หน้ารวมบทความ
   บทความ > นิตยสารสารคดี > ของดีที่ถูกมองข้าม
กลับหน้าแรก

นิตยสารสารคดี : ฉบับที่ 268 :: มิถุนายน ๕๐ ปีที่ ๒๓
คอลัมน์รับอรุณ : ของดีที่ถูกมองข้าม
พระไพศาล วิสาโล

 

“ผมไม่มีเงินผ่อนบ้านแล้วพี่ เขากำลังจะยึดบ้านผม” ชายผู้หนึ่งเปรยขึ้นมา

“ก็ดีนะ เราจะได้ไม่มีภาระต้องผ่อนบ้านอีก” ชายคนที่สองให้กำลังใจ

ชายคนแรกไม่ใช่ใครที่ไหน คือ “เท่ง” ดาวตลกนั่นเอง ส่วนคนที่สองถึงไม่บอกก็พอจะเดาได้ว่าคือ “หม่ำ จ๊กมก” แต่บทสนทนาข้างต้นมิใช่มุกตลกบนเวที หากเป็นเรื่องจริงที่กำลังสร้างความหนักใจให้แก่คน ๆ หนึ่ง

การถูกยึดบ้านนั้นไม่ใช่เรื่องดีแน่ แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายไปเสียหมด อย่างน้อยก็ยังมีข้อดีอยู่อย่างหนึ่งคือ ทำให้ไม่ต้องปวดหัวกับการหาเงินมาผ่อนบ้านอีก สำหรับคนที่ต้องวิ่งวุ่นเพื่อหมุนเงินมาผ่อนบ้านทุกเดือน ใช่หรือไม่ว่า การหมดภาระในเรื่องนี้ช่วยให้จิตใจสบายขึ้นอีกเยอะ จะว่าไปการถูกยึดบ้านอาจเป็นสิ่งเตือนใจว่า เราทำสิ่งที่เกินกำลัง หรือซื้อบ้านแพงเกินตัว ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่จะต้องกลับมาทำในสิ่งที่พอดีกับชีวิตหรือรายได้ที่มี ใครจะไปรู้ การกลับมาเริ่มต้นใหม่ อาจทำให้เส้นทางชีวิตราบรื่นขึ้นกว่าเดิมก็ได้ ถึงตอนนั้นเราอาจรู้สึกโชคดีด้วยซ้ำที่บ้านถูกยึด เหมือนกับที่หลายคนรู้สึกโชคดีที่เป็นมะเร็ง เพราะทำให้ชีวิตกลับมาเดินทางสายกลาง และค้นพบความสุขที่ไม่เคยประสบมาก่อน

ปัญหาทั้งหลายที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะร้ายแรงเพียงใด ย่อมมีส่วนดีอยู่บ้างไม่มากก็น้อย คำถามก็คือ เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นกับเราแล้ว เราจะเอาแต่คร่ำครวญ กลุ้มใจ หมดอาลัยหรือจมจ่อมอยู่กับสิ่งร้าย ๆ จนไม่เป็นอันทำอะไร หรือในทางตรงข้าม เราควรมองหาส่วนดีเพื่อเอามาใช้ให้เกิดประโยชน์ อย่างน้อยก็เพื่อฉุดใจให้พ้นจากความทุกข์หรือความน้อยเนื้อต่ำใจในโชคชะตา

ความเจ็บป่วยทำให้เราไม่อาจดำเนินชีวิตได้ตามปกติก็จริง แต่ในเวลาเดียวกันก็เปิดโอกาสให้เราได้ทำสิ่งที่ไม่ค่อยได้ทำในเวลาปกติ (เพราะถูกงานการแย่งเวลาไป)เช่น พักผ่อน อ่านหนังสือธรรมะ ทำสมาธิภาวนา รวมทั้งมีเวลาอยู่กับครอบครัวมากขึ้น มีเด็กอายุ ๑๒ คนหนึ่ง เป็นมะเร็งจนต้องเข้าโรงพยาบาล เธอบอกว่านั่นเป็นช่วงที่เธอมีความสุขที่สุด เพราะได้อยู่ใกล้ชิดกับพ่อแม่ หากเธอไม่ป่วย พ่อแม่ลูกก็คงมีเวลาอยู่ด้วยกันน้อยมาก เพราะลูกต้องไปเรียน ส่วนพ่อแม่ก็ต้องไปทำงานแต่เช้าตามวิสัยคนกรุงเทพ ฯ

ใจที่มองเห็นข้อดีที่แฝงตัวมากับปัญหา ย่อมมีความทุกข์น้อยกว่าใจที่เห็นแต่สิ่งเลวร้ายหรือข้อเสีย การเห็นข้อดีเหล่านั้นย่อมทำให้ใจเป็นกุศล ไม่หม่นหมอง หรือหัวเสีย นอกจากจะทำให้มีกำลังใจที่จะเผชิญกับปัญหาต่อไปแล้ว หากรู้จักนำข้อดีนั้นมาขยายผลให้เกิดประโยชน์ ย่อมส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีในตัวเองด้วย

ไม่มีนักขับขี่ยวดยานคนใดชอบสัญญาณไฟแดง แต่ไฟแดงเป็นส่วนหนึ่งของการสัญจรในเมือง ดังนั้นเมื่อเจอไฟแดง ควรหรือที่จะปล่อยใจให้หงุดหงิดกับมัน จะไม่ดีกว่าหรือหากพยายามหาประโยชน์จากมัน บางคนใช้สัญญาณไฟแดงเป็นสิ่งเตือนใจให้หยุดฟุ้งซ่าน เพื่อหันกลับมาดูจิตของตน หรือใช้โอกาสนั้นฝึกสมาธิด้วยการตามลมหายใจเข้าและออก โดยถือว่านอกจากรถจะหยุดนิ่งแล้ว ใจก็ควรนิ่งด้วย วิธีนี้ทำให้ไฟแดงไม่สามารถก่อความทุกข์แก่เขาได้อีกต่อไป กลับกลายเป็นของดีสำหรับชีวิตจิตใจของเขาด้วยซ้ำ

อุปสรรคหรือความไม่สมหวังก็เช่นกัน มีข้อดีที่เป็นประโยชน์แก่เราอย่างมากมาย เช่น ฝึกใจให้อดทน มีภูมิต้านทานต่อความล้มเหลวได้มากขึ้น ขณะเดียวกันก็ให้บทเรียนที่เพิ่มพูนสติปัญญาแก่เรา อย่างน้อยก็ทำให้รู้ว่า อะไรที่ไม่ควรทำ อะไรที่พึงหลีกเลี่ยง ออสวอลด์ อาเวรี่ นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกัน เคยกล่าวว่า “เวลาหกล้ม (ก่อนจะลุก) ต้องเก็บอะไรขึ้นมาสักอย่าง” คนส่วนใหญ่เมื่อหกล้มแล้ว มักลุกขึ้นมามือเปล่า ไม่มีอะไรติดไม้ติดมือขึ้นมาด้วยเลย แต่อาเวรี่ไม่ยอมเสียโอกาสอันงามเช่นนั้น ความล้มเหลวแต่ละครั้งเป็นประโยชน์ต่อเขาเสมอ ดังนั้นเขาจึงไม่เคยผิดหวังกับความล้มเหลวตลอด ๒๐ ปีของการค้นคว้า และนั่นคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้เขาค้นพบความจริงอันสำคัญยิ่งของชีววิทยายุคใหม่ ได้แก่ ความจริงที่ว่าสารพันธุกรรมคือดีเอนเอ หาใช่โปรตีนอย่างที่เคยเข้าใจไม่

เมื่อใดก็ตามที่สามารถมองเห็นข้อดีของอุปสรรคหรือความล้มเหลว ก็ไม่ยากที่เราจะมองเห็นความดีของคนที่สร้างอุปสรรคให้แก่เรา หรือทำให้งานของเราล้มเหลว ถึงตอนนั้นเราก็จะเกลียดเขาน้อยลง และอาจขอบคุณเขาด้วยซ้ำ คล็อด โทมัส เป็นทหารผ่านศึกสมัยสงครามเวียดนาม ต่อมาได้บวชเป็นพระเซน และได้อุทิศตนให้แก่การสร้างสันติภาพ คราวหนึ่งได้เดินเท้าจาริกข้ามอเมริกา จากนิวยอร์กไปแคลิฟอร์เนีย เป็นระยะทางหลายพันกิโลเมตร เพื่อรณรงค์สันติภาพ ในการจาริกดังกล่าว ซึ่งกินเวลานานถึง ๕ เดือน ท่านได้บำเพ็ญภิกขาจารเป็นวัตร กล่าวคือไม่พกเงิน แต่จะขออาหารและที่พักจากผู้มีจิตศรัทธาตามรายทาง

สหรัฐอเมริกานั้น มีวัดพุทธน้อยมาก ดังนั้นส่วนใหญ่ท่านจะไปขออาหารและที่พักตามโบสถ์คริสต์ บ่อยครั้งท่านถูกปฏิเสธ หลายคนพูดตรง ๆ ว่า “คุณเป็นพุทธ เราไม่ช่วยคุณหรอก” แม้จะถูกบอกปัดจากผู้ที่อ้างตัวว่าเคร่งศาสนา แต่แทนที่ท่านจะแสดงอาการขุ่นเคือง ท่านกลับนิ่งสงบ พนมมือขึ้น และค้อมตัวแสดงความเคารพ ก่อนที่จะเดินทางต่อไป

ธรรมดาเมื่อถูกใครปฏิเสธซึ่งหน้า เราย่อมโกรธ และรู้สึกเสียหน้าอย่างแรง ตามมาด้วยความเกลียดชังคนผู้นั้น แต่ท่านคล็อดกลับมองว่านี้เป็นโอกาสดีที่จะได้ฝึกตนและรู้จักตัวเองมากขึ้น เพราะจะได้เห็นอารมณ์อกุศลผุดขึ้นมา และเรียนรู้ที่จะปล่อยวาง ไม่จมเข้าไปในอารมณ์นั้น ในสายตาของท่าน บุคคลเหล่านี้ช่วยให้ท่านได้เห็นและประสบสัมผัสกับสิ่งที่ขัดขวางปิดบังมิให้ท่านเข้าถึง “สภาวะตื่นรู้” ด้วยเหตุนี้บุคคลเหล่านั้นจึงเปรียบเสมือนครูของท่าน ที่ท่านสมควรจะแสดงความขอบคุณ

คนที่ตำหนิเราหรือมุ่งร้ายต่อเรา มองให้ดี ๆ จะพบว่า การกระทำของเขาก็มีส่วนดีหรือมีคุณประโยชน์ต่อเราไม่น้อย แต่เราจะมองข้อดีนั้นไม่เห็นเลย หากจิตใจของเราจมอยู่กับความผิดหวังและเสียหน้า หรือถูกครอบงำด้วยความโกรธเกลียดเคียดแค้น ใช่หรือไม่ว่าการปล่อยใจให้ตกอยู่ในอารมณ์เช่นนั้น มีแต่จะฉุดใจเราให้ต่ำลง นึกคิดในทางอกุศล ในทางตรงข้ามการมองเห็นข้อดีจากการกระทำของเขา ช่วยยกจิตของเราให้สูงขึ้น น้อมใจไปในทางกุศล และเป็นสุข

ยิ่งเราเห็นคุณค่าของการฝึกฝนตนมากเท่าไร เราจะเห็นคุณค่าของอมิตรและผู้ที่มุ่งร้ายต่อเรา เพราะเขาคือครูที่คอยเคี่ยวเข็ญให้เรามีสติรู้ทันความโกรธเกลียดที่ผุดขึ้นมา และต้องฝึกใจให้มีปัญญาเอาชนะอารมณ์เหล่านั้นให้ได้ หากเราเหยาะแหยะในการฝึกฝนตน เราเองนั่นแหละจะเป็นทุกข์ ใช่หรือไม่ว่า หากเราสุขสบายดีแล้ว ย่อมไม่สนใจที่จะทำอะไรทั้งสิ้น ต่อเมื่อมีทุกข์ จึงค่อยขยับตัวเพื่อเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ และถ้าเปลี่ยนแปลงสิ่งรอบตัวไม่ได้ ก็จำต้องหันมาเปลี่ยนตนเอง และการเปลี่ยนแปลงตัวเองที่สำคัญที่สุดก็คือทำตัวตนให้เบาบาง หรือปล่อยวางจากความยึดถือในตัวตน

ใช่หรือไม่ว่าความทุกข์ทั้งหลาย เกิดจากความยึดติดถือมั่นในตัวตน หรือยึดสิ่งต่าง ๆ มาหล่อเลี้ยงอัตตาจนพองโต ทุกครั้งที่ทุกข์เพราะถูกคนตำหนิหรือวิจารณ์ นั่นแสดงว่าเรากำลังปล่อยให้อัตตาพองโตจนอะไรมากระทบก็ไม่ได้ ไม่ต่างจากลูกโป่งที่กลัวแม้แต่ยอดหญ้าหรือเศษฟางจะมาแตะต้อง ถ้าจับสัญญาณเช่นนี้ได้ คำตำหนิหรือคำวิจารณ์ กลับจะเป็นประโยชน์ เพราะช่วยเตือนใจให้เราเลิกพะนออัตตา หันมาทำตัวตนให้เบาบางลง ด้วยการไม่ยึดอะไรต่ออะไรมาเป็นของเรา รวมทั้งไม่ยึดเอาความขุ่นเคืองใจมาเป็น “ตัวกู ของกู”ด้วย

เวลาเสียหน้า ลองปล่อยให้ความเสียหน้าล่องลอยอ้อยอิ่งอยู่ในใจดูบ้าง อย่าไปยึดมาเป็นตัวเราของเราอย่างที่เคยทำ หรือจะปล่อยให้เป็นเรื่องของอัตตาไปก็ได้ มันจะเสียหน้าอย่างไร ฉันไม่เกี่ยว เวลาเสียใจเพราะผิดหวัง ก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของอัตตาที่ชอบวาดหวังลม ๆ แล้ง ๆ มันจะเสียใจอย่างไร ก็อย่าเผลอไปเหมาเอาความเสียใจนั้นมาเป็นของฉันไปด้วย

ทุกครั้งที่ประสบกับปัญหาและความทุกข์ พึงระลึกว่าโอกาสมาถึงแล้วที่เราจะได้ฝึกฝนการปล่อยวางดังกล่าว หากเราละเลยการฝึกฝนดังกล่าวก็มีแต่จะทุกข์มากขึ้น แต่ในเวลาเดียวกัน ยิ่งทุกข์มากเท่าไร ก็ยิ่งมีแรงกดดันให้สลัดความทุกข์ออกไปจากใจมากเท่านั้น และหากสลัดเป็น ก็ย่อมรู้ว่าการสลัดความยึดถือในตัวตนออกไปได้อย่างสิ้นเชิงนั้นเป็นดีที่สุด

เอ็คคาร์ท ทอลเล เป็น “คุรุ”ทางจิตวิญญาณที่ได้รับการยกย่องนับถือมากที่สุดผู้หนึ่งในโลกตะวันตกขณะนี้ คำสอนของเขาเน้นเรื่องการอยู่กับปัจจุบัน “พลังแห่งปัจจุบันขณะ” คือชื่อหนังสือเล่มแรกของเขาที่ได้รับความนิยมอย่างสูง ภูมิหลังของเขาไม่ต่างจากคนเยอรมันทั่วไป คือไม่สนใจเรื่องศาสนาหรือสมาธิภาวนา จึงประสบกับความทุกข์ใจอยู่บ่อยครั้ง จุดเปลี่ยนในชีวิตของเขาเกิดขึ้นในคืนหนึ่ง เขาตื่นขึ้นมากลางดึกด้วยความรู้สึกแปลกแยก สับสน ชิงชัง และเป็นทุกข์อย่างยิ่ง เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่ามาก่อน แต่คืนนั้นรุนแรงมากจนเขาไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

“ฉันทนอยู่กับตัวเองต่อไปไม่ได้แล้ว” ความคิดเช่นนี้ผุดขึ้นมาไม่รู้จบ และแล้วเขาก็ได้คิดขึ้นมาว่านี่เป็นความคิดที่แปลกอย่างยิ่ง “ฉันมีหนึ่งหรือสอง ? ถ้าฉันอยู่กับตัวเองไม่ได้ ก็แสดงว่าฉันมีสอง นั่นคือ “ฉัน” กับ “ตัวตน”ที่ “ฉัน”ทนอยู่ด้วยไม่ได้” “หรือว่ามีเพียงหนึ่งเดียวนั้นที่จริง” ทันใดนั้นเองจิตของเขาก็นิ่งสงบ มีแต่ความรู้ตัวทั่วพร้อม ไม่มีความคิดหรือความรู้สึกใด ๆ ผุดขึ้นมาอีก นับแต่คืนนั้นชีวิตของเขาก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง มีความนิ่งสงบอย่างไม่เคยรู้สึกมาก่อน จวบจนทุกวันนี้

เป็นเวลาหลายปีกว่าเขาจะอธิบายได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา ความทุกข์ที่ถาโถมท่วมทับในคืนนั้น แม้จะทำให้เขาแทบจะทนไม่ไหว แต่ในอีกด้านหนึ่งก็กดดันให้จิตใจของเขาต้องถอนตัวออกจากความยึดติดในตัวตนที่กำลังทุกข์ทรมานอย่างแรงกล้า เขาได้ตระหนักว่าตัวตนที่ทุกข์ทรมานนั้นไม่ใช่ “เขา” แต่เนื่องจากไปยึดติดกับตัวตนนั้น เขาจึงทุกข์ไปด้วย เมื่อปล่อยวางจากตัวตน ดังกล่าว (ซึ่งนอกจากจะทุกข์แล้ว ยังเป็นสิ่งที่จิตปรุงแต่งขึ้นมาเอง) เขาจึงเป็นอิสระและมีความสุขอย่างไม่เคยประสบมาก่อน ประสบการณ์ครั้งนั้นทำให้เขาสรุปอย่างสั้น ๆ ว่า “ความคิดของคุณหาใช่คุณไม่” (You are not Your Mind)

หากเขาไม่ประสบกับความทุกข์แสนสาหัส ก็คงไม่พบกับหนทางออกจากทุกข์ได้เลย ความทุกข์จึงมิใช่สิ่งเลวร้ายไปเสียหมด หากมีข้อดีหลายอย่าง หนึ่งในข้อดีเหล่านั้นซึ่งสำคัญที่สุดก็คือ การเปิดเผยให้เห็นสาเหตุแห่งทุกข์ เพียงรู้เท่านั้นกุญแจแห่งการออกจากทุกข์ก็อยู่ในมือแล้ว

พระอรหันต์นับแต่สมัยพุทธกาลเป็นต้นมา หลายท่านประสบกับความทุกข์แสนสาหัสทั้งทางกายและใจ แต่ความทุกข์เหล่านั้นเองที่สอนสัจธรรมอันลึกซึ้งแก่ท่าน จนท่านเหล่านั้นประจักษ์แจ้งว่าสังขารทั้งปวงนั้นยึดถือไม่ได้และไม่น่ายึดถือ จิตจึงปล่อยวางอย่างสิ้นเชิง และลุถึงอิสรภาพขั้นสูงสุด ชนิดที่ความทุกข์ไม่อาจครอบงำได้อีกต่อไป

ยาพิษเช่นสารหนูนั้น สามารถเป็นยารักษาโรคติดเชื้อได้ ส่วนไนโตรกลีเซอรีน ซึ่งใช้ทำวัตถุระเบิด ก็เป็นสารที่ช่วยลดการตายจากโรคหัวใจได้ ฉันใดก็ฉันนั้น ปัญหาและความทุกข์ทั้งปวง หาได้บั่นทอนจิตใจสถานเดียวไม่ แต่ยังมีคุณประโยชน์ต่อชีวิตและจิตใจด้วย

คำถามก็คือเรามองเห็นหรือรู้จักใช้มันหรือไม่?

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved