนะใจตนนี้เอง เพราะเรามักจะมองนอกตัวมากกว่าหันกลับมามองตนเอง เมื่อเกิดปัญหาขึ้นมา เรามักจะโทษคนอื่นยิ่งกว่าที่จะย้อนมาดูตัวเอง เราทุกคนมีอัตตา (หรือความยึดติดถือมั่นในตัวตน) อัตตานี้เองทำให้เรายอมรับได้ยากว่าตัวเองเป็นฝ่ายผิดหรือมีส่วนในการทำให้เกิดปัญหาขึ้นมา เพราะเป็นธรรมชาติของอัตตาที่มันต้องโดดเด่นกว่าใคร นั่นคือต้องมีมากกว่า เก่งกว่า ถูกต้องกว่า และอยู่เหนือกว่า (พุทธศาสนาสรุปอาการดังกล่าวของอัตตาเป็น ๓ ลักษณะ คือตัณหา ทิฏฐิ และมานะ) เมื่อมีความขัดแย้งเกิดขึ้น นอกจากอัตตาจะทำให้เราเข้าข้างตนเองว่าเป็นฝ่ายถูกต้องแล้ว มันยังทำให้เราหมายมั่นจะเอาชนะคนอื่นให้ได้ เพราะมันทนไม่ได้ที่จะเป็นผู้แพ้

การมองว่าตนเป็นฝ่ายถูกและต้องเป็นผู้ชนะนั้น เป็นเรื่องที่แยกจากกันไม่ออกเพราะมันมาจากแรงผลักของอัตตาตัวเดียวกัน ขอให้สังเกตว่าทุกครั้งที่เราต้องการมีชัยชนะเหนือผู้อื่น เหตุผลหนึ่งที่มักยกมาอ้างก็คือ ฉันเป็นฝ่ายถูก ส่วนแกนั้นผิด ตรรกะที่ตามมาก็คือ เมื่อแกผิด แกก็สมควรได้รับโทษทัณฑ์ และในเมื่อฉันเป็นฝ่ายถูก ก็สมควรแล้วที่ฉันจะทำร้ายแกได้ เหตุผลเช่นนี้ทำให้การพยายามเอาชนะอีกฝ่ายหนึ่งมีความชอบธรรมด้วยประการทั้งปวง

เป็นการง่ายที่เรามักจะมองว่าเส้นแบ่งระหว่างความดีกับความชั่วนั้นอยู่นอกตัวเรา นั่นคือเราหรือ “พวกเรา” เป็นฝ่ายดี ส่วนมันหรือ “พวกมัน”เป็นฝ่ายชั่ว แต่ความจริงแล้วเส้นแบ่งดังกล่าวอยู่กลางใจเราต่างหาก กล่าวคือในใจเรานั้นมีทั้งคุณสมบัติฝ่ายดีและฝ่ายเลว มีทั้งเมตตากรุณาและความโกรธเกลียด มีทั้งน้ำใจและความเห็นแก่ตัว มีทั้งความอดทนและความหุนหันพลันแล่น มีทั้งความหลงและปัญญา มีทั้งอัตตาและโพธิที่ไปพ้นอัตตา การชนะใจตนเองก็คือการเพิ่มพลังคุณสมบัติฝ่ายดีให้เอาชนะฝ่ายเลวในใจเรา ให้เมตตากรุณาเอาชนะความโกรธเกลียด ให้น้ำใจไมตรีมีชัยเหนือความเห็นแก่ตัว ให้ปัญญาเอาชนะความหลง และโพธิมีชัยเหนืออัตตา

ในยามที่ผู้คนในบ้านเมืองแตกแยกเป็นฝักฝ่าย และคิดแต่จะเอาชนะซึ่งกันและกัน ด้วยการกล่าวหาอีกฝ่ายว่าเป็นตัวเลวร้าย จำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องหันมาชนะใจตนเองกันให้มากขึ้น ไม่ปล่อยให้ความโกรธเกลียดครอบงำใจ และที่สำคัญคือรู้เท่าทันอุบายของอัตตาที่คอยบงการชักใยจิตใจของเราให้คิดแต่จะเอาชนะคนอื่น อัตตานั้นทนไม่ได้ที่บุคคลจะชนะใจตนเอง เพราะนั่นเท่ากับเป็นการชนะอัตตา สิ่งสุดท้ายที่อัตตายอมรับได้คือความพ่ายแพ้ ดังนั้นมันจึงพยายามผลักดันให้เราคิดแต่เอาชนะคนอื่น เพื่อจะได้ละเลยการเอาชนะอัตตา แต่มนุษย์ทุกคนมีสติปัญญา สติทำให้เรารู้ทันอัตตา ปัญญาทำให้เรารู้ว่าตราบใดที่ยังปล่อยให้อัตตาเถลิงอำนาจ ชีวิตเราก็มีแต่จะเสื่อมถอย และนำพาครอบครัว สังคม และส่วนรวมให้ถึงแก่ความพิบัติ

การเอาชนะตนเองคือการเพิ่มพลังให้กับสติปัญญาจนเห็นกลลวงและอุบายของอัตตาอย่างถนัดถนี่ จนมันไม่มีช่องทางครอบงำใจเราได้ ยิ่งมีปัญญาถึงขั้นเห็นว่าแท้จริงอัตตานั้นก็หามีจริงไม่ หากถูกปรุงแต่งขึ้นมาด้วยความหลง มันก็จะปลาสนาการไปอย่างสิ้นเชิง เหมือนความมืดที่หายไปเมื่อถูกแสงไฟสาดส่อง

ไม่ว่าเสื้อเหลืองหรือเสื้อแดง หาได้เป็นศัตรูที่อยู่ขั้วตรงข้ามกันไม่ แท้จริงต่างเป็นกระจกสะท้อนให้ต่างฝ่ายต่างเห็นตัวเองอย่างลึกซึ้ง และรู้ว่าศัตรูที่แท้จริงคือความโกรธเกลียดและอัตตาที่บงการอยู่เบื้องหลังนั้นเอง ตราบใดที่ยังปล่อยให้ศัตรูที่แท้จริงลอยนวล ความพยายามเอาชนะคะคานซึ่งกันและกันย่อมลงเอยด้วยความพ่ายแพ้ของทุกฝ่ายอย่างไม่ต้องสงสัย


รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved