หน้ารวมบทความ
   บทความ > นิตยสารสารคดี > เบื้องหลังการ์ตูนใสซื่อ
กลับหน้าแรก

นิตยสารสารคดี : ฉบับที่ 278 :: เมษายน ๕๑ ปีที่ ๒๔
คอลัมน์ริมธาร : เบื้องหลังการ์ตูนใสซื่อ
รินใจ

 

มีนักอ่านการ์ตูนน้อยคนที่ไม่รู้จักชาร์ลี บราวน์ เด็กหัวกลมตัวเล็กและสนูปปี้หมาพันธุ์บีเกิ้ล ซึ่งเป็นตัวเอกของการ์ตูนชุด “พีนัทส์” จนถึงวันนี้การ์ตูนชุดนี้เป็นขวัญใจของคนทั่วโลกติดต่อกันมานานถึง ๕๐ ปีแล้วแม้ผู้เขียนคือชาลส์ ชูลซ์ (Charles Schulz) จะจากโลกนี้ไปเกือบทศวรรษแล้ว

เสน่ห์ของพีนัทส์อยู่ที่ความไร้เดียงสาแต่ช่างครุ่นคิด (หรือ “แก่แดด”)ของเด็ก ๆ และความฉลาดแกมโกงของเจ้าสนูปปี้ ซึ่งสามารถเรียกเสียงหัวเราะจากผู้อ่านหรือชวนให้นึกขันอยู่ลึก ๆ เด็ก ๆ เหล่านี้มีบุคลิกที่แตกต่างกันไป แต่ที่ประทับใจผู้คนย่อมหนีไม่พ้นชาร์ลี บราวน์ ผู้มีความเหงาครองใจ ขาดความเชื่อมั่นตนเอง และมักถูกเพื่อน ๆ กลั่นแกล้ง ซ้ำยังเป็นลูกไล่ของเจ้าสนูปปี้ อยู่เนือง ๆ (ทั้ง ๆ ที่เขาเป็นเจ้านายของมัน) คงเป็นเพราะผู้อ่านจำนวนมากรู้สึกว่าชาร์ลี บราวน์ เป็นภาพตัวแทนของตน ตัวละครตัวนี้จึงเป็นขวัญใจของคนทั่วโลก

คนหนึ่งที่เห็นตัวเองอยู่ในชาร์ลี บราวน์ก็คือ ชูลซ์ นั่นเอง ชูลซ์เคยให้สัมภาษณ์ว่าตอนเป็นเด็กเขาถูกเด็กโตทำร้ายอยู่บ่อย ๆ ไม่ค่อยมีเพื่อน ครั้นเป็นวัยรุ่นก็ล้มเหลวใน “ทุกเรื่อง” เอาดีอะไรไม่ได้สักอย่าง จีบผู้หญิงก็ไม่เคยสำเร็จ เขาเคยพูดถึงตัวเองว่า “โง่ น่าเบื่อ และอ่อนแอ” ดูเหมือนว่าชีวิตของเขาตั้งแต่เล็กจนโตเต็มไปด้วยประสบการณ์ที่น่าเจ็บปวด

น่าแปลกก็ตรงที่เมื่อมีคนไปสัมภาษณ์เพื่อนวัยเด็กของเขา ไม่มีใครสักคนที่จำได้ว่าเขาเคยถูกกลั่นแกล้งแรง ๆ แบบนั้น ในขณะที่เขามักพูดอยู่เสมอว่าไม่เคยมีใครเห็นความสามารถของเขาในวัยเด็ก เพื่อน ๆ กับครูเก่า ๆ กลับพูดตรงกันว่าเขาโดดเด่นกว่าใครในเรื่องวาดภาพ

ความรู้สึกในแง่ลบเกี่ยวกับชีวิตในวัยเด็กประทับแน่นในใจเขา แม้มีชื่อเสียงก้องโลก เขาก็ยังพูดถึงประสบการณ์อันหม่นหมองในวัยเด็กอยู่บ่อย ๆ จนใคร ๆ ก็คิดว่าชีวิตของเขาเป็นเช่นนั้นจริง ๆ จนเมื่อหนังสือชีวประวัติเล่มใหม่ของเขาพิมพ์ออกมาเมื่อเร็ว ๆ นี้ (Schulz and Peanuts:A Biography by David Michaelis) ชีวิตในวัยเด็กและวัยรุ่นของชูลซ์ที่ผู้เขียนนำเสนอกลับตรงข้ามกับเรื่องเล่าของเขา วัยเยาว์ของเขาไม่ได้ต่างจากคนอื่น ๆเท่าใดนัก

เป็นไปได้หรือไม่ว่าในความเป็นจริงชีวิตของเขาไม่ได้ย่ำแย่กว่าใครเลย อาจมีบางช่วงบางเหตุการณ์ที่ไม่น่าอภิรมย์ แต่ด้านดี ๆ ก็มีอีกมากมายเฉกเช่นคนทั่วไป และเมื่อมองในภาพรวมแล้วก็ราบรื่นพอสมควร แต่ความที่ชูลซ์ปักใจอยู่กับประสบการณ์ด้านที่ไม่น่าชื่นชม และหวนระลึกนึกถึงมันอยู่บ่อย ๆ ในขณะที่ด้านดีของชีวิตนั้นเขากลับมองข้ามไป เขาจึงรู้สึกว่าชีวิตในอดีตของเขานั้นหมองหม่นเสียเหลือเกิน

เหตุการณ์หนึ่งซึ่งฝังใจเขามากก็คือการถูกปฏิเสธผลงานขณะที่เรียนไฮสกูล ปีนั้นเขาได้รับการสนับสนุนจากครูผู้หนึ่งให้วาดภาพเพื่อตีพิมพ์ในหนังสือประจำปีของโรงเรียน แต่ภาพของเขาเป็นภาพร่วมสมัยซึ่งไม่ตรงกับสไตล์เก่าแก่ของหนังสือ จึงไม่ได้รับการตีพิมพ์ เหตุการณ์ครั้งนั้นสำหรับคนทั่วไปโดยเฉพาะนักวาดมือใหม่ย่อมถือเป็นเรื่องธรรมดา แต่เขารู้สึกเจ็บปวดขมขื่น และฝังใจกับมันนานหลายทศวรรษ

การเลือกจำแต่เหตุการณ์ทำนองนี้ทำให้เขาสร้างภาพตัวเองขึ้นมาว่าเป็นคนที่ล้มเหลว โดดเดี่ยว ไม่มีคนเข้าใจ และไม่ได้รับความเป็นธรรม ภาพดังกล่าวติดลึกฝังใจมาโดยตลอดและหล่อหลอมบุคลิกของเขาจนกลายเป็นคนอมทุกข์ เขาเคยเปิดเผยความในใจกับภรรยาในคืนแต่งงานว่า ในชีวิตนี้“ผมไม่คิดว่าจะมีความสุขได้”

ชีวิตของเรานั้นไม่ต่างจากกระดาษขาวที่มีจุดดำอยู่มากมาย แต่ส่วนใหญ่แล้วพื้นที่สีขาวย่อมมีมากกว่าพื้นที่สีดำ เราจะสุขหรือทุกข์เพียงใด ส่วนหนึ่งอยู่ที่ว่าเราจะเลือกมองหรือหวนระลึกถึงสีขาวหรือจุดดำมากกว่ากัน หากเห็นแต่จุดดำก็ต้องสรุปว่าชีวิตนี้ช่างเต็มไปด้วยความหม่นหมอง แต่หากเห็นสีขาวมากกว่าก็ย่อมเกิดความพึงพอใจในชีวิต หรือมองโลกในแง่ที่สดใส ใช่หรือไม่ว่าชูลซ์เลือกที่จะมองแต่จุดดำ โดยไม่สนใจสีขาวเลย

จวบจนวาระสุดท้ายของชีวิต ขณะที่นอนป่วยด้วยโรคมะเร็งชูลซ์ก็ยังพูดถึงชีวิตวัยเด็กของเขาว่าตกเป็นลูกไล่และถูกกลั่นแกล้งเป็นประจำ ทั้งยังอยากจะแก้แค้นเด็กที่เล่นงานเขาเมื่อหลายสิบปีก่อนโน้น ดูเหมือนว่าความสำเร็จอย่างล้นหลามและชื่อเสียงก้องโลกที่เขาได้รับในฐานะนักวาดชั้นนำตลอด ๕๐ ปี ไม่ได้ช่วยให้เขามีความสุขมากขึ้น หรือสามารถบดบังความทุกข์ที่ก่อตัวในชั่วไม่กี่ปีของวัยเด็กเลย ทั้ง ๆ ที่ความสำเร็จและชื่อเสียงเป็นสิ่งที่เขาโหยหามาตั้งแต่เล็กจนโต (แม้มีชื่อเสียงระดับโลกแล้ว เวลามีประชุมนักเขียนการ์ตูน เขาจะติดป้ายชื่อบ่งบอกตัวตนอยู่เป็นประจำ) แต่ไม่ได้ทำให้เขาพึงพอใจในชีวิต หรือพาเขาหลุดพ้นจากการหลอกหลอนของภาพตัวตนในอดีตได้เลย

จะว่าไปแล้วความทุกข์และชีวิตระทมเป็นสิ่งที่เขาเลือกเอง เขาไม่เพียงเลือกที่จะฝังใจอยู่กับประสบการณ์ที่ไม่น่าอภิรมย์ในอดีตเท่านั้น หากยังเลือกที่จะกอดความทุกข์เอาไว้แน่น ภรรยาของเขาเคยพูดว่าชูลซ์ชอบที่จะเป็นคนซึมเศร้า ( “ซึมเศร้า”เป็นคำที่ปรากฏบ่อยมากในการ์ตูนของเขา) เมื่อมีคนแนะนำให้เขาไปหาจิตแพทย์ เขาปฏิเสธโดยให้เหตุผลว่าขืนทำเช่นนั้น ความสามารถในทางศิลปะของเขาจะหมดไป กล่าวอีกนัยหนึ่งเขารู้ดีว่าตราบใดที่ยังรักษาความรู้สึกโดดเดี่ยว อมทุกข์ และซึมเศร้าเอาไว้ เขาจะมี “วัตถุดิบ”สำหรับวาดการ์ตูนต่อไป และยังคงรักษาท่วงทำนองและบรรยากาศของพีนัทส์ที่ใคร ๆ ชื่นชอบเอาไว้ได้

ชีวิตของชูลซ์ชี้ให้เราเห็นอย่างชัดเจนว่า สุขหรือทุกข์นั้น เป็นสิ่งที่เราเลือกเอง ไม่ใช่แค่เลือก “ทำ” เท่านั้น แต่สำคัญกว่านั้นก็คือเลือก “มอง” ถ้ามองเป็นก็เห็นสุข แต่ถ้ามองไม่เป็นก็เห็นแต่ทุกข์ ขณะเดียวกันชีวิตของเขาก็สะท้อนถึงอิทธิพลของประสบการณ์ในวัยเด็กว่ามีความสำคัญอย่างมากในการหล่อหลอมบุคลิกและโลกทัศน์ของชีวิตส่วนที่เหลือ ประสบการณ์ในชั่วเวลาแค่สิบปีเศษบางครั้งทรงพลัง(หรือดื้อด้าน)เกินกว่าที่ประสบการณ์ในอีก ๕๐ ปีข้างหน้าจะสามารถต้านทานได้ ความไม่สมหวังในเรื่องที่ดูเหมือนธรรมดาสามัญในวัยเด็ก อาจยิ่งใหญ่เกินกว่าที่ความสำเร็จอันท่วมท้นมหาศาลในวัยผู้ใหญ่จะลบเลือนไปจากใจได้

แต่ถึงแม้จะอมทุกข์เพียงใด สิ่งหนึ่งที่ต้องก้มหัวให้ก็คือความสามารถของชูลซ์ในการแปรเปลี่ยนความรู้สึกขมขื่นหมองหม่นให้กลายเป็นผลงานสร้างสรรค์ ที่สร้างความอภิรมย์และประเทืองปัญญาแก่ผู้อ่านทั่วโลก ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ แม้เขาจะทุกข์แต่ก็สามารถทำให้คนอื่นเป็นสุขได้ แทนที่จะระบายความทุกข์อย่างดิบ ๆ ให้แก่คนรอบตัว ความทุกข์นั้นมีพลังในทางสร้างสรรค์หากรู้จักใช้ให้เป็นประโยชน์ น่าสงสัยว่าหากเขาเป็นคนที่มีความสุขในชีวิต ตัวละครในการ์ตูนของเขาจะมีชีวิตชีวาและผูกใจคนทั้งโลกได้อย่างทุกวันนี้หรือไม่

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved