หน้ารวมบทความ
   บทความ > นิตยสารสารคดี > เปลี่ยนผิดให้เป็นถูก
กลับหน้าแรก

นิตยสารสารคดี : ฉบับที่ 271 :: กันยายน ๕๐ ปีที่ ๒๓
คอลัมน์รับอรุณ : เปลี่ยนผิดให้เป็นถูก
พระไพศาล วิสาโล

 

มโนธรรมเป็นธรรมชาติของมนุษย์ ด้วยเหตุนี้ทุกคนจึงอยากทำความดีด้วยกันทั้งนั้น มโนธรรมทำให้เราหวั่นไหวเมื่อเห็นความทุกข์ของผู้อื่น และอยากช่วยเหลือให้เขาพ้นทุกข์ แต่หากเราทำในสิ่งตรงข้าม อย่าว่าแต่เบียดเบียนทำร้ายผู้อื่นเลย เพียงแค่ยืนดูอยู่เฉย ๆ เมื่อเห็นเขาได้รับความทุกข์ เราก็จะรู้สึกผิดขึ้นมาทันที

ทุกคนย่อมรู้ดีว่าความรู้สึกผิดนั้นก่อความทุกข์ให้แก่จิตใจเพียงใด มันทั้งกดถ่วงหน่วงทับและทิ่มแทงจิตใจ ทำให้เจ็บปวดเศร้าสลด ยิ่งกว่านั้นมันมันยังสั่นคลอนความรู้สึกเคารพตัวเอง บางครั้งถึงกับฉีกทำลายภาพ “ตัวตน”อันงดงามที่เคยวาดไว้ให้ย่อยยับในฉับพลัน คำว่า “เสียself”ดูจะเบาไปด้วยซ้ำ

ความเจ็บปวดนั้นไม่ได้มีไว้เพื่อทำร้ายตัวเรา แต่เพื่อกระตุ้นให้เราทำสิ่งที่ถูกต้อง หรือหลีกหนีจากอันตราย เมื่อนิ้วสัมผัสกับเปลวไฟหรือเหล็กแหลม ความเจ็บปวดจะทำหน้าที่กระตุกให้เราดึงนิ้วออกมา (คนที่สูญเสียประสาทรับรู้ความเจ็บปวด ร่างกายจะเต็มไปด้วยบาดแผล บางคนถึงกับปากแหว่งลิ้นกุดเพราะเผลอกัดซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยไม่รู้ตัว) ฉันใดก็ฉันนั้น เมื่อเราทำสิ่งที่ผิดพลาด ความเจ็บปวดเพราะรู้สึกผิด จะกระตุ้นให้เราหันมาทำสิ่งที่ถูกต้อง เพื่อประโยชน์ทั้งของผู้อื่นและของเราเองด้วย

ความรู้สึกผิดมีหน้าที่ผลักดันให้เราเปลี่ยน “ผิด”ให้เป็น “ถูก” แต่บ่อยครั้งเรากลับพบว่าผลกลับตรงกันข้าม หลายคนกลับทำผิดซ้ำสอง หรือทำผิดยิ่งขึ้นกว่าเดิม เช่น หาเหตุผลมาเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการกระทำที่ผิดนั้น เหตุผลที่นิยมอ้างกันโดยเฉพาะเวลาทำการทุจริตคอร์รัปชั่นก็คือ “ใคร ๆ เขาก็ทำกันทั้งนั้น” หากนิ่งเฉยเมื่อเห็นหญิงสาวถูกรุมทำร้าย เหตุผลที่ใช้บรรเทาความรู้สึกผิดก็คือ “กรรมใครกรรมมัน” เหตุผลเหล่านี้ถูกอ้างขึ้นมาเพื่อให้การกระทำที่ผิดนั้นกลายเป็นถูก แต่ที่จริงกลับเป็นการทำผิดเป็นครั้งที่สอง เพราะเป็นการแก้ต่างให้กับการกระทำที่ไม่ถูกต้อง ไม่ต่างจากการแก้ต่างให้กับโจร

แต่ที่ร้ายกว่านั้นก็คือ การหันไปเล่นงานบุคคลซึ่งเป็นที่มาแห่งความรู้สึกผิดในใจตน คนที่ทำงานแบบเช้าชามเย็นชาม ย่อมรู้สึกผิดเมื่อเห็นเพื่อนทำงานขยันขันแข็ง คนที่ทุจริตย่อมรู้สึกผิดเมื่อรู้ว่ามีเพื่อนบางคนปฏิเสธสินบน นักปฏิบัติที่เพลินในการนอนอาจรู้สึกผิดที่เห็นเพื่อนร่วมห้องพากเพียรภาวนา หลายคนบรรเทาความรู้สึกผิดดังกล่าวด้วยการหันไปกล่าวร้าย กลั่นแกล้ง หรือหาทางกำจัดคนที่ทำดีกว่าตน ราวกับว่าเขาเป็นศัตรูกับตน เพราะตราบใดที่คนเหล่านั้นยังปรากฏอยู่ต่อหน้า ความรู้สึกผิดก็จะยังทิ่มแทงใจตนตลอดเวลา กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือเกิดความสำคัญผิดไปว่าคนเหล่านั้นเป็นต้นตอแห่งความทุกข์ที่กำลังกัดกร่อนใจตน ทั้ง ๆ ที่สาเหตุแท้จริงนั้นได้แก่การกระทำที่ไม่ถูกต้องของตัวเองต่างหาก

ความรู้สึกผิดนั้นเป็นผลผลิตของมโนธรรมก็จริง แต่สามารถก่อให้เกิดอาชญากรรมหรือความเลวร้ายได้ จะว่าไปการเบียดเบียนทำร้ายกันบ่อยครั้งก็เกิดจากแรงผลักดันแห่งความรู้สึกผิด และคนที่ถูกทำร้ายนั้นหาใช่ใครที่ไหน หากเป็นคนที่เรารักหรือใกล้ชิดเรานี้เอง การทำร้ายผู้อื่นจึงมิใช่พฤติกรรมที่สงวนไว้สำหรับคนชั่วเท่านั้น แต่คนธรรมดา ๆ อย่างเรา ๆ ท่าน ๆ ก็สามารถลงมือได้เช่นกัน นี้เป็นประเด็นที่ถ่ายทอดให้เห็นอย่างชัดเจนในนิยายเรื่องเด็กเก็บว่าว ของฮาเหล็ด โฮเซนี่ (แปลโดยวิษณุฉัตร วิเศษสุวรรณภูมิ)

อาเมียร์ กับ ฮัสซาน เป็นเด็กวัย ๑๓ ขวบที่เติบโตในบ้านหลังเดียวกันและดื่มน้ำนมจากอกแม่นมคนเดียวกัน แต่สถานะของคนทั้งสองต่างกันอย่างสิ้นเชิง อาเมียร์เป็นบุตรชายของคหบดี ส่วนฮัสซานเป็นลูกของคนใช้ รูปร่างหน้าตาที่น่าเย้ยหยันของฮัสซานนั้นตรงข้ามกับน้ำใจที่งดงามเปี่ยมด้วยความซื่อสัตย์และภักดีต่ออาเมียร์ ในสายตาของฮัสซาน อาเมียร์นั้นสูงส่งกว่าเขาทั้งชาติวุฒิและคุณวุฒิ ฮัสซานพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่ออาเมียร์ ไม่ว่าจะเกิดอะไรกับฮัสซานก็ตาม

“สำหรับคุณ(อาเมียร์) กว่านี้อีกพันเท่าก็ยังไหว” ไม่ใช่เป็นแค่คำพูดที่ฮัสซานประดิดประดอย แต่ออกมาจากใจอันใสซื่อ แล้ววันหนึ่งเขาก็ได้พิสูจน์ให้อาเมียร์เห็น อัสเซฟเป็นลูกของผู้มีอิทธิพล ทำตัวเยี่ยงอันธพาล เกิดมีปากเสียงวิวาทกับอาเมียร์ซึ่งมีอายุอ่อนกว่ามาก อัสเซฟกับพวกอีก ๒ คน รุมล้อมกรอบเขาและเตรียมทำร้ายด้วยสนับมือ แต่ต้องชะงักเมื่อพบว่าฮัสซานเหนี่ยวหนังสติ๊กคู่ใจเล็งมาที่หน้าของอัสเซฟ พร้อมกับวิงวอนขอให้ปล่อยอาเมียร์ ทั้ง ๆ ที่กลัวตัวสั่นแต่ฮัสซานพร้อมยิงนัยน์ตาของอัสเซฟหากอาเมียร์ถูกทำร้าย

ทั้งสองผ่านเหตุการณ์วันนั้นได้ด้วยความปลอดภัย แต่ต้องจ่ายด้วยราคาที่แพงลิบลิ่ว อัสเซฟและพวกมีโอกาสชำระความแค้นเมื่อเทศกาลแข่งว่าวมาถึง อาเมียร์สามารถปราบว่าวทุกตัวที่มาประชันบนท้องฟ้าได้หมด รวมทั้งว่าวสีน้ำเงินซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญ ขณะที่อาเมียร์ฉลองชัยชนะที่รอมานานหลายปี ฮัสซานออกไปตามเก็บว่าวสีน้ำเงินให้อาเมียร์ตามลำพัง เป็นโอกาสที่อัสเซฟและพวกติดตามล่าไปล้างแค้น อาเมียร์เฉลียวใจเมื่อรู้ว่าฮัสซานหายไปนาน จึงกลับไปตามหาเขา และแล้วก็พบกับเหตุการณ์ที่จะตามหลอกหลอนเขาไปอีกหลายสิบปี อัสเซฟและพวกรุมข่มขืนฮัสซานอย่างโหดร้ายขณะที่อาเมียร์ยืนหลบซุ่มอยู่ในมุมที่ปลอดภัย แทนที่เขาจะวิ่งไปช่วยฮัสซาน หรือตะโกนขอความช่วยเหลือ อาเมียร์เลือกที่จะถอยหลังกลับและวิ่งออกไปจากที่เกิดเหตุ

คืนนั้นฮัสซานกลับมาพร้อมกับว่าวสีน้ำเงินด้วยร่างกายที่บอบช้ำ อาเมียร์รู้อยู่เต็มอกว่าว่าวตัวนั้นเขาได้มาก็เพราะฮัสซานปฏิเสธที่จะมอบว่าวให้กับอัสเซฟเพื่อแลกกับความปลอดภัยของเขา ฮัสซานยอมพลีกายเพื่อนำว่าวตัวนั้นกลับมาให้อาเมียร์ อาเมียร์รู้สึกผิดมากขึ้นเมื่อสบตากับฮัสซานและรู้ว่าฮัสซานเห็นเขาแอบซุ่มอยู่หลังตึกขณะที่เขาถูกรุมทำร้าย ฮัสซานเห็นเขาแต่ไม่ร้องขอความช่วยเหลือจากเขาเลย

นับแต่วันนั้นอาเมียร์ไม่มีความสุขเลยที่เห็นฮัสซาน ยิ่งฮัสซานปฏิบัติต่อเขาอย่างสุภาพอ่อนน้อมราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย เขาก็ยิ่งเจ็บปวดที่ทรยศฮัสซาน ยิ่งเจ็บปวดมากเท่าไรเขาก็ยิ่งอยากกำจัดฮัสซานออกไปจากบ้าน แล้ววันหนึ่งเขาก็บอกพ่อว่า นาฬิกาและเงินของเขาหายไป ไม่นานก็พบว่าสิ่งของทั้งหมดนั้นซ่อนอยู่ใต้ฟูกนอนของฮัสซาน เมื่อพ่อของอาเมียร์ซักถามฮัสซาน แทนที่จะปฏิเสธ ฮัสซานกลับยอมรับว่าเป็นคนขโมยไป ไม่มีใครเชื่อว่าฮัสซานทำเช่นนั้น แต่นี่เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ฮัสซานได้พิสูจน์ถึงความภักดีต่ออาเมียร์ และเป็นครั้งสุดท้ายเพราะไม่กี่วันต่อมาทั้งฮัสซานและพ่อก็ขอกลับบ้าน แม้จะถูกทัดทานจากพ่อของอาเมียร์ก็ตาม

อาเมียร์ดีใจที่ฮัสซานเดินออกไปจากชีวิตของเขาเสียที ต่อไปนี้ไม่มีใครที่จะเตือนใจให้เขารู้สึกผิดที่ได้ทรยศเพื่อน ไม่มีใครที่จะเปิดเผยความลับของเขาให้โลกรู้ เขายังเป็นคนดีของพ่ออยู่ต่อไป แต่นั่นเป็นความเข้าใจผิด เพราะความรู้สึกผิดยังหลอกหลอนเขาอยู่ต่อไปอีกหลายสิบปี มีทางเดียวเท่านั้นที่ความรู้สึกผิดจะเลือนหายไป นั่นคือการกลับไปแก้ตัวด้วยการทำความดีทดแทนความผิดพลาดในอดีต

เรื่องขออาเมียร์และฮัสซานมิใช่เป็นแค่เรื่องราวของเด็กสองคนในอัฟกานิสถาน แต่เป็นเรื่องของเราทุกคน ใช่หรือไม่ว่าบางครั้งเราทำร้ายคนใกล้ชิดเพียงเพราะทนความรู้สึกผิดไม่ได้ ลึก ๆ เราอยากเป็นคนดีด้วยกันทั้งนั้น แต่ความรู้สึกผิดกลับทำให้เรารู้สึกไม่ดีกับตัวเอง แทนที่เราจะบรรเทาความรู้สึกผิดด้วยการหันมาแก้ไขตัวเอง บ่อยครั้งเราเลือกที่จะไปจัดการกับคนอื่นซึ่งมิใช่ใครอื่น แต่เป็นคนที่เราเคยทำผิดกับเขามาแล้ว เราต้องการให้เขาพ้นไปจากสายตาหรือชีวิตของเรา เพื่อเราจะได้รู้สึกดีขึ้นกับตัวเอง แต่ยิ่งแก้ปัญหาผิดจุด ความผิดพลาดก็ยิ่งพอกพูนจนส่งผลยาวไกลต่อชีวิต เช่นทำให้ชีวิตตกต่ำลง หรือก่อผลร้ายต่อผู้อื่นต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ ทั้ง ๆ ที่บางครั้งเพียงแค่สารภาพผิดหรือขอโทษ ก็ทำให้ความรู้สึกผิดนั้นเปลื้องออกไปจากใจได้ไม่น้อย

ความรู้สึกผิดบางครั้งถึงขั้นก่อให้เกิดอาชญากรรมได้ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ชาวยิวในยุโรปได้ตกเป็นเหยื่อของระบอบนาซี มิใช่แต่ชาวเยอรมันเท่านั้นที่ร่วมมือในการกวาดล้างชาวยิว ชาวยุโรปในหลายประเทศก็ให้ความร่วมมือด้วยโดยเฉพาะประเทศที่รัฐบาลนาซีเข้าไปยึดครอง หนึ่งในนั้นคือโปแลนด์ อันเป็นที่ตั้งของค่ายกักกันนาซีที่มีชื่อเสียงก้องโลก อาทิ เอาชวิตช์ เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองยุติ ชาวยิวที่เคยถูกกักกันได้กลับไปยังบ้านเกิดเมืองนอน แต่สิ่งที่ได้พบก็คือการถูกทำร้ายอย่างทารุณจากชาวโปลิช หลายคนถูกทุบตี จำนวนไม่น้อยถูกสังหาร บางครั้งถึงกับถูกฆ่าหมู่เป็นเรือนร้อย แม้แต่เด็กก็ไม่ละเว้น จนชาวยิวต้องอพยพหนีจากโปแลนด์ในชั่วเวลาไม่นาน คำถามก็คือ เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นได้อย่างไร ชาวโปลิชมีจิตใจกระด้างหรืออย่างไรจึงไม่รู้สึกเห็นใจชาวยิวที่ถูกล้างผลาญจนเกือบสิ้นเผ่าพันธุ์ ทำไมจึงซ้ำเติมพวกเขาเช่นนั้น ?

ความรังเกียจชาวยิวที่ฝังลึกมานานในสำนึกของชาวโปลิชเป็นคำตอบหนึ่ง แต่เหตุผลมีมากกว่านั้น ตรงข้ามกับภาพที่ปรากฏ ชาวโปลิชหาได้มีจิตใจแข็งกระด้างไม่ เขามีความรู้ผิดรู้ชอบเยี่ยงเรา ๆ ท่าน ๆ และเพราะเหตุนั้นจึงรู้สึกผิดอย่างมากที่ได้มีส่วนในการร่วมมือกับนาซีก่ออาชญากรรมกับชาวยิวในสงครามโลกครั้งที่สอง ดังนั้นเพียงแค่ได้เห็นชาวยิวเหล่านั้นกลับมาจากค่ายนรกในสภาพที่น่าสังเวช ได้สบตากับคนที่เคยถูกเขากลั่นแกล้ง ทุบตี ปล้นสะดม หรือลากตัวให้นาซี เท่านี้ก็มากเกินกว่าที่เขาจะทนทานได้ ด้วยเหตุนี้จึงพยายามทุกวิถีทางที่จะขจัดคนเหล่านั้นให้ออกไปจากชีวิตของเขา เพื่อความรู้สึกผิดจะได้ไม่มารบกวนจิตใจอีกต่อไป

น่าแปลกไหมว่า เป็นเพราะไปทำร้ายเขาจึงเกิดรู้สึกผิดขึ้นมา และยิ่งรู้สึกผิดมากเท่าไร ก็ยิ่งอยากทำร้ายและผลักไสเขาออกไปไกล ๆ ด้วยความหวังว่าความรู้สึกผิดจะลดลง ผลก็คือ ถลำเข้าไปในวัฏฏะแห่งความชั่วร้ายมากขึ้น ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพียงเพราะไม่ได้คิดจะแก้ไขที่ตัวเอง แต่มุ่งไปจัดการกับคนอื่น ในเมื่อความรู้สึกผิดนั้นเกิดจากการกระทำที่ไม่ถูกต้องของตน ก็ต้องบรรเทาด้วยการหันมาทำสิ่งที่ถูกต้อง อย่างน้อยเริ่มต้นจากการยอมรับผิดและขอโทษ

ความรู้สึกผิดเป็นผลผลิตของมโนธรรม เพื่อกระตุ้นเตือนให้เราทำสิ่งที่ถูกต้อง แต่หากเราไม่ระวัง มันอาจกลายเป็นตัวผลักดันให้เราทำสิ่งผิดมากขึ้น เพราะความรู้สึกผิดนั้นสามารถทิ่มแทงอัตตาจนอยู่เฉยไม่ได้ อัตตานั้นต้องการอวดตัวว่า “ฉันเก่ง” “ฉันดี และดีกว่าคนอื่น” (พุทธศาสนาเรียกกิเลสแบบนี้ว่า “มานะ”) แต่ความรู้สึกผิดนั้นกลับเป็นตัวตอกย้ำในทางตรงกันข้าม อัตตานั้นทนไม่ได้ที่จะยอมรับว่า “ฉันผิด” “ฉันพลาด” “ฉันยังมีกิเลสอยู่” ดังนั้นมันจึงพยายามที่จะกลบเกลื่อนความผิดพลาดดังกล่าว ด้วยการหาเหตุผลสารพัดมาเป็นข้ออ้าง หรือไม่ก็โทษคนอื่น หรือถึงขั้นจัดการกับคนที่เป็นภาพสะท้อนหรือบ่งฟ้องความผิดดังกล่าว ทั้ง ๆ ที่เขาไม่ได้ต่อว่าเรา กล่าวหาเรา แต่เพียงเขาปรากฏตัวให้เราเห็น ก็มากพอแล้วที่ความรู้สึกผิดจะถูกปลุกขึ้นมาทิ่มแทงอัตตา จนอัตตาต้องทำอะไรสักอย่าง แม้ว่านั่นจะเป็นสิ่งเลวร้ายก็ตาม และหากเรายอมอยู่ใต้อำนาจของมันเมื่อไร ชีวิตของเราก็พร้อมตกต่ำลงเมื่อนั้น

ความรู้สึกผิดก่อให้ความรู้สึกทุกข์ขึ้นมา เพราะมันไม่เพียงส่งผลกระเทือนต่อมโนธรรมเท่านั้น แต่ก็ยังกระทบกระแทกอัตตาอย่างจัง จุดหักเหที่สำคัญอยู่ตรงนี้ ว่าเราจะยอมเชื่อฟังมโนธรรมเพื่อหันกลับมาทำสิ่งที่ถูกต้อง หรือว่ายอมเชื่อฟังอัตตาและพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อกลบเกลื่อนความผิด หรือเพื่ออัตตาจะได้รู้สึกดีกับตัวเอง แม้นั่นจะหมายถึงการทำร้ายผู้อื่นก็ตาม คนจำนวนไม่น้อยเลือกทำอย่างหลังโดยไม่รู้ตัว ดังนั้นจึงอดไม่ได้ที่จะต้องทำความผิดซ้ำสอง

แต่หากเรามีสติเท่าทันอุบายของอัตตา อัตตาย่อมชักนำให้เราทำผิดพลาดได้ยาก แม้จะมีความทุกข์เกิดขึ้นเพราะเสียหน้าหรือรู้สึกไม่ดีกับตัวเอง แต่ก็รู้ดีว่าเป็นอัตตาต่างหากที่ทุกข์ ไม่ใช่ใจเราทุกข์ แทนที่จะทุกข์ร้อนไปกับอัตตา เรากลับยินดีด้วยซ้ำเพราะมันสมควรได้รับบทเรียนเสียบ้าง จะได้ไม่ยกหูชูหางอยู่ร่ำไป อัตตาหากไม่ถูกทรมานเสียบ้างมันจะเหิมเกริมครอบงำจิตใจเราไม่หยุดหย่อน เมื่อรู้เท่าทันอัตตา เราย่อมไม่ลังเลที่จะสารภาพผิด กล่าวคำขอโทษ หรือแก้ไขสิ่งผิดให้เป็นถูก แม้อัตตาจะทัดทานเพียงใดก็ตาม เราไม่รู้สึกเสียหน้าที่จะทำเช่นนั้น เพราะเป็นอัตตาต่างหากที่เสียหน้า ไม่ใช่เรา และสมควรแล้วที่มันจะรู้สึกเสียหน้า จะได้ไม่คุยโวโอ้อวดอีกต่อไป อัตตาที่ถูกสยบจนสงบเสงี่ยมต่างหากที่จะทำให้ชีวิตของเราเป็นอิสระและโปร่งเบา

ความรู้สึกผิด หากใช้ให้เป็นหรือเกี่ยวข้องอย่างถูกต้อง สามารถขับเคลื่อนชีวิตของเราไปในทางที่ดีงามและเป็นสูขได้ แต่หากใช้ไม่เป็น หรือปล่อยให้อัตตาเข้ามาบงการ ชีวิตก็เป็นอันตรายอย่างยิ่ง หากเราไม่เผลอไปทำร้ายคนอื่นเพื่อรักษาหน้าของอัตตาเอาไว้ ก็อาจทำร้ายตัวเองเพราะทนความรู้สึกผิดไม่ไหว ดังเป็นข่าวไม่เว้นแต่ละวัน

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved