หน้ารวมบทความ
   บทความ > นิตยสารสารคดี > เสียงร่ำร้องที่มิอาจเพิกเฉย
กลับหน้าแรก

นิตยสารสารคดี : ฉบับที่ 281 :: กรกฎาคม ๕๑ ปีที่ ๒๔
คอลัมน์รับอรุณ : เสียงร่ำร้องที่มิอาจเพิกเฉย
พระไพศาล วิสาโล

 

คนเราไม่ได้มีความเห็นแก่ตัวอย่างเดียว แต่ยังมีคุณธรรมหรือน้ำใจอยู่ในสัญชาตญาณอีกด้วย เมื่อท้องหิว สัญชาตญาณเอาตัวรอดทำให้เราต้องขวนขวายหาอาหาร เมื่อนิ้วมือถูกหนามแทง ปฏิกิริยาอย่างแรกสุดคือกระตุกนิ้วออกมา แต่ถ้าเห็นเด็กหิวโหย เราก็พร้อมที่จะอดเพื่อให้เขาได้มีกิน ในทำนองเดียวกัน หากเห็นคนตกน้ำ ความคิดอย่างแรกที่ผุดขึ้นมาคืออยากเข้าไปช่วย หลายคนไม่เพียงแต่คิด หากโดดลงไปช่วยแม้จะเสี่ยงภัยก็ตาม

สมัยหนึ่งเคยเข้าใจกันว่า ความเห็นอกเห็นใจและความเอื้ออาทรเป็นสิ่งที่เกิดจากการอบรมบ่มเพาะ แต่มีหลักฐานมากมายในระยะหลังที่ชี้ว่า คุณสมบัติดังกล่าวมีอยู่กับมนุษย์มาตั้งแต่เกิด เมื่อทารกเห็นหรือได้ยินทารกอีกคนหนึ่งร้องไห้ เขาก็จะร้องไห้ราวกับเป็นทุกข์ไปด้วย แต่ถ้าเป็นเสียงร้องของตนเองจากเครื่องบันทึกเสียง ทารกจะนิ่งเงียบ จากการทดลอง ยังพบว่าทารกที่อายุตั้งแต่ ๑๔ เดือนขึ้นไป ไม่เพียงร้องไห้เวลาได้ยินเสียงร้องของคนอื่นเท่านั้น หากยังพยายามหาทางบรรเทาทุกข์ของเด็กคนนั้นด้วย ถ้าเป็นเด็กที่อายุมากกว่านั้น เขาจะร้องไห้น้อยลงแต่พยายามเข้าไปช่วยมากขึ้น

คุณธรรมเป็นมากกว่ากฎระเบียบที่สั่งสอนกันมา เด็กอนุบาลรู้ว่าการกินขนมในห้องเรียนเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง เพราะครูสอนอย่างนั้น แต่ถ้าครูบอกว่ากินได้ เด็กก็จะกินอย่างไม่ลังเล ในทางตรงข้ามหากครูคนเดียวกันนั้นบอกว่า ถ้าจะผลักเพื่อนให้ตกเก้าอี้ก็ได้ ครูไม่ว่าอะไร เด็กก็จะชะงักทันที บางคนอาจโต้แย้งด้วยซ้ำว่า ครูไม่น่าพูดอย่างนั้น นี้แสดงว่าความรู้ผิดรู้ชอบเป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วในสำนึกของเด็ก ไม่ได้เกิดขึ้นจากกฎกติกาที่ถ่ายทอดให้

อย่าว่าแต่เด็กทารกเลย แม้แต่สัตว์ก็ยังมีคุณธรรมโดยไม่มีใครมาสั่งสอน มีการทดลองแขวนหนูตัวหนึ่งไว้กลางอากาศ จนมันส่งเสียงกรีดร้องและดิ้นทุรนทุราย เมื่อหนูตัวอื่น ๆ ในกรงเห็นเข้า ก็วิ่งพล่านและพยายามช่วยหนูตัวนั้น จนในที่สุดก็พบว่าเพียงแค่กดคันบังคับในกรง หนูตัวนั้นก็ถูกหย่อนลงพื้นอย่างปลอดภัย

ที่น่าสนใจกว่านั้นคือสัตว์ยังพร้อมจะช่วยเพื่อนแม้ตนเองเดือดร้อน ในการทดลองคราวหนึ่ง ลิงกังอินเดีย (rhesus) ๖ ตัวถูกฝึกจนรู้ว่าหากดึงโซ่ก็จะมีอาหารกิน ไม่นานมันก็พบว่าหากดึงโซ่เส้นนั้น ลิงตัวที่ ๗ ก็จะถูกไฟช็อตจนร้องด้วยความเจ็บปวด ผลก็คือ ๔ ตัวแรกหันไปดึงโซ่เส้นอื่น แม้ว่าจะมีอาหารน้อยกว่าเส้นแรก แต่ไม่ทำให้เพื่อนเจ็บปวด ส่วนตัวที่ ๕ นั้นหยุดดึงโซ่ไม่ว่าเส้นใดก็ตามนานถึง ๕ วัน ยิ่งตัวที่ ๖ ด้วยแล้ว ไม่แตะโซ่เลยติดต่อกันนานถึง ๑๒ วัน นั่นคือทั้ง ๒ ตัวยอมหิวเพื่อไม่ให้เพื่อนถูกไฟช็อต

การค้นพบดังกล่าวทำให้เชื่อว่าความเห็นอกเห็นใจและความเอื้อเฟื้อเป็นคุณสมบัติที่ธรรมชาติให้มา โดยมิได้ผูกขาดที่มนุษย์เท่านั้น มองในแง่อรรถประโยชน์ ใครก็ตามที่มีคุณสมบัติดังกล่าว คนนั้น (หรือตัวนั้น)ก็น่าคบหา มีเพื่อนมาก ทำให้มีโอกาสอยู่รอดได้มากกว่าคน(หรือตัว)ที่เห็นแก่ตัว ในเทือกเขาคิลิมานจาโร ประเทศแทนซาเนีย ลิงบาบูนมีอัตราการตายของทารกสูงมาก คือร้อยละ ๑๐ หากเป็นปีที่อาหารอุดมสมบูรณ์ แต่ถ้าเป็นปีที่แห้งแล้ง อัตราการตายของทารกจะสูงถึงร้อยละ ๓๕ แต่นักชีววิทยาพบว่าแม่ลิงที่มีน้ำใจไมตรี เช่น ชอบหาเหาให้เพื่อน หรือชอบสังสรรค์กับตัวเมียด้วยกัน ลูกของเธอจะมีโอกาสรอดสูงมาก มิพักต้องพูดถึงสุขภาพของลิงเหล่านี้ ซึ่งมักมีความเครียดน้อยกว่าและมีภูมิต้านทานสูงกว่าตัวอื่น ๆ

ใช่แต่เท่านั้นน้ำใจไมตรีหรือความเสียสละยังเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ส่วนรวม (เช่น ฝูง หรือเผ่า) สามารถอยู่รอดได้ โดยเฉพาะเวลาล่าสัตว์ใหญ่หรือหนีภัยคุกคาม ถ้าแต่ละคน (หรือแต่ละตัว) คิดแต่จะเอาตัวรอด ไม่ร่วมมือกัน ก็อาจส่งผลเสียต่อส่วนรวม อันที่จริงนี้เป็นกติกาที่ปลูกฝังแม้กระทั่งในเซลล์ทุกเซลล์ของเรา ในด้านหนึ่งทุกเซลล์มีหน้าที่ปกป้องตัวเองและมีชีวิตอยู่ให้นานที่สุดด้วยการแบ่งตัวไปเรื่อย ๆ แต่ถึงจุดหนึ่งมันก็พร้อมที่จะตาย เพื่อประโยชน์ขององคาพยพหรือร่างกายโดยรวม ถ้าเซลล์ตัวไหนไม่ยอมตาย คือแบ่งตัวไม่รู้จบ มันก็จะกลายเป็นเนื้องอกหรือมะเร็ง ซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกายทั้งหมด กล่าวอีกนัยหนึ่งทุกเซลล์รู้ดีว่าการเสียสละของมันเป็นสิ่งจำเป็นต่อสุขภาพของร่างกายทั้งหมด

ในทำนองเดียวกันเนื้อเยื่อและอวัยวะต่างก็ต้องการอยู่รอดและมีอาหารเลี้ยงตัว แต่เมื่อใดก็ตามที่อาหารขาดแคลน จนไม่มีอะไรเข้ามาในร่างกายเลย อวัยวะส่วนใหญ่ก็ยอมสละสารอาหารและพลังงานที่สะสมอยู่ เพื่อให้สมองได้ใช้อย่างเต็มที่ เพราะมันรู้ดีว่าสมองคือศูนย์กลางควบคุมการทำงานของร่างกายทั้งหมด อวัยวะทุกส่วนจึงยอมทำทุกอย่าง แม้ตัวเองจะต้องเดือดร้อน เพื่อให้สมองอยู่ได้นานที่สุด ทั้งนี้ก็เพื่อประโยชน์ของส่วนรวม

หากจะกล่าวว่าความเอื้อเฟื้อหรือความเสียสละผนึกแน่นอยู่ในยีนของเรา ก็คงไม่ผิดนัก เพราะไม่เพียงคุณธรรมดังกล่าวจะแสดงออกทางพฤติกรรมอันแลเห็นได้จากภายนอกเท่านั้น หากยังมีหลักฐานที่ชี้ว่ามีกลไกบางอย่างในระดับเซลล์สมองที่เกื้อหนุนให้เกิดความรู้สึกเห็นอกเห็นใจ อันเป็นที่มาของความเอื้อเฟื้อต่อผู้อื่น เซลล์สมองดังกล่าวก็คือ mirror neuron หรือเซลล์สมองที่ทำงานคล้ายกระจก กล่าวคือกระตุ้นให้เราเกิดความรู้สึกหรือมีกิริยาท่าทางเลียนแบบผู้ที่เราสังเกต

ความก้าวหน้าในการศึกษาระดับเซลล์ ทำให้พบว่าเมื่อเห็นคนถูกเข็มแทน เซลล์สมองในตัวเราจะทำงานคล้ายกับเวลาเรานึกหรือเห็นเข็มกำลังทิ่มแทงเรา ในทำนองเดียวกันเวลาเห็นคนเกาหัว หรือร้องไห้ เซลล์สมองบางส่วนในตัวเราก็จะทำงานเหมือนกับที่เกิดขึ้นในสมองของเขา พูดให้ละเอียดลงไป เมื่อเห็นกิริยาอาการอะไร เซลล์สมองส่วนที่ควบคุมกิริยาอาการดังกล่าวของผู้เห็นก็จะทำงาน เสมือนกับว่าได้ทำกิริยาอาการเหล่านั้นเอง หรือบางครั้งก็ถึงขั้นทำให้เกิดกิริยาอาการเลียนแบบกัน “เซลล์กระจก” คือเหตุผลว่าเวลาเราเห็นใครบางคนยิ้ม ใบหน้าเราจึงขยับยิ้มตาม หรือเห็นเขาหาว เราก็เผลอหาวตามไปด้วย

ในทำนองเดียวกันเมื่อใช้เครื่องสแกนสมอง (fMRI) ก็พบว่า เวลาเห็นภาพคนตื่นตกใจ สมองของเราก็ทำงานเสมือนกับว่าเรากำลังตื่นตกใจเอง แต่อยู่ในระดับที่เบาบางกว่า ไม่ใช่แต่การเห็นเท่านั้น ที่ทำให้สมองของผู้เห็นและผู้ถูกเห็นทำงานคล้ายกัน ราวกับถอดแบบมา ในยามที่เรานึกถึงช่วงเวลาที่ตัวเองมีความสุข สมองเราจะทำงานคล้ายกับเวลาที่เรานึกถึงช่วงเวลาที่เพื่อนสนิทมีความสุข ในทำนองเดียวกัน เวลาเราตอบคำถามว่า “ตอนนี้คุณรู้สึกอย่างไร ?” สมองของเราจะทำงานคล้ายกับเวลาเราถามว่า “ตอนนี้เขารู้สึกอย่างไร ?” กล่าวอีกนัยหนึ่ง สมองทำงานคล้ายกันมากเวลาเรานึกถึงความรู้สึกของตัวเองกับเวลานึกถึงความรู้สึกของคนอื่น

ทั้งหมดนี้เป็นเครื่องยืนยันว่า สมองของเรามีคุณสมบัติที่เอื้อให้เราสามารถเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่นได้ทันที หรือทำให้เรามีความรู้สึกร่วมกับผู้อื่นโดยที่เราไม่ได้ตั้งใจหรืออาจไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ นี้คือเหตุผลว่าทำไมอารมณ์ความรู้สึกถึงถ่ายทอดกันได้อย่างรวดเร็ว เพียงแค่ได้ยินเสียงรำพึงอันเศร้าสร้อย เราก็อดรู้สึกเศร้าไม่ได้ เพียงแค่เห็นคนอื่นร้องไห้คร่ำครวญ เราก็น้ำตารื้นขึ้นมาทันที

สมองของเราไม่ได้รับรู้แต่รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสจากโลกภายนอกเท่านั้น แต่ยังสามารถรับอารมณ์ความรู้สึกจากผู้อื่นได้ด้วย โดยไม่ต้องผ่านการคิด จึงทำให้เราไม่เพียงเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของผู้อื่นเท่านั้น หากยังมีอารมณ์ร่วม รวมทั้งเห็นอกเห็นใจเขาด้วย นี้คือคุณสมบัติที่เกื้อหนุนคุณธรรมในใจเรา ทำให้นิ่งเฉยไม่ได้เมื่อเห็นผู้อื่นกำลังทุกข์ร้อนอยู่ต่อหน้า ในอีกด้านหนึ่ง เมื่อเห็นผู้อื่นมีความสุข เราก็พลอยสุขด้วย ดังนั้นจึงอยากเข้าไปช่วยเหลือให้เขามีความสุข ความสุขที่เกิดกับเรายามได้ช่วยเหลือผู้อื่นนั้น ไม่ใช่ความรู้สึกที่นึกขึ้นมาเอง หากยังสามารถรับรู้ได้จากปฏิกิริยาของสมอง

พูดเช่นนี้มิได้หมายความว่าสมองคือจิตใจและจิตใจคือสมอง อันที่จริงจิตใจเป็นมากกว่าสมอง แต่จะทำงานได้ดีก็ต้องพึ่งสมอง การค้นพบความจริงเกี่ยวกับสมองทำให้รู้ว่า ความเห็นอกเห็นใจและความเสียสละนั้นนั้นธรรมชาติที่ติดมากับมนุษย์ตั้งแต่เกิดโดยมีกลไกทางชีววิทยารองรับและเกื้อหนุน แต่นั่นมิใช่ภาพรวมทั้งหมด เพราะการที่ใครสักคนจะลงมือช่วยผู้อื่นนั้น ยังต้องอาศัยการตัดสินใจและการใคร่ครวญถึงผลที่จะเกิดขึ้นตามมาด้วย กระบวนการดังกล่าวต้องอาศัยใจที่มีความหมายมากกว่าสมอง

เวลานั่งรถเมล์หรือรถไฟฟ้า เราย่อมรู้สึกไม่สบายใจเมื่อเห็นคนแก่หรือผู้หญิงท้องยืนอยู่ใกล้ ๆ คุณธรรมกระตุ้นให้เราลุกเพื่อให้ที่นั่งแก่เขา แต่บ่อยครั้งเราก็ตัดปัญหาด้วยการแกล้งนั่งหลับ หาไม่ก็ทำทีอ่านหนังสือ หรือมองไปนอกหน้าต่าง การตัดสินใจมองไม่เห็นเขาเหล่านั้นทำให้เรารู้สึกดีขึ้นที่ยังนั่งต่อไป

เวลาเห็นคนนอนทรุดอยู่บนทางเท้า เราย่อมรู้สึกผิดหากเดินผ่านไปโดยไม่ทำอะไรเลย แต่บางครั้งเราก็เดินผ่านไปโดยให้เหตุผลว่า “ถึงฉันไม่ช่วย คนอื่นก็ช่วย” หรือไม่ก็อ้างว่า “ฉันกำลังมีธุระเร่งด่วน คราวหน้าค่อยช่วยก็แล้วกัน” ถ้านึกเหตุผลอื่นไม่ออกก็อ้างคนอื่นว่า “ใคร ๆ เขาก็ทำอย่างนี้ทั้งนั้น”

การแกล้งมองไม่เห็น หรือหาเหตุผลเข้าข้างตนเองนั้น เป็นวิธีการที่ใช้สยบเสียงร่ำร้องของคุณธรรมในใจเรา ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ตัวการที่อยู่เบื้องหลังวิธีการดังกล่าวก็คือ ความเห็นแก่ตัว หรือ “อัตตา” ซึ่งก็เป็นธรรมชาติส่วนหนึ่งของเราเหมือนกัน ความเห็นแก่ตัวสามารถสรรหาเหตุผลมาได้มากมายเพื่อที่ตัวเองจะได้สบาย ถ้าไม่มีเหตุผลเสียเลย ก็จะรู้สึก “เสียself” หรือรู้สึกไม่ดีกับตัวเอง เพราะถูกคุณธรรมในใจเล่นงาน ทำให้รู้สึกผิด

ในปัจจุบันภาพดังกล่าวมีให้เห็นมากขึ้นในเมืองใหญ่ ๆ รวมทั้งกรุงเทพ ฯ หากสังเกตจะพบว่าคนที่เดินผ่านผู้ที่ล้มทรุดกลางทางเท้านั้น ล้วนทอดสายตาไปทางอื่น ราวกับมองไม่เห็น แต่หากมีใครสักคนเข้าไปช่วยผู้นั้น สถานการณ์ก็จะเปลี่ยนไปทันที ทีนี้ก็จะมีคนอื่นเข้าไปช่วยบ้าง อาจจะหาน้ำมาให้ หรือไถ่ถามอาการ ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น เหตุผลข้อหนึ่งก็คือ เขาไม่อาจเดินผ่านต่อไปได้โดยไม่รู้สึกผิดว่า “คนอื่นยังช่วย แต่ทำไมฉันไม่ช่วย?”

แน่นอนว่าเหตุผลดังกล่าวมีเรื่องอัตตาเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่เป็นอัตตาที่ถูกผลักดันโดยคุณธรรมให้ต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อช่วยคนทุกข์ กระนั้นก็ตามบางครั้งเราก็พบว่าคุณธรรมสามารถผลักดันให้เราทำอะไรต่ออะไรอีกมากมาย ทั้ง ๆ ที่ตัวเองต้องเดือดร้อน นั่นเป็นเพราะความทุกข์ของเพื่อนมนุษย์นั้นรุนแรงจนความเห็นแก่ตัวต้องพ่ายแพ้แก่คุณธรรม ดังเช่น ผู้ที่ไปช่วยผู้ประสบภัยสึนามิ โดยกินนอนท่ามกลางกองศพที่เน่าเหม็น ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านั้นตนเองพยายามหลีกเลี่ยงที่จะเห็นศพมาโดยตลอด

การเลือกว่าจะยอมทำตามความเห็นแก่ตัว หรือเชื่อฟังคุณธรรมภายใน เป็นเรื่องที่อธิบายไม่ได้ด้วยกระบวนการทำงานของสมองเท่านั้น แต่ต้องอาศัยการฝึกฝนทางจิตใจ อาทิ การบ่มเพาะคุณธรรมอย่างสม่ำเสมอ จนมีพลังเอาชนะความเห็นแก่ตัวได้ ที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือการมีสติรู้เท่าทันความเห็นแก่ตัวที่ชอบสรรหาเหตุผลอันสวยหรูมารองรับการกระทำของมัน

ดูเหมือนว่าความแตกต่างประการหนึ่งระหว่างมนุษย์กับสัตว์ก็คือ หากสัตว์ชนิดใดมีคุณธรรม คุณธรรมนั้นก็สามารถผลักดันให้มันออกไปช่วยเหลือเพื่อนที่เดือดร้อนทันที แต่มนุษย์สามารถสรรหาเหตุผลร้อยแปดเพื่อสยบคุณธรรมไม่ให้ทำงานได้ แถมยังประดิดประดอยเหตุผลเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นหรือปรนเปรอตนเอง เช่น เบียดบังเงินหลวงโดยให้เหตุผลว่า “ถึงฉันไม่ทำ คนอื่นก็ทำ” เพราะฉะนั้นฉันทำดีกว่า (น่าสังเกตว่าเวลาหลีกเลี่ยงที่จะทำความดีก็ให้เหตุผลทำนองเดียวกันว่า “ถึงฉันไม่ทำ คนอื่นก็ทำ” เพราะฉะนั้นฉันไม่ทำดีกว่า ) เวลาได้เงินน้อยกว่าคนอื่น (เช่น โบนัส หรือเงินเดือน) ก็ร่ำร้องว่า “ไม่ยุติธรรม” ครั้นได้มากกว่าคนอื่น กลับลืมเรื่องความยุติธรรมไปเลย แต่สำหรับบางคน อาจไม่ต้องหาเหตุผลใด ๆ เลยก็ได้ เพียงแต่กดสำนึกทางด้านคุณธรรมไม่ให้ทำงานเท่านั้น (เคยมีนักวิจัยถามฆาตกรต่อเนื่องผู้หนึ่งว่า “ทำไมคุณถึงโหดร้ายอย่างนั้น ไม่สงสงสารเห็นใจเขาบ้างหรือ ?” ฆาตกรผู้นั้นตอบว่า “ผมต้องกดความรู้สึกส่วนนั้นไว้ก่อน ไม่งั้นฆ่าเขาไม่ได้หรอก”)

แต่สิ่งที่มนุษย์เหนือกว่าสัตว์ก็คือ คุณธรรมของมนุษย์นั้นสามารถแผ่ขยายไปพ้นขอบเขตของญาติพี่น้อง ฝูง หรือเผ่าไปได้ มนุษย์จึงสามารถช่วยเหลือเกื้อกูลแม้แต่กับคนแปลกหน้า หรือคนต่างชาติต่างภาษา รวมไปถึงศัตรูหรือคู่ปรปักษ์ พฤติกรรมดังกล่าวไม่อาจอธิบายได้ด้วยเรื่องยีน อย่างที่มักให้เหตุผลว่า พ่อแม่เสียสละเพื่อลูก เพื่อให้ยีนของพ่อแม่ถ่ายทอดไปยังรุ่นต่อ ๆ ไป อีกทั้งไม่อาจอธิบายว่าเป็นการกระทำเพื่อความอยู่รอดของฝูงหรือเผ่า

คุณธรรมของมนุษย์มีพลังเช่นนั้นได้ ก็เพราะการฝึกฝนตนเองและการอบรมบ่มเพาะโดยกระบวนการทางสังคม เช่น การเลี้ยงดูในครอบครัว การหล่อหลอมในชุมชน การศึกษาในโรงเรียน รวมทั้งการเห็นแบบอย่างที่ดีงาม และการพัฒนาจิตใจด้วยวิธีการทางศาสนา

ความเห็นแก่ตัวทำให้เรามีความสุขเมื่อได้เสพหรือมีมาก ๆ แต่คุณธรรมกลับทำให้เรามีความสุขเมื่อได้เสียสละเพื่อผู้อื่น หรือเพียงแต่เห็นผู้อื่นทำความดี เราก็รู้สึกปลาบปลื้มราวกับทำสิ่งนั้นด้วยตัวเอง คุณธรรมทำให้เรามีความสุขที่ประณีตกว่าความเห็นแก่ตัว เพราะเป็นความสุขทางใจที่ให้ผลยั่งยืนและทำให้รู้สึกถึงความหมายของชีวิต จะว่าไปแล้วนี้คือแรงจูงใจที่ทรงพลังยิ่งกว่าความเห็นแก่ตัวด้วยซ้ำ วิคเตอร์ แฟรงเคิล (Viktor Frankl) เป็นผู้หนึ่งซึ่งแม้ประจักษ์ถึงความโหดร้ายของมนุษย์ที่กระทำต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันในค่ายกักกันชาวยิวสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง แต่เขาก็เห็นด้านบวกของมนุษย์อีกมาก จนสรุปอย่างมั่นใจว่า “แรงผลักดันที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตเราไม่ใช่เพื่อเสพสุขหรือเพื่อหลีกเลี่ยงความเจ็บปวด แต่เพื่อมองหาความหมายของชีวิต”

ความเห็นแก่ตัวนั้นฉลาดและมีอุบายมากมายในการสยบคุณธรรมมิให้ชักจูงเราไปในทางที่ดีงาม แต่ก็ยากที่จะสยบคุณธรรมไปได้ตลอด เพราะแม้จะมั่งคั่งร่ำรวยหรือสุขสบายเพียงใด ในส่วนลึกก็จะได้ยินเสียงร่ำร้องของคุณธรรมที่กระตุ้นเตือนให้เรารู้สึกสำนึกผิดอยู่เสมอ หรืออาจถึงขั้นถูกความรู้สึกผิดกัดกร่อนจิตใจ ขณะเดียวกันการละเลยคุณธรรมในใจย่อมเปิดพื้นที่รกร้างภายใน ทำให้รู้สึกอ้างว้างเปล่าเปลี่ยวเหลือทน ต่อเมื่อหันมาทำตามเสียงร้องของคุณธรรม ความสงบสุขจึงจะกลับคืนมา และรู้สึกถึงความเต็มเปี่ยมของชีวิตในที่สุด

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved