หน้ารวมบทความ
   บทความ > นิตยสารสารคดี > ปลดเปลื้อง
กลับหน้าแรก

นิตยสารสารคดี : ฉบับที่ 264 :: กุมภาพันธ์ ๕๐ ปีที่ ๒๒
คอลัมน์ริมธาร : ปลดเปลื้อง
รินใจ

 

“ซาโตมิ” เป็นอีกผู้หนึ่งซึ่งประสบภัยจากใบดินไหวที่เมืองโกเบเมื่อ ๑๐ กว่าปีก่อน เธอไม่เพียงสูญเสียบ้านและทรัพย์สินจนสิ้นเนื้อประดาตัวเท่านั้น หากยังสูญเสียสามีและลูกซึ่งกำลังมีอนาคต ทั้งหลายทั้งปวงที่เธอเคยมีพลันพินาศสิ้นไปในชั่วพริบตา

แม้เธอจะรอดชีวิตมาได้ และฟื้นตัวขึ้นมาใหม่ แต่ความสูญเสียครั้งนั้นกดถ่วงหน่วงทับจิตใจของเธอจนมิอาจเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้ วันแล้ววันเล่าที่เธอหวนนึกถึงบ้านที่เคยอยู่ ข้าวของที่เคยผูกพัน ที่สำคัญก็คือสามีและลูกที่เคยอยู่ร่วมกัน เธอรู้ดีว่าทั้งหมดนั้นเป็นอดีตไปแล้ว แต่ก็มิอาจตัดใจได้ เธอพยายามลืมแต่ก็ไม่สำเร็จ เป็นเวลาแรมปีที่เธอจมอยู่ในความทุกข์

แล้ววันหนึ่งมีเพื่อนแนะให้เธอไปวัดแห่งหนึ่งในเมืองเกียวโต ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากโกเบ วัดนี้ตั้งอยู่บนภูเขา บริเวณหน้าผาเป็นที่ที่ผู้คนนิยมไปทำพิธีเปลื้องเคราะห์สะเดาะทุกข์ วิธีการก็คือเขียนความทุกข์หรือปัญหาที่กำลังประสบลงในจานดินเผา แล้วเหวี่ยงลงไปที่หุบเหว ซาโตมิรู้ดีว่าเธอไม่มีสิ่งเลวร้ายใด ๆ มาคุกคาม ปัญหาของเธออยู่ที่การติดยึดกับสิ่งดี ๆ ที่สูญไปแล้ว แต่เธอก็เห็นว่าน่าลองทำตามคำแนะนำของเพื่อน

เมื่อเธอไปถึงหน้าผาของวัดแห่งนั้น เธอเริ่มต้นด้วยการเขียนคำว่า “บ้าน” “แหวนเพชร” “รถยนต์” “เงิน” ฯลฯ ลงไปในจานดินเผาแต่ละใบ จากนั้นก็หยิบจานแต่ละใบขึ้นมา แล้วพูดกับจานว่า “ขอบใจที่อยู่กับฉันมา ตอนนี้เจ้าไปได้แล้ว ฉันก็จะได้เป็นอิสระเสียที” จากนั้นก็เหวี่ยงลงไปจากหน้าผา เมื่อจัดการกับทรัพย์สินทั้งปวงแล้ว ก็ถึงคราวของผู้เป็นที่รัก เธอเขียนชื่อของสามีและลูกลงไปในจานแต่ละใบ แล้วหยิบขึ้นมาพร้อมกับพูดว่า “ขอบคุณที่อยู่ร่วมกันมา บัดนี้เธอเป็นอิสระแล้ว ฉันก็เป็นอิสระเช่นกัน” แล้วเธอก็เหวี่ยงลงไปในหุบเหวทีละใบ

นับแต่วันนั้นเป็นต้นมา เธอรู้สึกโปร่งโล่งเป็นอิสระ ไม่รู้สึกทุกข์อีกต่อไป เธอยังนึกถึงสามีและลูกอยู่ แต่ไม่อาลัยอาวรณ์เหมือนก่อน อดีตที่กดถ่วงเธอไว้ถูกปลดเปลื้องจนหมดสิ้น บัดนี้เธอสามารถก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างเป็นสุขและมีความหวัง

ความพลัดพรากสูญเสียเป็นธรรมดาของชีวิต นั่นไม่เป็นปัญหาตราบเท่าที่ความพลัดพรากสูญเสียนั้นเกิดกับสิ่งที่เราไม่ชอบ ปัญหาก็คือบ่อยครั้งสิ่งที่เราชอบก็พลอยสูญเสียพลัดพรากไปจากเราด้วย อันที่จริงแล้วความพลัดพรากสูญเสียประการหลังนั้นไม่ทำให้เราทุกข์มากเท่าไรนัก แต่สาเหตุที่คนเราทุกข์ส่วนใหญ่ก็เพราะยังยึดติดกับสิ่งเหล่านั้นอยู่ เช่น ยึดติดกับความสุขหรือความรู้สึกดี ๆ ที่ได้รับจากสิ่งเหล่านั้น รวมไปถึงความรู้สึกเป็นเจ้าของสิ่งเหล่านั้นอยู่ คือยังยึดว่าเป็น “ของกู” ทั้ง ๆ ที่สิ่งเหล่านั้นสูญหายไปจากเราหรือกลายเป็นของคนอื่นไปแล้วก็ตาม

เท่านั้นยังไม่พอ นอกจากทุกข์เพราะความยึดติดในสิ่งที่เป็นอดีตไปแล้ว เรายังมักเผลอยึดความทุกข์ดังกล่าวเอาไว้อีก คือแบกความเศร้าโศก อาลัยอาวรณ์ รวมถึง ความโกรธแค้น พยาบาท เป็นต้น อารมณ์เหล่านั้นเป็นสิ่งที่ไม่ดี ก่อโทษต่อตัวเรา แต่แล้วเรากลับยึดมันเอาไว้ไม่ยอมปล่อย จึงทุกข์ยิ่งขึ้นกว่าเดิม กลายเป็นทุกข์สองชั้น ชั้นแรกทุกข์เพราะติดยึดกับสิ่งดี ๆ ที่พลัดพรากไป ชั้นที่สองทุกข์เพราะไปยึดสิ่งไม่ดีเอาไว้ การติดยึดกับสิ่งดี ๆ (แม้จะเป็นอดีตไปแล้ว) ยังพอมีเหตุผลอยู่บ้าง อย่างน้อยมันก็ยังเคยให้ความสุขแก่เรา แต่การไปยึดกับสิ่งไม่ดีที่เป็นโทษต่อจิตใจของเรานั้น ย่อมเป็นความหลงโดยแท้

มองในแง่นี้ จะเห็นได้ว่า คนเราไม่ได้ทุกข์เพราะความพลัดพราก แต่ทุกข์เพราะความติดยึดต่างหาก ซาโตมิเองก็รู้ว่าความทุกข์ของเธอเกิดจากอะไร แต่เธอปล่อยวางไม่ได้ เพราะเผลอใจไปแบกความทุกข์เอาไว้ตลอดเวลา ภูมิคุ้มกันภายในใจเธอมีไม่มากพอ ในยามนี้เธอจึงต้องอาศัย “ตัวช่วย” ในกรณีของเธอ ตัวช่วยก็คือ “พิธีกรรม” การเหวี่ยง “บ้าน” “แหวนเพชร” “รถยนต์” ตลอดจน “สามีและลูก” ลงไปจากหน้าผา แม้จะเป็นการสลัดทิ้งในเชิงสัญลักษณ์ แต่ก็ช่วยให้เธอปลดเปลื้องออกไปจากใจได้ง่ายขึ้น ใช่หรือไม่ว่าการกระทำภายนอกนั้นสามารถส่งผลถึงภายในได้

ที่สำคัญก็คือเธอยังได้กล่าวอำลาบุคคลและสิ่งซึ่งเป็นที่รัก ความพลัดพรากที่ปราศจากการอำลา ย่อมเป็นเรื่องที่ทำใจได้ยาก ญาติมิตรที่มีโอกาสกล่าวคำอำลาผู้ตายในขณะที่เขายังมีลมหายใจอยู่ ย่อมเศร้าโศกเสียใจน้อยกว่าญาติมิตรที่ไม่มีโอกาสเช่นนั้น แต่ถึงอย่างไรก็ยังไม่สายหากจะกล่าวคำอำลาต่อเขาแม้จะจากไปแล้ว อย่างน้อยก็ช่วยปลดเปลื้องภาระออกไปจากใจของผู้ที่ยังอยู่ได้

พิธีกรรมและเทศกาลนั้น ส่วนหนึ่งมีขึ้นก็เพื่อช่วยให้ผู้คนทำใจกับความพลัดพราก หรือปลดเปลื้องความทุกข์ออกไปจากใจได้ง่ายขึ้น อาทิ งานศพ การถวายสังฆทาน แม้แต่เทศกาลปีใหม่ก็เป็นโอกาสสำหรับการอำลาอดีตและเริ่มต้นชีวิตใหม่ การรู้จักใช้พิธีกรรมที่มีอยู่ หรือการคิดค้นขึ้นใหม่ โดยอาจประยุกต์จากของเก่า ย่อมช่วยให้เราเผชิญกับความพลัดพรากสูญเสียได้ดีขึ้น

แต่ก็อย่าลืมฝึกใจให้รู้เท่าทันตัวเองอยู่เสมอ ความห่วงหาอาลัยอดีต (หรือกังวลกับอนาคต) เกิดขึ้นได้ก็เพราะเราเผลอ และเผลอหนักขึ้นเมื่อไปแบกเอาความทุกข์ไว้ที่ใจ ความรู้เท่าทันในอาการดังกล่าว จะช่วยให้เราปล่อยวางได้มากขึ้น

ในเวลาเดียวกันอย่ารอให้สูญเสียพลัดพรากก่อนจึงค่อยคิดปล่อยวาง ขณะที่คนรักหรือสิ่งเป็นที่รักยังอยู่กับเรา ก็เตือนใจไว้เสมอว่าสักวันหนึ่งก็จะต้องพลัดพรากจากกัน เพราะ “ได้” กับ “เสีย” “พบ” กับ “พราก” เป็นของคู่กัน นี้คือธรรมดาของชีวิต ถ้าทำได้เช่นนี้ล่วงหน้า เมื่อความพลัดพรากสูญเสียเกิดขึ้น เราจะเป็นทุกข์น้อยลง

ฝึกทำใจพร้อมรับความพลัดพรากสูญเสียตั้งแต่วันนี้ เป็นดีที่สุด เริ่มจากสิ่งน้อย ๆ หรือเหตุการณ์เล็ก ๆ เงินหาย ๕๐๐ บาท หรือโทรศัพท์มือถือถูกขโมย ขอให้ถือว่าเป็นสิ่งฝึกใจให้รู้จักปล่อยวาง เพราะยังมีความสูญเสียยิ่งใหญ่กว่านี้รออยู่ข้างหน้า หากทำใจกับเรื่องแค่นี้ไม่ได้ จะรับมือกับเหตุการณ์ข้างหน้าได้อย่างไร

อดีตนั้นไม่มีวันหวนกลับมา ปลดเปลื้องอดีตออกไปจากใจ คงเหลือแต่ความทรงจำเพื่อเป็นบทเรียน คือกุญแจไขสู่ชีวิตที่ปลอดโปร่งและเป็นสุข

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved