หน้ารวมบทความ
   บทความ > นิตยสารสารคดี > ไถ่โทษ
กลับหน้าแรก

นิตยสารสารคดี : ฉบับที่ 280 :: มิถุนายน ๕๑ ปีที่ ๒๔
คอลัมน์ริมธาร : ไถ่โทษ
รินใจ

 

หลังจากที่บำเพ็ญภาวนาร่วมกันมาหลายวัน เธอกับเพื่อน ๆ ได้แยกย้ายกันไปปลีกวิเวกกลางป่า ๑ วัน ๑ คืน ครูแนะนำให้ทุกคนอดอาหารในช่วงดังกล่าว และใช้โอกาสนี้หยั่งมองเข้าไปภายใน รับรู้ความรู้สึกนึกคิดต่าง ๆ ที่ผุดขึ้นมาไม่ว่าบวกหรือลบด้วยใจที่เป็นกลาง และเมื่อจิตสงบนิ่ง ครูแนะให้ “เชิญ”ใครก็ได้ที่รู้สึกผูกพันหรือค้างคาใจ ให้มาคุยด้วย และใช้โอกาสนี้เปิดเผยความในใจต่อกัน

คืนนั้นเธอไม่ได้ตั้งใจเชิญใครมาคุยกับเธอ แต่ปรากฏว่ามีเด็ก ๓ คนมาหาเธอ แม้เธอไม่รู้จักเด็กทั้งสามคนเลย แต่รู้สึกคลับคล้ายคลับคลา ที่แปลกก็คือทั้งสามคนถามเธอว่า “เมื่อไหร่แม่จะให้หนูไปเกิดสักที” เธอตะลึงอยู่พักหนึ่ง แล้วก็ระลึกขึ้นได้ว่า ทั้งสามคือลูกในท้องที่เธอทำแท้งเมื่อหลายปีก่อน ทันทีที่นึกได้ความเศร้าและรู้สึกผิดก็ทะลักจนท่วมท้นหัวใจ เธอเล่าในภายหลังว่าคืนนั้นเธอขอโทษลูกทั้งสาม และได้มีการเจรจาตกลงกัน เธอยอมปล่อยให้ทั้งสามไปเกิดใหม่ ไม่ยื้อยุดไว้ในส่วนลึกของจิตใจอีกต่อไป หลังจากเหตุการณ์คืนนั้น เธอก็รู้สึกโปร่งเบาอย่างยิ่ง ความเศร้าและรู้สึกผิดที่ฝังลึกในจิตใจหายไปอย่างสิ้นเชิง

เด็กทั้งสามมิได้มาจากไหน หากมาจากส่วนลึกของจิตใจเธอนั่นเอง แม้เวลาจะล่วงเลยมาหลายปี แต่ความรู้สึกผิดจากการทำแท้งลูกทั้งสามยังคงฝังลึกอยู่ในจิตใจ และรบกวนเธออยู่เสมอ แม้เธอพยายามลืมมัน แต่ก็ไม่สำเร็จ ยิ่งพยายามกดข่มหรือผลักไสความรู้สึกดังกล่าว มันก็ยิ่งทิ่มแทงและสร้างความปั่นป่วนในจิตใจ บ่อยครั้งเธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอาการเหล่านั้นเกิดจากอะไร เพราะจิตสำนึกไม่อยากรับรู้หรือยอมรับความผิดพลาดในอดีต

ความรู้สึกผิดที่ติดค้างในส่วนลึกของจิตใจ ทำให้เธอไม่สามารถปล่อยวางลูกทั้งสามได้เลย แม้ว่าทั้งสามจะตายไปนานแล้ว แต่ก็ยังอยู่ในใจของเธอ กระนั้นเธอก็พยายามซุกซ่อน ไม่อยากนึกถึงลูกทั้งสาม แต่การทำสมาธิภาวนาในคืนนั้น ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในจิตใจของเธอ

คำแนะนำของครูที่ขอให้เธอยอมรับสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นด้วยใจที่เป็นกลาง ทำให้มโนภาพของเด็กทั้งสามปรากฏสู่การรับรู้ของจิตอย่างแจ่มแจ้ง ไม่มีการผลักไสต่อต้านหรือกดข่มอีกต่อไป จากจุดนั้นเองที่การสนทนาภายในใจได้เกิดขึ้นอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมา คำพูดของเด็กทั้งสามมิใช่อะไรอื่นหากมาจากใจที่เป็นทุกข์กับการยึดติดและอยากเป็นอิสระเสียที ทันทีที่เธอกล้าเผชิญหน้ากับความผิดพลาดและยอมรับผิดในสิ่งที่ได้ทำลงไป ความรู้สึกผิดก็จางคลายไป บัดนี้เธอสามารถปล่อยวางลูกทั้งสามได้แล้ว ในความรู้สึกของเธอทั้งสามได้ไปเกิดใหม่แล้ว คงเหลืออยู่แต่ความทรงจำที่สามารถระลึกถึงได้โดยไม่รู้สึกเจ็บปวดอีกต่อไป

ความรู้สึกผิดเปรียบเสมือนแส้ที่คอยโบยตีจิตใจ มันเรียกร้องให้เราแก้ไขสิ่งที่ผิดให้ถูกต้อง และระวังตัวที่จะไม่ทำผิดซ้ำสอง บ่อยครั้งสิ่งที่ผิดพลาดไปแล้วไม่อาจแก้ไขให้คืนดีได้ แต่อย่างน้อยก็ยังมีสิ่งหนึ่งที่เราทำได้ นั่นคือ การขอโทษ แม้ว่าคำขอโทษไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอดีตได้ แต่ก็สามารถเยียวยาบาดแผลที่เรื้อรังในจิตใจ ไม่เฉพาะของเราเองเท่านั้น แต่ของอีกฝ่ายด้วย

แต่จะขอโทษได้อย่างไรหากอีกฝ่ายไม่อยู่ให้เราเอ่ยคำขอโทษ นี้คือสาเหตุแห่งความเจ็บปวดของผู้คนเป็นอันมากเพราะความรู้สึกผิดจะโบยตีจิตใจไม่หยุดหย่อน อย่างไรก็ตามไม่มีคำว่าสายสำหรับการขอโทษ แม้อีกฝ่ายจะตายไปนานแล้ว แต่เราก็ยังสามารถเอ่ยปากขอโทษเขาได้อยู่ เพราะเขายังคงอยู่ในส่วนลึกของจิตใจเรามิใช่หรือ

การ “เชิญ”เขามาเพื่อรับฟังคำขอโทษจากเรา เป็นวิธีหนึ่งที่สามารถเยียวยาบาดแผลในจิตใจของเราได้ ในการอบรมคราวหนึ่ง ทุกคนได้รับคำแนะนำให้น้อมจิตอยู่ในความสงบ จากนั้นก็ให้ระลึกถึงผู้ที่จากไป ซึ่งครั้งหนึ่งเราเคยรู้สึกผูกพันใกล้ชิดแต่ต่อมาได้ทำความผิดพลาดบางอย่างกับเขา เป็นความผิดพลาดที่เรารู้สึกเศร้าโศกเสียใจกระทั่งบัดนี้ ลำดับต่อมาก็ให้เรา “เชิญ”เขามานั่งอยู่ข้างหน้าเรา จากนั้นให้เราเปิดเผยความในใจของเรากับเขา พูดกับเขาทุกอย่างที่เราอยากจะพูด

หลายคนได้พบว่าวิธีนี้ได้ช่วยปลดเปลื้องสิ่งค้างคาใจไปได้มาก บางคนได้เชิญยายซึ่งเลี้ยงดูเธอตั้งแต่เล็ก และขอโทษที่ไม่ได้ดูแลยายในยามเจ็บป่วยทั้ง ๆ ที่เธอเป็นพยาบาล ยิ่งกว่านั้นวันเผาศพยายเธอก็ยังไม่ได้ไปร่วมงานเพราะติดธุระสำคัญ บางคนเชิญพ่อมานั่งอยู่ต่อหน้า และเอ่ยปากขอโทษที่เหินห่างหมางเมินกับพ่อ กระทั่งในยามที่พ่อล้มป่วย ก็ไม่ได้ปรนนิบัติพ่อเท่าที่ควร เขาไม่เพียงกล่าวคำขอโทษ ในมโนภาพเขายังได้โอบกอดพ่อ เป็นโอบกอดที่เขาไม่เคยกระทำเลยในยามที่พ่อมีชีวิตอยู่ เพราะพ่อเองก็ไม่เคยทำเช่นนั้นกับลูก ในมโนภาพเขาเห็นพ่อยิ้มให้เขา ทำให้ความรู้สึกผิดมลายหายไป มีความปลื้มปีติมาแทนที่ ในขณะที่เล่าให้เพื่อน ๆ ฟัง เขายิ้มทั้งน้ำตา

อดีตนั้นผ่านไปแล้ว ไม่อยู่ในวิสัยที่เราจะแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ แต่เรามักอดไม่ได้ที่จะปักใจยึดติดอยู่กับอดีตที่เจ็บปวด และปล่อยให้ภาพแห่งอดีตนั้นโบยตีจิตใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความทุกข์จึงมาจากใจของเราเองยิ่งกว่าอะไรอื่น แต่มองในอีกแง่หนึ่ง การเป็นอิสระจากทุกข์ก็อยู่ที่ใจเราเป็นสำคัญ แทนที่จะปักใจอยู่กับภาพลบ การนึกคิดในทางบวกสามารถเยียวยาจิตใจให้เราคลายทุกข์ได้ โดยเฉพาะเมื่อออกมาจากใจที่สำนึกผิด

ในภาพยนตร์เรื่อง Atonement ไบรโอนี่เด็กสาววัย ๑๓ ปีได้ทำความผิดพลาดอย่างมหันต์ ด้วยการกล่าวหาว่าร็อบบี้ซึ่งเป็นคนรักของพี่สาวเธอ เป็นผู้ที่ข่มขืนหญิงสาวที่พักอยู่ในบ้านเดียวกับเธอ แม้เธอไม่เห็นหน้าผู้ร้ายชัดเจนแต่เธอปักใจเชื่อว่าเป็นร็อบบี้แน่นอน เพราะเห็นเขาแสดงพฤติกรรมทางเพศบางอย่างกับซีซีเลียพี่สาวของเธอ (ซึ่งในสายตาของเด็กที่ไร้เดียงสาทางเพศ มองว่าเป็นการกระทำที่คุกคามและล่วงละเมิดผู้หญิง) คำกล่าวหาของเธอทำให้ร็อบบี้ติดคุกหลายปีและหมดอนาคต ส่วนซีซีเลียก็โกรธเธอมาก และหนีออกจากบ้านไปเพราะทนไม่ได้ที่พ่อแม่ของเธอดูถูกเหยียดหยามร็อบบี้ด้วยความเชื่อว่าเขาเป็นคนชั่วร้ายจริง ๆ

ผลกระทบที่ต่อเนื่องจากคำกล่าวหาของไบรโอนี่ยังมีมากกว่านั้น ร็อบบี้ได้สมัครไปรบกับเยอรมันเพื่อจะได้ไม่ต้องติดคุก ส่วนซีซีเลียได้สมัครเป็นพยาบาลและรอวันที่จะได้พบกับคนรักของเธอ ไบรโอนีซึ่งตอนนี้อายุ ๑๗ แล้ว รู้สึกสำนึกผิดในสิ่งที่ทำลงไปหลังจากที่รู้ความจริงว่าคนที่ก่อคดีข่มขืนเมื่อหลายปีก่อนนั้นเป็นเพื่อนของร็อบบี้ต่างหาก เพื่อเป็นการไถ่โทษเธอจึงไปสมัครเป็นพยาบาลช่วยเหลือทหารที่บาดเจ็บจากสงครามเช่นเดียวกับซีซีเลีย เธอพยายามที่จะพบคนทั้งสองเพื่อกล่าวคำขอโทษ แต่ก็ถูกตอบโต้ด้วยความโกรธ

อย่างไรก็ตามเรื่องก็ยังจบลงด้วยดีเมื่อร็อบบี้และซีซีเลียได้มาพบกันอีกครั้งหนึ่ง และได้ใช้ชีวิตร่วมกันฉันคู่รัก แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ก่อนที่ทั้งสองจะแยกย้ายกันไปปฏิบัติหน้าที่

แล้วภาพยนตร์ก็ตัดมาที่ไบรโอนี่วัยชรา ซึ่งกลายเป็นนักเขียนชื่อดังที่กำลังจะตาย เธอให้สัมภาษณ์ว่าได้นำเหตุการณ์ข้างต้นนี้มาถ่ายทอดในนิยายเชิงอัตชีวประวัติเล่มล่าสุดของเธอ เพื่อเปิดเผยความจริงต่อโลกว่าร็อบบี้เป็นผู้บริสุทธิ์ เป็นการไถ่ถอนความผิดบาปของเธอ เธอกล่าวย้ำว่าทุกอย่างในหนังสือเล่มดังกล่าวเป็นเรื่องจริงหมด ยกเว้นตอนเดียวนั่นคือตอนที่ร็อบบี้และพี่สาวของเธอได้กลับมาครองรักกัน เพราะในความเป็นจริงทั้งสองตายในสงครามโดยไม่มีโอกาสมาพบหน้ากันเลย และเธอก็ไม่มีโอกาสขอโทษคนทั้งสองด้วย

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าการหักมุมเช่นนี้ทำให้คนดูถึงกับอึ้งไปเลยด้วยความสงสารในชะตากรรมของคนทั้งสอง ไบรโอนี่ให้เหตุผลว่าที่ต้องเปลี่ยนตอนจบจากร้ายกลายเป็นดีก็เพราะความเห็นใจคนทั้งสอง แม้ชีวิตจริงของทั้งสองจะไม่สมหวังในความรัก แต่อย่างน้อยก็ควรจะสมหวังในเรื่องที่เธอแต่ง เธอไม่ได้พูดต่อ แต่ก็เดาได้ไม่ยากว่า ที่เธอทำเช่นนี้ไม่ใช่เพื่อผู้อ่านหรือเพื่อคนทั้งสองเท่านั้น แต่เพื่อตัวเธอเองด้วย เพราะการเขียนให้คนทั้งสองได้มาครองรักกันอย่างสุขสดชื่นนั้น เป็นหัวใจของการไถ่โทษของเธอ

เพียงแค่เปิดเผยต่อโลกว่าร็อบบี้เป็นผู้บริสุทธิ์ และเธอต่างหากที่เป็นคนผิด เท่านั้นยังไม่เพียงพอสำหรับเธอ เธอควรช่วยให้คนทั้งสองสมสมหวังในความรักด้วย แม้ในชีวิตจริงเธอไม่อาจทำเช่นนั้นได้ แต่การที่เห็นทั้งสองสมหวังในจินตนาการของเธอ ก็ช่วยเยียวยาจิตใจของเธอได้มาก เธอรู้ตัวดีว่าจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน จึงอยากจะปลดเปลื้องความรู้สึกผิดให้ออกไปจากจิตใจ ดูเหมือนเธอจะทำสำเร็จเพราะมีสีหน้าที่สงบและผ่อนคลายมากขณะที่พูดถึงเบื้องหลังของนิยายที่เธอแต่ง

ภาพยนตร์เรื่องนี้ดูเหมือนจะบอกกับเราว่าไม่มีคำว่าสายเกินไปสำหรับการขอโทษและไถ่ถอนความผิดบาป แม้เราไม่อาจเปลี่ยนแปลงอดีตได้ แต่เราสามารถนำภาพแห่งอดีตกลับคืนมาและเปลี่ยนแปลงแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาดให้ถูกต้องได้ อย่างน้อยการเชิญผู้ที่เจ็บปวดจากการกระทำของเรา กลับมาเพื่อรับรู้คำขอโทษจากเรา หรือได้พบกับสิ่งดี ๆ ที่เขาไม่ได้พบในชีวิตจริง ก็สามารถเยียวยาจิตใจเราได้

จริงอยู่สิ่งที่เราสร้างภาพขึ้นมาในใจนั้นไม่ใช่เรื่องจริง แต่ใช่หรือไม่ว่าคนเราทุกข์ก็เพราะความรู้สึกนึกคิดที่ปรุงแต่งขึ้นมาทั้งนั้น ถ้าความรู้สึกนึกคิดทำให้เราทุกข์ได้ มันก็สามารถทำให้เราเป็นสุขได้เช่นเดียวกัน จะสุขหรือทุกข์จึงอยู่ที่การวางใจเป็นสำคัญ แม้ทำสิ่งดีงามแต่วางใจไม่ถูกก็เป็นทุกข์ ในทำนองเดียวกันแม้สำนึกผิด แต่ถ้าปล่อยวางไม่ได้ มันก็โบยตีทิ่มแทงจิตใจไม่เลิกรา แต่ถ้าวางใจให้เป็น นึกคิดในทางบวกหรือมีกุศโลบาย ก็สามารถยกความทุกข์ออกไปจากจิตใจได้ แต่ทั้งหมดนี้จะต้องเริ่มต้นจากการยอมรับและกล้าเผชิญหน้ากับความจริงแม้จะเจ็บปวดเพียงใดก็ตาม

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved