หน้ารวมบทความ
   บทความ > ธรรมยาตรา > ชัยชนะอันยิ่งใหญ่
กลับหน้าแรก

๑๔ ชัยชนะอันยิ่งใหญ่

ธรรมยาตราลุ่มน้ำลำปะทาวปีที่ ๑๐
วันที่ ๗ ธันวาคม ๒๕๕๒ เช้า
พระไพศาล วิสาโล

แบ่งปันบน facebook Share   

พวกเราที่มาตั้งแต่เย็นวันที่ ๓๐ ถึงวันนี้เราได้เดินทางและอยู่ด้วยกันมาครบอาทิตย์แล้ว พรุ่งนี้ก็จะถึงวัดป่ามหาวันซึ่งเป็นจุดหมายของเรา เรียกว่าอยู่แค่เอื้อม หลายคนคงนึกไม่ถึงว่าจะเดินมาถึงวันนี้ได้ในสภาพที่ไม่ต่างจากวันแรกมากนัก เชื่อว่าจิตใจของเราเข้มแข็งกว่าเดิมถึงแม้ว่าร่างกายจะเปลี้ยไปบ้าง หรือมอมแมมไปบ้างก็ตาม

อย่างที่บอกไว้แล้วว่ามีคนที่คอยให้กําลังใจและติดตามข่าวสารของพวกเราอยู่ตลาด เมื่อวานเพื่อนคนเดิมก็ได้เขียนบทกวีมาให้พวกเราอีก ซึ่งเหมาะมากสำหรับวันนี้ วันที่เราใกล้จะถึงจุดหมายแล้ว บทกวีชิ้นนี้ยาวหน่อย แต่ได้ให้แง่คิดและกําลังใจด้วย

รอรับขวัญวันแห่งชัยคนใจหาญ
ที่หักรานอุปสรรคลงหลากหลาย
พิสูจน์ตนเป็นคนจริงทั้งหญิงชาย
กล้าท้าทายข้อจำกัดวัดใจตน

ทุกหยาดเหงื่อคือหยาดมณีมีล้ำค่า
ทุกรอยช้ำคือคุณครูผู้ฝึกฝน
ประกาศเกียรติศักดิ์ศรีงามความเป็นคน
เกิดวีรชนผู้กล้าฝ่าอันตราย

จุดหมายอยู่ที่ปลายเท้า
ทุกย่างก้าวทุกนาทีคือที่หมาย
กายอย่างไรใจยังสู้เคียงคู่กาย
เป็นสหายแสนสนิทมิตรแห่งตน

รอรับขวัญวันดีถึงที่หมาย
ผ่านสิ่งร้ายทุกปัญหากล้าฝึกฝน
ธรรมยาตราดุจนาวาชีวิตคน
ด้นผจญทุกข์ได้ด้วยใจทะนง

เธอเขียนดีหลายตอน โดยเฉพาะตอนที่ว่า “ทุกหยาดเหงื่อคือหยาดมณีมีล้ำค่า ทุกรอยช้ำคือคุณครูผู้ฝึกฝน” เราอย่าไปรังเกียจทุกรอยช้ำว่าทำให้เจ็บ ทำให้ไม่สวย ที่จริงแล้วทุกรอยช้ำเป็นครูของเรา อันนี้คงไม่ได้หมายถึงรอยช้ำทางกายเท่านั้น แต่รวมถึงรอยช้ำทางใจ หรือปัญหาต่างๆ ที่เข้ามากระทบกับเรา ที่ขอเรียกรวมๆ ว่าความทุกข์ ความทุกข์มีคุณประโยชน์อยู่เสมอ อย่างน้อย ๒ ประการ คือหนึ่งสอนใจเรา และสองฝึกใจเรา

ประการแรกสอนใจเราคือสอนถึงความจริง อาจจะเป็นความจริงเกี่ยวกับชีวิต เช่น ความเจ็บความป่วยก็สอนเราว่า คนเราเมื่อเกิดมาแล้ว ต้องแก่ต้องเจ็บเป็นธรรมดา จะไปตีโพยตีพายก็ใช่ที่ ของหายก็เช่นเดียวกัน มันสอนใจเราว่า ไม่มีอะไรที่เป็นของเราอย่างแท้จริงหรือเที่ยงแท้เลย อีกทั้งยังสอนเราให้เรารอบคอบ แม้แต่คำด่าว่าของผู้คนก็สอนเราว่า สรรเสริญกับนินทาเป็นของคู่กัน ไม่มีใครที่จะได้รับคำสรรเสริญไปตลอด บางครั้งก็ทำให้เราเห็นความจริงของคนที่ตำหนิเราว่า ตอนที่เราสำเร็จ เขาก็ชื่นชม แต่พอเราตกต่ำเขาก็แปรผัน ตีตัวออกห่าง อันนี้ก็สอนเราเหมือนกัน สอนเราเกี่ยวกับความจริงและสอนเราเกี่ยวกับคนคนนี้ด้วยว่า เขาไม่ใช่เป็นมิตรที่แท้ เวลาเราทำอะไรผิดพลาด ความผิดพลาดก็สอนให้เรารู้จักตัวเอง เช่น ทำให้เรารู้ว่า เรามีจุดอ่อนตรงไหนบ้าง ไม่มีปัญหาหรือความทุกข์ใดเลยที่ไร้ประโยชน์ อยู่ที่เราจะมองเห็น หรือมองเป็นหรือเปล่า

ถ้าเรามองเป็นอย่างที่พูดไว้เมื่อวานคือทุกข์ให้เป็น ถ้าเราทุกข์ให้เป็นเราก็ไม่เป็นทุกข์ แต่เพราะว่าเราทุกข์ไม่เป็นถึงเป็นทุกข์กัน ทุกข์ให้เป็นคือทุกข์อย่างผู้รู้ทุกข์ หรือเห็นทุกข์โดยไม่เป็นผู้ทุกข์ ถ้าเห็นทุกข์โดยไม่เป็นผู้ทุกข์เรียกว่าทุกข์เป็น เพราะฉะนั้นจึงไม่เป็นทุกข์

ประการที่ ๒ ความทุกข์ช่วยฝึกใจให้เข้มแข็ง ฝึกใจให้เกิดปัญญา ฝึกใจให้มีความเพียร หรือฝึกใจให้รู้จักปล่อยรู้จักวาง ความทุกข์โดยเฉพาะทุกข์ใจ มักจะเกิดจากการที่เราไปยึดติดกับอะไรบางอย่าง เราไม่ยอมปล่อย เราไม่ยอมวาง เรื่องมันผ่านไปแล้ว แต่เรายังเก็บเอามาคิด หรือว่ามันยังมาไม่ถึงแต่เรากลับกังวลล่วงหน้า แต่ถ้าเราปล่อยเราวางได้ใจก็ไม่ทุกข์ ให้สังเกตเวลาที่เราทุกข์ โดยเฉพาะทุกข์ใจ มันมักจะมีเรื่องความยึดติดเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ อาจจะเป็นความยึดติดในเรื่องความเป็นธรรม ความน่าจะเป็น อย่างเช่น ได้เงินเดือนน้อย ได้โบนัสน้อยกว่าคนอื่นก็เป็นทุกข์ ว่ามันไม่น่าเป็นอย่างนั้น มันไม่เป็นธรรม ทั้งๆ ที่เงินที่เราได้มาก็เป็นจำนวนมาก อาจจะมากกว่าอีกหลายคน ไม่รู้ว่าเวลาเราตักข้าว เรารู้สึกอย่างนี้บ้างไหม ทำไมเราไม่มีไก่ทอดเลย ไม่มีทอดมันเลย คนอื่นเขามีกัน พอคิดแบบนี้ก็ทุกข์

ความทุกข์ใจมักเกิดจากการที่เราไปยึดติดกับความน่าจะเป็น หรือความเป็นธรรม แต่ความเป็นธรรมที่เรานึกถึง ที่เรายึดติดนี้ มักจะหมายถึงการที่เราต้องได้เท่ากับคนอื่น หรือพูดอีกอย่างคือต้องได้ไม่น้อยกว่าคนอื่น ถ้าเราได้น้อยกว่าคนอื่นถือว่าไม่เป็นธรรม แต่ถ้าคนอื่นได้น้อยกว่าเราก็ถือว่าเป็นธรรมดีแล้ว มันเป็นอย่างนี้บ้างหรือเปล่า เรามักจะนึกถึงความเป็นธรรมก็ต่อเมื่อเราได้น้อยกว่าคนอื่น แต่ถ้าคนอื่นได้น้อยกว่าเรา หรือเราได้มากกว่าคนอื่นเราก็ลืมไปเลยเรื่องความเป็นธรรม ขอให้ลองสังเกตดู

ความทุกข์ของคนเรา มักจะมีเรื่องความยึดติดเข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ ที่จริงเป็นเรื่องหลักเลยก็ว่าได้ เพราะฉะนั้นเมื่อเราปล่อยเราวางได้ ใจก็ไม่ทุกข์ แม้แต่ความทุกข์กาย ถ้าใจไปยึดเข้า ก็ทุกข์มากขึ้น คนเราเวลา ทุกข์กายแล้ว ก็จะทุกข์ใจตามมา เพราะใจเข้าไปยึดเอาความปวดของกายมาเป็นความทุกข์ของใจ ที่เป็นอย่างนั้นก็เพราะเราไม่มีสติ แต่ถ้าเรามีสติ หรือฝึกจิตไว้ดี มันเปลี่ยนได้ ท่านอาจารย์พุทธทาสเล่าประสบการณ์ตอนยังหนุ่มว่าเมื่อสร้างสวนโมกข์ใหม่ๆ ท่านต้องสร้างกุฏิเอง ท่านเป็นช่างไม้ที่เก่งคนหนึ่ง ท่านเก่งหลายเรื่อง ทำครัวท่านก็เก่ง ก่อสร้างท่านก็เก่ง เพราะว่าสมัยก่อนพระต้องทำทุกอย่าง เวลาท่านตอกตะปู บ่อยครั้งที่ตีผิด ก็ตีถูกนิ้วตัวเอง ปวดมาก บางทีก็ร้องขึ้นมา พอเป็นอย่างนี้หลายๆ ครั้ง ท่านก็ตั้งใจว่า แต่นี้ต่อไปถ้าตีถูกนิ้วตัวเอง แทนที่จะร้องโอ๊ยก็ให้ยิ้ม แล้วท่านก็ทำจนได้ พอตีถูกนิ้วตัวเองท่านไม่ร้องแล้ว ยิ้มแทน ถามว่าท่านเจ็บไหม เจ็บแน่ แต่ว่าความรู้สึกของใจเปลี่ยนไป อันนี้ต้องใช้ทั้งสติและการฝึกใจให้เข้มแข็งด้วย

เราเองก็ทำอย่างนี้ได้เหมือนกัน ถ้าเราเหนื่อยก็ให้ปลุกใจตนเองว่า “ซ้ายทนได้ ขวาสบายมาก” หรือใครถนัดขวาก็ “ขวาทนได้ ซ้ายสบายมาก” จากเดิมที่รู้สึกว่าไม่ไหวๆ ก็ต้องปลุกใจตนเองว่า ไหวสิๆ แล้วใจก็จะสู้ได้ แล้วเราจะภูมิใจในสิ่งที่ได้ทำ

อย่างที่เขาเขียนในบทกวีไว้ว่า “หยาดเหงื่อคือมณีมีล้ำค่า” ท่านอาจารย์พุทธทาสบอกว่าไม่มีน้ำมนต์อะไรที่จะศักดิ์สิทธิ์เท่ากับน้ำเหงื่อที่เกิดจากความเพียร เรามักจะไปขอพรจากหลวงพ่อให้ท่านพรมน้ำมนต์ให้ แต่ที่จริงหยดเหงื่อที่มาจากความเพียรความพยายามของเรานั่นแหละคือน้ำมนต์ที่วิเศษที่สุด เพราะจะสถิตอยู่นานในใจเรา ผลแห่งความเพียรนั้นจะหล่อหลอมจิตใจของเรา อาจจะยั่งยืนยาวนานไปตลอดชีวิต ในขณะที่น้ำมนต์นั้น พรมไปสักพักก็แห้ง แต่เหงื่อแม้จะแห้งแต่ว่าให้ผลที่ตราตรึงไปยาวนาน

ถ้าระลึกได้เช่นนี้ เราก็จะไม่กลัวความยากลำบาก เราจะรู้จักเปลี่ยนความทุกข์ หรืออุปสรรคให้กลายเป็นมิตร ให้กลายเป็นครูผู้สอนธรรม ผู้ฝึกใจเรา เปลี่ยนกระทั่งทุกข์ให้กลายเป็นสุขได้ ถ้าทำได้อย่างนี้เราก็ไม่กลัวเคราะห์ ไม่กลัวความลำบากเพราะเรารู้ว่ามันดี เมื่อเจอเคราะห์เราก็เปลี่ยนให้เป็นโชค อันนี้เป็นเคล็ดลับในการดำเนินชีวิต เมื่อใดก็ตามที่เราเจอความยากลำบากก็ขอให้ตั้งสติเอาไว้ให้ดี ถึงแม้ความยากลำบากผ่านไปแล้ว แต่ก็ยังจะมีคุณค่าแก่การใคร่ครวญ

มีนักธุรกิจคนหนึ่งเล่าประสบการณ์ตอนที่เขาลงทุนทำธุรกิจครั้งแรก เขากลัวมากเลย กลัวอะไร กลัวจะล้มเหลว แล้วปรากฏว่ามันล้มเหลวจริงๆ มันพังไม่เป็นท่าเลย แต่เขาพบว่ามันไม่ได้แย่อย่างที่คิด เขาก็ยังมีชีวิตตามปกติ โลกไม่ถล่มทลายอย่างที่เขาคิด เขาบอกว่า ความล้มเหลวมันดีตรงนี้แหละ คือดีที่ทำให้เขารู้ว่าโลกไม่ถล่มทลาย แล้วเขายังอยู่ได้

เจ. เค. โรลลิ่ง ผู้เขียนหนังสือชุดแฮรี่ พ็อตเตอร์ สมัยที่ยังไม่โด่งดัง เธออยู่อย่างยากจน เมื่อมีชื่อเสียงแล้ว เธอก็พูดคล้ายกันว่า ความล้มเหลวนั้นดีตรงที่ทำให้เธอหายกลัว ตอนที่ไม่ล้มเหลวก็กลัวโน่นกลัวนี่ แต่พอล้มเหลวแล้วก็รู้ว่า ยังเป็นผู้เป็นคนได้ ความกลัวที่จะล้มเหลวก็เลยลดลง เท่ากับว่าความล้มเหลวเป็นครู เป็นครูที่สอนให้เรามีภูมิต้านทานต่ออุปสรรคและความล้มเหลว เพราะฉะนั้นเมื่อเจออุปสรรคหรือความยากลำบาก ก็ขอให้ตั้งสติเอาไว้ให้ดี เอาปัญญามาพิจารณา แล้วเราจะได้กำไรจากสิ่งที่เกิดขึ้น สิ่งนี้เองที่จะนำพาเราให้ประสบความสำเร็จได้ในที่สุด

พรุ่งนี้พวกเราหลายคนก็จะประสบความสำเร็จในการเดินทางคือถึงที่หมาย จะว่าเป็นชัยชนะก็ได้สำหรับคนที่ไม่คิดว่าจะมาถึงตรงนี้ได้ อย่างไรก็ตามเมื่อพูดถึงชัยชนะ ในทางพุทธศาสนาถือว่าชัยชนะที่สำคัญที่สุดคือชนะใจตัวเอง การเดินทางถึงที่หมายหรือการเดินทางถึงยอดเขาที่สูงที่สุดอย่างเอเวอร์เรสต์ ก็ยังไม่ถือเป็นการเดินทางที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ในทำนองเดียวกันการชนะศึกสงครามได้ก็ไม่ใช่ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดและมีความหมายมากที่สุดคือการชนะใจตัวเอง

เพราะฉะนั้นเมื่อเราเดินถึงที่หมายในวันพรุ่งนี้ หรือเมื่อเราทำงานสำเร็จ ควรกลับมาดูตัวเองด้วยว่า เราชนะใจตัวเองเพิ่มขึ้นไหม มีอะไรเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในจิตใจของเราหรือเปล่า ชัยชนะในรูปของเงินทอง ความสำเร็จ ชื่อเสียง เกียรติยศไม่ใช่เป็นชัยชนะที่สำคัญที่สุดหรือยิ่งใหญ่ที่สุด ถึงแม้เราจะได้สิ่งเหล่านั้นมาแต่หากจิตใจเราไม่เปลี่ยน หรือเปลี่ยนแปลงไปในทางแย่ลง อันนั้นไม่ถือว่าเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ในพุทธศาสนา เราต้องกลับมาถามตัวเองตลอดเวลาว่า เมื่อทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งก็ตามจนสำเร็จแล้ว ใจเราเป็นอย่างไร สิ่งหนึ่งที่จะวัดว่าเราชนะใจตัวเองได้หรือไม่ ก็คือการลดการละ ซึ่งอันนี้มันตรงข้ามกับทางโลก

ในทางโลกความสำเร็จคือต้องมีให้ได้มากๆ มีเงิน มีทอง มีรถหลายคัน มีบ้านหลังใหญ่แล้วก็มีบ้านหลังที่๒ หลังที่ ๓ เดี๋ยวนี้เขานิยมกันมาก สร้างบ้านหลังที่ ๒ ที่ ๓ในบริเวณใกล้ๆ อุทยาน หรือรีสอร์ท อันนี้คือความสำเร็จทางโลก รวมทั้งมีชื่อเสียงเกียรติยศ มีเรทติ้งสูงถ้าเป็นดารา หรือมีเงินเดือนมาก ๆ มีตำแหน่งหน้าที่การงานสูงๆ แต่ว่าในทางธรรมหรือในทางพุทธศาสนา ความสำเร็จหรือชัยชนะวัดอีกอย่างหนึ่ง คือไม่ใช่มีมากๆ แต่กลับมีน้อยลง หรือว่าลดละได้มากขึ้น ไม่ได้แปลว่าจนลงนะ ไม่จำเป็น แต่ว่าอยู่ง่ายขึ้น พึ่งพิงอิงอาศัยวัตถุน้อยลง ถึงแม้จะร่ำรวยก็ยังขยันทำงานเหมือนเดิม

มีหลายคนเป็นเศรษฐี แต่เขาอยู่แบบง่ายๆ ในสมัยพุทธกาลก็มีมากมายอย่างเช่นอนาถบิณฑิกเศรษฐี ทุกวันนี้ก็ยังมีคนแบบนี้อยู่ มีเงินเยอะแต่ว่าอยู่ง่ายๆ มีนายธนาคารคนหนึ่งเป็น CEO ที่อเมริกา เขามีเงินมากแต่อยู่ง่ายมาก บ้านเขามีข้าวของนับแล้วประมาณ ๖๐๐ กว่าชิ้น ช้อนหรือส้อมเขาถือเป็นหนึ่งชิ้น ไม่แต่เท่านั้นเขายังตั้งกติกากับตนเองว่า ถ้ามีของเข้าบ้านหนึ่งชิ้น ต้องเอาของในบ้านออกไปหนึ่งชิ้น จะไปแจกจ่ายแก่ใครก็ได้ ถ้าซื้อเสื้อผ้า๓ตัว ก็ต้องเอาของที่มีอยู่ในบ้านแจกคนอื่น ๓ ชิ้น เพราะฉะนั้นเวลาเขาจะซื้ออะไรก็ตาม หรือรับของใคร ก็ต้องพิจารณามากหน่อย เพราะหากซื้อมาหนึ่งชิ้นก็ต้องสละไปอีกหนึ่งชิ้น ของที่มีอยู่ในบ้านล้วนเป็นของที่มีคุณค่ามีความสำคัญกับเขาอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเขาจึงระมัดระวังในการซื้อของมาก ไม่เช่นนั้นถ้าซื้อมาหนึ่งก็ต้องสละไปหนึ่ง บ้านของเขาเลยมีของจำนวนเท่าเดิมตลอดเวลา

นักเขียนไทยคนหนึ่งก็เหมือนกัน ใช้นามปากกาว่า “เพลงดาบแม่น้ำร้อยสาย” เธอมีอพาร์ทเมนท์ที่สวยมาก แต่มีของอยู่ไม่กี่อย่าง เธอเป็นคนรักหนังสือมาก แต่ก็มีกติกาว่า ถ้าเอาหนังสือเข้ามาหนึ่งเล่มก็ต้องเอาอีกเล่มหนึ่งออกไป วิธีนี้ฝึกทั้งการให้ทานและฝึกการใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย เราจะฝึกแบบนี้บ้างก็ได้ ประเด็นอยู่ที่ว่า ความสำเร็จไม่ได้หมายถึงการมีมาก ๆ เสมอไป สำหรับหลายคนมันหมายถึงการลดละให้มากขึ้นหรืออยู่อย่างเรียบง่ายกว่าเดิม ไม่ใช่มีให้มากขึ้นแต่มีให้น้อยลง อย่างพระภิกษุในพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าต้องการฝึกให้ท่านเป็นแบบอย่างของผู้คน คืออยู่อย่างเรียบง่าย มีบริขารเพียงไม่กี่ชิ้น เพื่อเป็นทั้งการฝึกตนและเป็นเครื่องชี้ว่าความสุขของมนุษย์นั้นไม่ได้อยู่ที่วัตถุ ไม่ได้แปลว่ามีมากแล้วจะสุขมาก มีน้อยก็สุขได้ และสุขได้มากด้วย

มีน้อยแต่สุขมากนั้น เป็นเป็นไปได้และควรจะเป็นด้วย เพราะทำให้มีการเบียดเบียนธรรมชาติและผู้คนน้อยลง และทำให้เรามีเวลาทำสิ่งที่มีประโยชน์มากขึ้น ไม่เช่นนั้นถ้าเรามีของเยอะ เราก็ต้องให้เวลากับข้าวของเงินทอง ไหนจะต้องดูแลรักษา ไหนจะต้องเสียเวลาไปกับการใช้สอยมัน เพราะซื้อมาแล้วถ้าไม่ใช้ก็เสียดายเงิน นอกจากนั้นยังเสียเวลาช้อปปิ้งหาซื้อสิ่งของต่าง ๆ กว่าจะซื้อได้ของถูกใจก็เสียเวลาอีก เราเสียเวลาไปมากมายกับข้าวของทรัพย์สมบัติ ถ้ามีมากก็เสียเวลามาก ทำให้คนในเมืองทุกวันนี้มีเวลาน้อยลง เพราะเรามีสมบัติเยอะจึงเสียเวลามากมายไปกับมัน ทั้งๆ ที่เรามีเครื่องทุ่นแรง ทุ่นเวลามากมาย แต่เรากลับมีเวลาว่างน้อยลง ในขณะที่ชาวบ้านมีเครื่องทุ่นแรงน้อย แต่เขามีเวลามากขึ้นเพราะข้าวของเขาน้อย จึงมีเวลานั่งเล่นนอนเล่น มีเวลาพูดคุยกัน มีเวลาให้กับลูกหลาน

เรื่องการลดละนั้น ที่สำคัญก็คือการลดละตัวตน ตัวตนนี้ไม่ใช่แค่อยากได้มากอย่างเดียว มันอยากใหญ่ อยากเด่น อยากดัง อยากมีชื่อเสียง มีเกียรติยศ เราต้องลดละตรงนี้ด้วย แต่ขณะเดียวกันก็ยังต้องทำความเพียรต่อไป ต้องฝึกฝนต่อไป แม้จะมีชื่อเสียง มีเกียรติยศก็ไม่ยึดติด ไม่โหยหาอาลัยเมื่อต้องสูญเสียมันไปซึ่งเป็นธรรมดาโลก ถ้าเราลดละตัวตนอย่างนี้ได้ ความกร่างความอวดเบ่งก็จะหายไป ไม่มีความจำเป็นต้องโอ้อวดเพื่อให้ใครมาชม หรือให้ใครเห็นความเก่งของเรา ถ้าเราสามารถเข้าใจหรือเห็นแก่นแท้ของตัวเองได้

มีพุทธภาษิตว่า “ห้วยน้ำน้อย ไหลดังสนั่น ห้วยน้ำใหญ่ ไหลนิ่งสงบ สิ่งใดพร่องสิ่งนั้นดัง สิ่งใดเต็มสิ่งนั้นสงบ” โอ่งที่ว่างเปล่า เวลาเราเติมน้ำ หรือเปิดน้ำก๊อก เสียงจะดังมาก แต่พอน้ำเต็มโอ่งแล้วเสียงไม่ค่อยดัง กลองเสียงดังเพราะมันว่าง แต่ว่าถ้าเต็มแล้วมันนิ่งเหมือนกับลำน้ำ ลำธารใหญ่ จะไหลนิ่งสงบ แต่ว่าลำห้วยที่มีน้ำน้อย เสียงจะดัง คนเราก็เหมือนกันนะ ถ้าจิตใจรู้สึกเติมเต็ม เต็มนี้ไม่ใช่เต็มด้วยตัวตน แต่หมายถึงเต็มด้วยสาระหรือแก่นแท้ หรือเต็มเปี่ยมด้วยความสุข ก็จะสงบนิ่งไม่คุยโวโอ้อวด แต่คนที่รู้สึกกลวงอยู่ข้างใน หรือรู้สึกว่าชีวิตว่างเปล่า ก็จะชอบคุยโวโอ้อวด การคุยโม้คุยโวนี้ไม่จำเป็นต้องคุยด้วยคำพูด อาจจะประกาศตัวตนด้วยสิ่งของเครื่องใช้ เช่นใช้ของแบรนด์เนมยี่ห้อดังๆ โทรศัพท์มือถือราคาแพงๆ รถราคาแพงๆ อันนี้ก็เป็นการประกาศตัวตนหรือคุยโม้อีกแบบหนึ่ง ซึ่งแสดงถึงความพร่องภายใน คือไม่ค่อยมั่นใจในคุณค่าของตัวเอง จึงต้องโฆษณาตัวเองให้คนอื่นรู้ด้วยคำพูดบ้าง ด้วยข้าวของที่ใช้บ้าง

ทุกวันนี้ผู้คนนิยมสินค้าแบรนด์เนมกันมาก เพราะมันเป็นเครื่องประกาศตัวตนอีกแบบหนึ่ง หรือเป็นเครื่องมือในการโฆษณาตัวเอง เพราะคนส่วนใหญ่รู้สึกว่าข้างในนี้กลวง คือรู้สึกว่าตัวเองไม่ค่อยมีคุณค่า รู้สึกว่าชีวิตของตัวนั้นว่างเปล่า พร่องในเรื่องคุณค่า เรื่องความหมายของชีวิต มีหลายคนชอบพูดว่า “รู้ไหมว่า อั๊วเป็นใคร” “รู้ไหมว่ากูเป็นลูกใคร” พวกนี้รู้สึกพร่องข้างในทั้งนั้น ไม่รู้ว่าตัวเองมีดีอะไรข้างใน จึงต้องพยายามโฆษณาตัวเองด้วยการอ้างพ่อ อ้างเจ้านาย แต่ถ้าคนที่เก่งจริงเขาจะเงียบ

มีเพื่อนคนหนึ่งเล่าว่า ช่วงที่เขาอยู่ลอนดอน เขาชอบไปสิงสถิตอยู่ในร้านกาแฟแห่งหนึ่ง เขาสังเกตว่ามีคนญี่ปุ่นคนหนึ่งทุกวันจะมานั่งอยู่หลังร้าน แล้วก็อ่านหนังสือเงียบ ๆ คนเดียว บางครั้งก็พูดคุยและยิ้มกับคนข้างโต๊ะ แล้วก็อ่านหนังสือต่อ จนกระทั่งวันหนึ่งมีคนมาขอลายเซ็น เขาถึงรู้ว่าคนนี้เป็นนักเขียนมีชื่อมาก คือ คาซูโอะ อิชิกูโร่ นิยายของเขาเป็นที่รู้จักทั่วโลก และถูกทำเป็นหนังด้วย แต่เขากลับพอใจอยู่เงียบ ๆ ไม่ประกาศตัว

“คนจริงนิ่งเป็นใบ้” อันนี้เป็นสำนวนที่น่าคิดนะ คนไม่จริงชอบคุยโว ตรงกับสุภาษิต “สิ่งใดพร่องสิ่งนั้นดัง” การลดละตัวตนจึงเป็นสิ่งสำคัญ มันแสดงถึงการชนะใจตัวเอง อันนี้คือชัยชนะอันยิ่งใหญ่ แต่คนที่ชนะใจตัวเองได้ เขาไม่สนใจเรื่องชัยชนะแล้ว ไม่สนใจเรื่องความสำเร็จด้วย เพราะมันเป็นเรื่องสมมติ แต่อาการดังกล่าวเป็นเครื่องชี้วัดถึงการลดละตัวตน

การยกจิตให้สูงขึ้นนั้น ต้องอาศัยการลดการละ เริ่มจากลดละการบริโภค ลดละความอยาก การลดละเหล่านี้เป็นเครื่องฝึกให้เกิดการลดละตัวตนได้ เหมือนกับการเดินขึ้นเขา ถ้าพวกเราเคยขึ้นเขาที่สูงชันโดยไม่มีลูกหาบ เราจะรู้เลยว่ายิ่งสูงมากเท่าไหร่ยิ่งจำเป็นต้องไปอย่างเบาที่สุด ขนสัมภาระไปให้น้อยที่สุด เอาเท่าที่จำเป็น ที่เหลือก็ต้องสละ ต้องปล่อย หลายคนที่ขึ้นภูกระดึง หรือขึ้นภูเขาสูงๆ ถ้าต้องขนสัมภาระด้วยตัวเอง ยิ่งสูงมากเท่าไหร่ ของก็จะยิ่งเหลือน้อย มักจะเหลือแค่น้ำกับของใช้ไม่กี่ชิ้น หรือถึงมีก็อยากจะปล่อย อยากจะวาง แม้แต่กล้องก็กลายเป็นของหนักที่ไม่อยากจะขนขึ้นไปด้วย ประสบการณ์ดังกล่าวทำให้เรารู้ว่า อะไรคือสิ่งที่สำคัญสำหรับชีวิต โทรศัพท์มือถือสำคัญไหม กล้องสำคัญไหม ถ้าเดินขึ้นเขาสูงก็จะรู้ว่า มันไม่สำคัญเท่ากับน้ำและอาหาร ถ้าเรายังแบกสัมภาระ ยังมีของพะรุงพะรังก็คงไปไม่ถึงยอดเขา ต่อเมื่อสละทิ้งไป เราจึงจะถึงที่หมาย

ใจเราก็เช่นกัน จะถึงที่สูงได้ก็ต้องปล่อย ต้องวาง ต้องสละ และต้องกล้าด้วย เพราะถ้าไม่ปล่อยไม่วางก็ไปไม่ถึง มองในแง่นี้ธรรมยาตราอาจจะไม่ได้ฝึกเราตรงนี้เท่าไหร่ เพราะเรามีรถช่วยขนสัมภาระให้ แต่ใครที่สนใจจะลองฝึกขนสัมภาระด้วยตัวเอง ก็ยิ่งดีจะได้รู้ว่า ยิ่งเดินทางไกล ยิ่งขึ้นที่สูง ยิ่งมีความจำเป็นที่จะต้องไปอย่างเบาที่สุด และเราก็จะรู้ว่า ของหลายอย่างหลายชิ้นนี้ไม่จำเป็นเลย

สามปีก่อนมีนักเรียนมัธยมไปเดินธรรมยาตราที่เรียกว่าธรรมโฆษณ์ยาตรา แม่ชีศันสนีย์รวบรวมอาสาสมัครขนหนังสือธรรมโฆษณ์ ซึ่งเป็นเล่มหนักจากสวนโมกข์ไปกรุงเทพฯ ระยะทาง ๗๐๐ กว่ากิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางเกือบเดือน ทุกคนต้องขนสัมภาระไปด้วย ปรากฏว่าขนได้ไม่กี่วัน นักเรียนก็ทยอยสละข้าวของ หลายคนขนรองเท้ามา ๒-๓ คู่ก็ทิ้งจนเหลือคู่เดียว พวกครีมทาผิวขวดใหญ่ๆ ก็ทิ้งเช่นกัน บางคนขนสเตอริโอกับลำโพงมาด้วยก็ทิ้งเช่นกัน ทุกเช้าก่อนเดินทางนักเรียนจะเอาของที่ตั้งใจทิ้งมารวมบนลาน ทุกวันจะมีของที่ถูกสละหรือทิ้งเป็นจำนวนมาก เพราะเขารู้ว่ามันไม่จำเป็น ถึงแพงแค่ไหนก็ไม่จำเป็น แค่เสื้อผ้าไม่กี่ชิ้นกับรองเท้าแตะก็พอแล้ว การเดินทางไกลหรือการขึ้นเขามันสอนเราว่าต้องไปอย่างเบา การที่เราจะยกจิตให้สูง ก็จำเป็นต้องมีการลดละด้วย โดยเฉพาะการลดละตัวตน

การเดินทวนกระแสจากเมืองสู่ป่า จากพื้นดินสู่ขุนเขา จากที่ต่ำสู่ที่สูง ควรเป็นโอกาสยกใจเราให้สูงขึ้นด้วย นั่นคือโปร่งเบา เป็นอิสระ ทั้งนี้ด้วยการสละความยึดติดต่าง ๆ ออกไปจากจิตใจ การเดินธรรมยาตราควรถือเป็นเครื่องฝึก และเป็นเกณฑ์ดูใจของเรา ว่าเราประสบความสำเร็จในชีวิตไหม

สำหรับชาวพุทธแล้ว เกณฑ์วัดว่าเราประสบความสำเร็จในชีวิตหรือไม่ คือดูว่าเราปล่อยวางได้มากน้อยแค่ไหน ถ้าเราปล่อยวางทรัพย์สมบัติได้มากขึ้น ปล่อยวางชื่อเสียงเกียรติยศ หน้าตาได้มากขึ้น หรือปล่อยวางตัวตนได้มากขึ้น นั่นคือความสำเร็จที่น่าภาคภูมิใจ ดังนั้นพวกเราหลายคนที่ไปไม่ถึงที่หมายในวันพรุ่งนี้ก็ไม่เป็นไร เพราะถ้าเราปล่อยวางได้มากขึ้น สละได้มากขึ้น เราชนะใจตัวเองได้มากขึ้น นั่นคือความสำเร็จที่น่าภาคภูมิใจ ส่วนคนที่ไปถึงที่หมายในวันพรุ่งนี้ แต่ถ้าใจยังไม่เปลี่ยนแปลงมาก ก็ถือว่ายังไม่สำเร็จ ก็ต้องพยายามต่อไป

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved