หน้ารวมบทความ
   บทความ > ธรรมยาตรา > มั่นคงบนวิถีธรรม
กลับหน้าแรก

๑๕ มั่นคงบนวิถีธรรม

ธรรมยาตราลุ่มน้ำลำปะทาวปีที่ ๑๐
วันที่ ๗ ธันวาคม ๒๕๕๒ เย็น
พระไพศาล วิสาโล

แบ่งปันบน facebook Share   

ในที่สุดพวกเราก็ดั้นด้นมาจนถึงจุดนี้ ตรงนี้เป็นจุดสูงที่สุดของเส้นทางธรรมยาตรา เราเริ่มต้นจากจุดที่ต่ำสุดของเส้นทางคือตัวเมืองชัยภูมิ แล้วเดินไต่ระดับขึ้นมาเรื่อยๆ ถ้าเราย้อนไปถึงวันแรกที่เราเริ่มเดินทาง สภาพมันแตกต่างจากตอนนี้มาก เดินบนถนนลาดยาง มีรถราขวักไขว่ เสียงดัง แดดก็ร้อน แต่ว่าตอนนี้เรามาอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ เรียกว่าอยู่ในโอบกอดของธรรมชาติก็ได้ มีภูเขา ๒ ลูกขนาบซ้ายขวา โดยมีหุบเหวคั่นกลาง เป็นสภาพธรรมชาติล้วนๆ ก็ว่าได้ ยกเว้นที่อยู่ไกลออกไป ซึ่งเราได้เห็นแสงไฟ แต่ถ้าไม่นับตรงนั้นแล้ว เรียกว่ารอบตัวเราเป็นธรรมชาติล้วนๆ เป็นบรรยากาศที่เราอาจจะไม่คุ้นเคยเท่าไหร่นัก

ไหนๆ เราก็มาถึงตรงนี้ ตลอด ๗ วันเราอาสาเป็นตัวแทนของธรรมชาติ เราพยายามที่จะกระตุ้นเตือนให้ผู้คนถนอมรัก และหวงแหนธรรมชาติ บัดนี้เราได้มาอยู่ท่ามกลางโอบกอดของธรรมชาติ อยู่ใต้ฟ้าซึ่งไม่มีอะไรขวางกั้นระหว่างเรากับดวงดาวและดวงจันทร์ อยากให้เราลองทำใจสงบสักครู่ หลังจากที่เราได้อาสาเป็นปากเสียงของธรรมชาติ ลองทำใจให้สงบ ลองฟังเสียงสายลม ใบไม้ไหว เสียงภูเขา รวมไปถึงเสียงกระซิบของดวงดาว ลองเปิดใจกว้างๆ วางจากความคิดทั้งปวง แล้วฟังด้วยใจของเรา ว่าธรรมชาติที่อยู่รอบตัวเรา และอยู่เบื้องบนเรา เขากำลังบอกอะไรเรา ลองใช้ความสงบในโอกาสนี้สักครู่หนึ่ง (...ทำความสงบ...)

ถ้าเราไม่ได้ยินเสียงของธรรมชาติก็ไม่เป็นไร แต่เราว่าควรเปิดใจรับฟังเสียงของธรรมชาติบ้าง เมื่อประมาณ ๓ ปีก่อน เคยชวนอาสาสมัครที่มาปลูกป่าช่วงเข้าพรรษา มาค้างคืนที่ภูหลงอยู่ ๒ คืน แล้วก็ช่วยกันปลูกป่า นับว่าทุลักทุเลพอสมควรกับฝนที่ตก สลับกับแดดที่ร้อน ก่อนที่เขาจะกลับในเช้าวันนั้นได้ขอให้เขาอยู่กับความสงบต่อหน้าและท่ามกลางธรรมชาติ ให้เขาเปิดใจฟังเสียงของธรรมชาติดูบ้าง ใช้เวลาประมาณ ๑๐ นาที บางคนบอกว่า เขาได้ยินเสียงสายลมขอบคุณเขา ขอบคุณที่มาช่วยปลูกต้นไม้ ขอบคุณที่ห่วงใยธรรมชาติ บางคนก็ได้ยินป่ากระซิบบอกเขาว่า อย่าลืมนะว่าเธอยังมีฉันเป็นเพื่อนอยู่ เมื่อใดก็ตามที่เธอรู้สึกว้าเหว่ ท้อแท้ ขอให้รู้ว่าที่นี่เธอยังมีเพื่อนที่พร้อมจะให้กำลังใจเธอ

แต่ละคนได้ยินเสียงธรรมชาติไม่เหมือนกัน สุดแท้แต่สภาวะจิตภายในของแต่ละคน บางคนก็ไม่ได้ยินอะไร ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดา แต่ถ้าเราลองเปิดใจฟังเสียงจากธรรมชาติแล้ว นอกจากเราจะได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือจากธรรมชาติ อย่างที่เราได้ยินและได้พูดกันตลอด ๗ วันว่า แม่น้ำล้มป่วย แผ่นดินร้องไห้ เรายังจะได้ยินเสียงกระซิบขอบคุณหรือเสียงให้กำลังใจของธรรมชาติทั้งที่อยู่รอบตัวเรา และที่อยู่เบื้องบนของเรา

ท่านอาจารย์พุทธทาสมักแนะนำคนที่มาสวนโมกข์ให้เข้าไปในป่า ฟังเสียงต้นไม้พูด ฟังก้อนหินสอนธรรม เสียงเหล่านี้เราได้ยินด้วยใจ ไม่ใช่ด้วยหู เหมือนกับที่เราสามารถเห็นบางอย่างที่ลึกซึ้งไม่ใช่ด้วยตา แต่ด้วยใจ

วันนี้เราก็ได้มีโอกาสขึ้นมา มีไม่กี่คนที่มีโอกาสขึ้นมาที่นี่ พวกเรานับว่าเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุด เพราะแต่ก่อนมากันอย่างมากก็ ๕๐-๖๐ คน ไม่ได้มากัน ๒๐๐ คนอย่างคืนนี้ นึกเสียดายแทนเพื่อนของเราหลายคนที่ไม่มีโอกาสได้มาเห็น ได้มาสัมผัสบรรยากาศในตอนเย็นและค่ำคืนนี้ เขามีกิจธุระ มีความจำเป็น และเมื่อเช้าก็ลากลับกันไปหลายคน เดินธรรมยาตราช่วงบ่ายหรือช่วงเย็นวันอาทิตย์ จะเป็นช่วงที่บรรยากาศซึมเซาหรือหงอยเหงากว่าเดิม เพราะว่าผู้คนกลับกันเป็นจำนวนมาก แต่ปีนี้เรากลับกันวันจันทร์เพราะต้องไปทำงาน เหลือคนจำนวนหนึ่งที่ยังเดินต่อไป แต่ปีนี้คนที่ยังเดินต่อมีจำนวนไม่น้อย บรรยากาศจึงยังคึกคักอยู่ เราอาจจะไม่รู้สึกถึงความหงอยเหงา หรือรู้สึกถึงความอาลัยเพราะต้องจากเพื่อนที่มาร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเราหลายวัน ยิ่งปีนี้พวกเราได้มาเห็นบรรยากาศแบบนี้ อาจจะลืมไปเลยว่ามันชวนอาลัย ที่เพื่อนเราไม่สามารถเดินทางกับเรามาได้ตลอด เพราะส่วนใหญ่ธรรมยาตราจะสิ้นสุดวันอังคาร วันพุธหรือวันพฤหัส ไม่ใช่วันเสาร์อาทิตย์ ยิ่งใกล้จุดหมายมากเท่าไหร่ ผู้คนที่ร่วมเดินทางก็จะน้อยลงๆ

มันก็เหมือนกับชีวิตของเรา เส้นทางชีวิตของเรายิ่งใกล้จุดหมายปลายทางมากเท่าไหร่ เพื่อนที่ร่วมทางกับเราก็จะน้อยลง คนที่มีอายุหรือผู้เฒ่าผู้ชราจะรู้สึกว่า คนที่เคยร่วมชีวิตกับเราค่อยๆ จากไปทีละคนสองคน มีแต่เรากับอีกไม่กี่คนที่ยังสามารถอยู่ยืนยาว สามารถสืบสานภารกิจต่อไปได้ มันเป็นธรรมดาของการเดินทาง หรือของเส้นทางชีวิตที่น้อยคนจะสามารถร่วมทางกับเราไปจนถึงที่สุดได้ ไม่ว่าที่สุดนี้จะหมายถึง การสิ้นสุดชีวิตหรือการสิ้นสุดภารกิจบางอย่างที่ใหญ่และยาก ตอนเริ่มต้นก็จะมีคนทำร่วมกับเราเยอะ แต่พอทำไปถึงกลางทางหรือใกล้ถึงจุดหมายก็เหลือน้อยลงเช่นเดียวกัน

แต่ธรรมยาตราอาจจะไม่ให้ความรู้สึกนี้เท่าไหร่โดยเฉพาะในปีนี้ เพราะว่ายังมีเพื่อนร่วมทางกับเราเป็นร้อย แต่บางปีพอถึงวันท้ายๆ โดยเฉพาะช่วงปีแรกๆ ก็จะเหลือกัน ๓๐ คน ๔๐ คนก็มี คนที่ยังเดินต่อไปอาจจะรู้สึกเหงา รู้สึกอาลัย แต่เราก็ยังต้องเดินต่อไป อย่างที่ภาษาฝรั่งเขาเรียกว่า The show must go on คือภารกิจยังต้องทำกันต่อไป เป็นธรรมดาของชีวิตและเป็นธรรมดาของการทำภารกิจ โดยเฉพาะถ้าเป็นภารกิจที่เป็นการทวนกระแสสังคม ภารกิจเหล่านี้จะมีอุปสรรคเยอะ เบื้องต้นอาจจะมีคนร่วมกับเรามากมาย แต่พอถึงกลางทางเพื่อนก็จะเหลือน้อยลงเพราะว่า ถูกสังคมคัดค้าน สังคมต่อว่า คนที่เสียผลประโยชน์ไม่ชอบ เพื่อนที่ร่วมภารกิจกับเราก็จะค่อยๆ ลาจากไป ถอนตัวไป เพราะเขาไม่สามารถจะต้านทานกับแรงเสียดทานของสังคมได้ อันนี้เราต้องฝึกใจไม่ให้หวั่นไหวท้อแท้ และพร้อมที่จะก้าวเดินต่อไปจนถึงที่สุด

ธรรมยาตราเป็นงานที่มีคนเห็นด้วยเยอะ แรงเสียดทานจากผู้คนมีน้อย จะมีก็แต่แรงเสียดทานของธรรมชาติ และขีดจำกัดของเราเอง แต่ว่าคงมีครั้งหนึ่งหรือหลายครั้งในชีวิตของเรา ที่เราจำเป็นต้องทำสิ่งที่สำคัญ สิ่งที่ถูกต้อง แต่สังคมไม่เข้าใจหรือไม่เห็นด้วย ผู้สูญเสียผลประโยชน์ก็พยายามกลั่นแกล้ง เราจำเป็นที่จะต้องรวบรวมความกล้าและความเพียรเพื่อก้าวเดินต่อไป และทำใจได้เมื่อคนที่ร่วมภารกิจกับเราตั้งแต่ตอนต้นๆ ถอนตัวไป จะเป็นเช่นนี้เสมอ เรียกว่าตลอดประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติก็ได้ ที่เมื่อถึงตอนท้ายๆ จะมีคนไม่กี่คนที่ยังยืนหยัดต่อไป แต่เมื่อเขายืนหยัดจนประสบความสำเร็จ ถึงตอนนี้ก็จะมีคนมาร่วมแสดงความยินดีกับเขาด้วย ตอนนี้จะอบอุ่นแล้ว ไปที่ไหน ใครๆ ก็มาทักทาย ขอแสดงความยินดีด้วย รวมทั้งอยากประกาศว่าตนเองก็มีส่วนร่วมด้วย ทั้ง ๆ ที่ตอนทำใหม่ๆ ใครๆ ก็หาว่าเขาบ้าหรือไม่ก็โง่

อาตมาเคยพูดถึงดาบตำรวจวิชัย สุริยุทธที่ปลูกป่ามา ๒๐ ปี หรือลุงสอน กล้าศึกที่ปลูกต้นไม้ในวัดจนเต็ม แล้วก็ไปปลูกที่อื่นต่อไป ทำอย่างนี้นับสิบปี ทั้งสองกรณีเริ่มต้นโดยลำพังมาตั้งแต่แรก แต่ไม่ว่าเริ่มต้นโดยลำพังหรือว่าเริ่มต้นกันหลายคนก็จะเกิดปัญหาคล้าย ๆ กัน คือคนไม่เข้าใจ แม้มีคนจำนวนหนึ่งที่รู้ว่าเราทำสิ่งที่ถูก แต่เมื่อเห็นว่าไม่มีทางสำเร็จ เขาก็ถอนตัวไป ขณะเดียวกันก็จะมีคนจำนวนหนึ่งที่พร้อมเข้าร่วมเมื่อมีโอกาสสำเร็จ แต่เมื่อไม่มีโอกาสสำเร็จก็ถอนตัวไป

พวกเราก็เหมือนกัน ถ้าเราตั้งธงไว้ว่าทำเพราะมันสำเร็จแน่ ถ้าตั้งธงแบบนี้ก็จะทำได้ไม่นาน แต่ถ้าเราทำด้วยความมั่นใจ หรือเพราะเชื่อว่ามันเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ก็ไม่ต้องสนใจว่ามันจะสำเร็จหรือล้มเหลว ขอให้ได้ทำ สิ่งที่สำคัญกว่าไม่ใช่ความสำเร็จหรือความล้มเหลว แต่คือความถูกต้อง

โลกนี้ต้องการคนที่ต่อสู้เพื่อความถูกต้องมากกว่าคนที่ต่อสู้เพื่อความสำเร็จ ทุกวันนี้มีคนที่ต้องการเป็นฝ่ายชนะเยอะแล้ว ทั่วทุกหนแห่งมีแต่คนที่ต้องการเป็นผู้ชนะมากกว่าคนที่ต้องการทำเพื่อความถูกต้อง เราเองก็ต้องระวัง ว่าเราทำเพื่ออะไร เพื่อจะได้ชื่อว่าเป็นผู้ชนะหรือเปล่า ถ้าเราทำเพื่อต้องการจะได้ชื่อว่าเป็นผู้ชนะเราก็จะเปลี่ยนข้างได้ง่าย หรือถอนตัวได้ง่ายเมื่อไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เรากำลังทำอยู่นี้จะสำเร็จหรือไม่

การเดินธรรมยาตราเป็นบททดสอบอย่างหนึ่ง อีกทั้งเป็นตัวอย่างที่สะท้อนความจริงของชีวิต ของการทำงาน เพราะฉะนั้นหากว่าเราเจออุปสรรคมากมายแต่ยังสู้ต่อไป ก็เท่ากับว่าเรากำลังสะสมต้นทุนสำหรับการทำงานเพื่อความถูกต้อง ความถูกต้องนี้อาจจะหมายถึง การบำเพ็ญความเพียร อย่างที่พระพุทธเจ้าทรงเคยกระทำมามาก่อน ตอนที่พระองค์บำเพ็ญความเพียรด้วยทุกรกิริยาก็มีปัญจวัคคีย์มาร่วมด้วย แต่พอพระองค์รู้ว่าการทำทุกกรกิริยาไม่ถูกต้อง ทรงหันมาบำเพ็ญทางสายกลาง ปัญจวัคคีย์ก็ถอนตัวหนี แต่พระองค์ก็ไม่ย่อท้อ ไม่หวั่นไหว ยังทำต่อไปจนกระทั่งบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ ถึงตอนนี้ก็จะเริ่มมีคนมาเป็นสานุศิษย์ มาเป็นสาวกกันมากขึ้นเรื่อยๆ

การทำงานเพื่อสังคม เพื่อธรรมชาติ เพื่อสิ่งแวดล้อมจะต้องมีคนคัดค้านเสมอ มีคนเสียผลประโยชน์ขัดขวางเสมอ เราก็ต้องยืนหยัด มั่นคงในความถูกต้อง แต่เราจะทำเช่นนี้ได้ ไม่ใช่เพียงเพราะเราเชื่อมั่นว่าเราทำสิ่งที่ถูกต้องเท่านั้น แต่ยังเป็นเพราะเราไม่หวั่นไหวต่อคำสรรเสริญหรือนินทาด้วย ไม่หวั่นไหวต่อโลกธรรม โลกธรรมคือสรรเสริญและนินทา ซึ่งไม่เที่ยงทั้งคู่ ได้ยศก็มีเสื่อมยศ ได้ลาภก็มีเสื่อมลาภ ได้รับคำชมก็ต้องมีคนด่าคนที่ต้องการเป็นผู้ชนะเขาต้องการคำสรรเสริญ สิ่งใดถ้าทำแล้วแพ้ไม่ได้รับคำชื่นชมสรรเสริญ เขาก็ถอย หรือว่าถ้าทำแล้วไม่ได้รางวัล ไม่ได้ความมั่งคั่งร่ำรวยเขาก็ไม่เอา แต่สำหรับผู้ที่ยืนหยัดเพื่อความถูกต้อง จะไม่เอาความสุขฝากผูกติดไว้กับสิ่งเหล่านี้ เพราะเขามีความสุขภายใน

คนเราถ้าเอาความสุขไปผูกติดกับทรัพย์สมบัติ ชื่อเสียง เกียรติยศ ชีวิตก็จะโลเลไม่มั่นคง เปลี่ยนข้างเปลี่ยนฝั่งได้ง่าย ไม่สามารถที่จะยืนหยัดจนถึงที่สุดได้ แต่คนที่แม้จะถูกนินทา ถูกว่าร้าย หรือยากจน แต่ถ้าเขามีความสุขภายใน เขาก็ยังสามารถยืนหยัดต่อไปได้ เพราะเขามีความสุขภายในเป็นเครื่องหล่อเลี้ยง ฉะนั้นพวกเราต้องฝึกมาก ๆ เพื่อเข้าถึงความสุขภายใน

อาตมานึกถึงต้นไม้ ต้นไม้ตอนที่ยังเป็นต้นกล้า เขาต้องอาศัยฝนจากฟ้า ต้องอาศัยคนรดน้ำให้ แต่พอเป็นต้นไม้ใหญ่ รากยิ่งหยั่งลึกเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งมั่นคง และถ้าสามารถหยั่งรากลึกไปถึงตาน้ำใต้ดินได้ เขาก็จะเขียวสะพรั่งตลอดปี เหมือนกับต้นไม้ในเขตป่าดิบแล้งที่เขียวตลอดปีอย่างต้นไม้ที่ภูหลง ซ้ายมือของพวกเรา ที่เขียวตลอดปีได้ก็เพราะว่าเขาสามารถหยั่งรากลึกไปถึงน้ำใต้ดินได้ แต่ถ้าเป็นต้นไม้อื่นที่รอฝนจากฟ้า รอคนรดน้ำ ป่านนี้ก็เหลืองแห้งไปหมดหรือตายไปแล้ว เหมือนกับต้นไม้ที่เราเห็นสองข้างทางขณะที่เดินธรรมยาตรา มีต้นไม้จำนวนมากแห้งตาย ส่วนใหญ่เป็นพืชล้มลุก แต่ต้นไม้จำนวนหนึ่งยังเขียวอยู่ ทนแล้งได้ แม้ฝนไม่ตกก็ยังเขียวได้

ขอให้เราเป็นเช่นนั้น คือสามารถที่จะยืนหยัดอยู่ได้แม้ว่าสิ่งแวดล้อมจะไม่เป็นใจ เพราะเราสามารถเข้าถึงต้นธารแห่งความสุข ต้นธารแห่งความสุขหรือตาน้ำแห่งความสุขนี้อยู่ในใจเรา ในป่ามีตาน้ำซึ่งเป็นต้นธารของลำห้วย ลำปะทาวและแม่น้ำทั้งปวง ทั้งปิงวังยมน่านก็เกิดจากตาน้ำเล็กๆ ในป่า ในป่ามีตาน้ำ ในใจเราก็มีตาน้ำเหมือนกัน อันเป็นที่มาแห่งความสุขที่เราต้องหยั่งลงไปให้ถึง ถ้าเราหยั่งถึงได้เราก็จะมีความสุข แม้ว่าผู้คนจะไม่เข้าใจเราก็ตาม เมื่อใจเราหยั่งลึกเราก็จะรู้ว่าคุณค่าของชีวิตหรือชีวิตที่ดี ไม่ใช่หมายถึงชีวิตที่ยืนยาว

คนมักจะเข้าใจว่าชีวิตที่ดี คือชีวิตที่มีอายุยืน แต่สิ่งที่สำคัญกว่าชีวิตที่ยืนยาว คือชีวิตที่มีทั้งความกว้างและความลึก ชีวิตยืนยาวอย่างเดียวไม่พอ ต้องกว้างด้วย กว้างคือมีน้ำใจกว้างขวาง เห็นผู้คนเป็นเพื่อนมนุษย์ ไม่ได้เห็นเป็นศัตรู มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อสรรพสัตว์ นอกจากกว้างแล้วก็ต้องลึกด้วย คือมีความลุ่มลึกทางจิตใจ สามารถจะเข้าถึงความสุขภายในที่อยู่ในจิตใจของเราได้ ถ้ากว้างและลึกแล้ว แม้ชีวิตจะสั้นก็ไม่มีความหมาย

พระพุทธเจ้าตรัสว่า มีชีวิตวันเดียว แต่อยู่อย่างบัณฑิต มีค่ากว่าการอยู่อย่างอายุยืนยาวเป็นร้อยปี แต่ว่าไม่ได้ทำความดีอะไรเลย เพราะฉะนั้นไม่จำเป็นว่าเราจะต้องเดินทางไปให้ถึงจุดหมาย อย่างพวกเราหลายคนก็ไม่สามารถจะมาถึงตรงนี้ได้ แต่ว่าสิ่งที่เขาได้ทำขณะที่อยู่ขบวนธรรมยาตรา อาจจะประทับใจเราไปนาน เพราะเขามีน้ำใจ เขาเสียสละ เขานึกถึงผู้อื่น เขายอมลำบากเพื่อเรา อย่างนี้เรียกว่าเขามีความกว้างในจิตใจ และที่เขาทำเช่นนี้ได้ ก็มักเป็นเพราะเขามีความลุ่มลึกในจิตใจด้วย เพราะฉะนั้นถึงแม้เขาจะเดินได้แค่วันสองวัน เขาอาจจะทิ้ง รอยเท้าไว้บนเส้นทางธรรมยาตราแค่ช่วงสั้นๆ แต่เขาได้ทิ้งรอยประทับไว้ในใจเรา ก่อให้เกิดความซาบซึ้งใจ อาจจะมากกว่าหลายคนที่เดินตั้งแต่วันแรกจนวันสุดท้าย แต่ถ้าคิดถึงแต่ตัวเอง ใจคับแคบ การเดิน ๗-๘วัน ก็มีความหมายน้อยกว่าการเดินเพียงวันเดียว แต่ว่าเต็มไปด้วยน้ำใจ และมากด้วยมิตรภาพ

เส้นทางชีวิตของเรา จะยาวหรือจะสั้น ไม่มีใครตอบได้ เหมือนกับที่เราได้พูดไปแล้วเมื่อวานว่า ชีวิตของเรานั้นเหมือนกับเทียน เราไม่มีทางรู้หรอกว่า เทียนเล่มนี้จะไหม้จนหมดเชื้อ หรือว่าโดนลมพัดดับไปเสียก่อนทั้ง ๆ ที่ยังมีเชื้อและไขเทียนอยู่ แต่แม้จะเป็นอย่างหลังก็ไม่สำคัญเท่ากับว่า ขณะที่ยังมีเปลวไฟอยู่นั้น เขาให้ความสว่างไสวแค่ไหน หรือเขากลัวว่าเทียนจะหมดเชื้อหมดไขเสียก่อน เลยส่องสว่างน้อยๆ นิดๆ คนที่ไม่กลัวว่าชีวิตจะสั้นแค่ไหน เขาก็เหมือนเทียนที่พร้อมจะให้เปลวไฟสว่างไสว แม้ว่านั่นจะทำให้อายุของเทียนสั้นลงก็ตาม อันนี้เป็นเรื่องหนึ่งที่อยากจะฝากไว้

การที่เราสามารถยืนหยัดอย่างถูกต้องได้ นอกจากเป็นเพราะมีความสุขภายในเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือ เราต้องมีภูมิต้านทานความทุกข์ด้วย คนเราจะมีความสุขได้อย่างแท้จริง ต้องมีภูมิต้านทานความทุกข์ เพราะคนเรานั้นหนีทุกข์ไม่พ้น ไม่ว่าเราจะร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐี หรือพ่อแม่มั่งคั่งร่ำรวย ก็หนีความแก่ ความเจ็บ ความตายไม่พ้น หนีความพลัดพรากสูญเสียไม่พ้น อีกทั้งยังต้องประสบกับการติฉินนินทา การว่าร้าย เราจะมีความสุขภายในและยืนหยัดในสิ่งที่ถูกต้องได้ จึงต้องมีภูมิต้านทานความทุกข์ด้วย

ภูมิต้านทานความทุกข์มาจากไหน ก็ต้องมาจากการที่เราเจอความทุกข์บ่อยๆ เจอความลำบากบ่อยๆ มันเหมือนกับคนที่มีภูมิต้านทานเชื้อโรค ถามว่าภูมิต้านทานนี้มาจากไหน ก็เพราะเขาเจอเชื้อโรคบ่อยๆ อย่างเด็กชาวบ้านตัวเล็กๆ เขาเล่นดิน คลุกฝุ่น เขาเล่นน้ำ น้ำเข้าปากเขาไม่รู้เท่าไหร่ บางทีน้ำคลองสีดำเข้าปากไป ก็ไม่เป็นอะไร แต่ว่าคนเมืองเดี๋ยวนี้เป็นโรคมือเท้าปากกันมาก เป็นโรคแปลก ๆเยอะแยะเลย ส่วนหนึ่งก็เพราะไม่มีภูมิต้านทานโรค เพราะอยู่กับความสะอาดเกินไป ขณะที่เด็กชนบทหรือเด็กสลัม เขาไม่ค่อยเป็นโรคพวกนี้เท่าไหร่ เพราะเขาเจอเชื้อโรคมาตั้งแต่เล็ก จึงมีภูมิต้านทานโรค พวกเราก็เหมือนกัน เมื่อฉีดวัคซีนเข้าไป เราก็มีภูมิต้านทานโรค วัณโรค ปอดบวม อหิวาต์ จึงทำอะไรไม่ได้ ทำไมภูมิต้านทานจึงเกิดขึ้นได้ วัคซีนคืออะไร ก็คือเชื้อโรคอ่อนๆ นั่นเอง ร่างกายเราต้องเจอเชื้อโรค ถึงจะมีภูมิต้านทานโรค

ฉันใดก็ฉันนั้นเราต้องเจอความยากลำบาก ถึงจะมีภูมิต้านทานความยากลำบาก ต้องเจอความทุกข์ ถึงจะมีภูมิต้านทานความทุกข์ คนที่พยายามหนีความทุกข์ตลอดเวลา เขาไม่รู้หรอกว่ากำลังพาตัวเองเข้าสู่ความเสี่ยง คือไม่มีภูมิต้านทานความทุกข์ หรือมีน้อย ฉะนั้นเราอย่ากลัวความยากลำบาก บางทีต้องเข้าหาด้วย เพื่อสร้างสมภูมิต้านทานความทุกข์ หวังว่าธรรมยาตราจะมีส่วนช่วยเพิ่มภูมิต้านทานความทุกข์ให้กับเราด้วย เป็นภูมิต้านทานความยากลำบาก อันนี้คือต้นทุนสำคัญ อย่ารู้สึกว่าขาดทุนที่เจอความลำบาก ให้ถือว่านี่เป็นกำไร เพื่อนเขาจะใช้เวลาช่วงนี้ไปเที่ยว ก็เป็นเรื่องของเขา เราใช้เวลาในช่วงนี้มาเจอความยากลำบาก แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ เราจะมีภูมิต้านทานความทุกข์ ซึ่งจะช่วยให้เราเป็นคนสุขง่าย มีความสุขจากภายใน อีกทั้งยังทำให้เราสามารถที่จะมั่นคงในสิ่งที่ถูกต้อง และยืนหยัดไปจนถึงที่สุดได้

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved