หน้ารวมบทความ
   บทความ > ธรรมยาตรา > เดินทางไกล ใจอยู่กับปัจจุบัน
กลับหน้าแรก

๑๓ เดินทางไกล ใจอยู่กับปัจจุบัน

ธรรมยาตราลุ่มน้ำลำปะทาวปีที่ ๑๐
วันที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๕๒ เย็น
พระไพศาล วิสาโล

แบ่งปันบน facebook Share   

วันนี้เป็นวันที่พวกเราได้ผ่านประสบการณ์การเดินแบบเข้มข้นที่สุดครั้งหนึ่งของการเดินธรรมยาตราในปีนี้ เพราะว่าระยะทางที่เราเดินนั้นไกลที่สุด ถ้าไม่นับพรุ่งนี้ วันนี้ช่วงบ่ายเดิน ๙ กิโลมากกว่าวันไหนๆ ในช่วง ๖ วันที่ผ่านมา เราคงได้เห็นด้วยตัวเองว่าเราทำได้มากแค่ไหน

ในภาพรวมก็ถือว่าเราทำได้ดี ทั้งๆ ที่เราก็มีคนมากันเยอะมากเป็นประวัติการณ์ มีคนนับว่าวันนี้มีคนเดิน ๓๖๐ คน เฉพาะที่เดินนะ ไม่นับฝ่ายสนับสนุน ที่ขับรถบ้าง หรือเตรียมสถานที่ รวมแล้วก็คงจะ ๔๐ นับเป็นขบวนธรรมยาตราที่มีคนเดินเยอะมาก แต่เราก็ช่วยกันเป็นกำลังใจให้แก่กันและกัน ความเหนื่อยหรือความปวดเมื่อยที่เกิดขึ้นคงจะช่วยทำให้เราเห็นประโยชน์ ความปวดมีข้อดีหลายอย่าง อย่างน้อยมันทำให้ใจเราอยู่กับปัจจุบันได้มากขึ้น เพราะว่าถ้าเราใจลอย ก็อาจจะเดินสะดุด โดยเฉพาะคนที่ถอดรองเท้าจะรู้สึกได้เลยว่าต้องใส่ใจกับแต่ละก้าวๆให้มาก เพราะถ้าใจลอยหรือใจหลุดไป ความปวดแปลบจะดึงจิตกลับมาอยู่กับการเดิน พอดึงกลับมาแล้วถ้าไม่มีสติ ใจจะปักตรึงอยู่กับความปวด แทนที่จะดูหรืออยู่ห่างๆ เพียงแค่รู้เฉยๆ ใจกลับปักตรึงอยู่ตรงนั้นก็เลยรู้สึกเจ็บมากขึ้น แต่เราก็ยังอาศัยความอดทนที่ช่วยผลักดันเราให้เดินไปข้างหน้าได้ไม่หยุด

เวลาเดินอาตมาเองคิดแต่ว่าเดินชั่วโมงนี้ให้ดีที่สุด ไม่ได้มองไปถึงชั่วโมงหน้าเลย เพราะคิดว่าเอาเท่านี้ก่อน ทำแต่ละชั่วโมงๆให้ดี เพราะว่าถ้าเรามองไปไกลๆ ก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร บางทีอาจจะทำให้เราท้อได้ง่าย แต่ถ้าเราถามตัวเองว่า ชั่วโมงนี้เราจะเดินไปได้ตลอดไหม อันนี้ตอบง่าย แต่ถ้าเรามองข้ามช่วงเวลานี้ไป ถามว่าวันนี้หรือบ่ายนี้เราจะเดินไปได้ตลอดไหม ก็อาจจะไม่มั่นใจ หรืออาจจะรู้สึกกังวลขึ้นมา

เหมือนกับเวลาเราทำงาน ถ้าเจองานใหญ่งานยาก หากมองไปตลอดสาย แล้วเห็นว่าจะต้องเจออะไรบ้าง บางทีก็รู้สึกท้อ เพราะว่างานที่ใหญ่และยาก กว่าจะขับเคลื่อนไปทีละนิดทีละหน่อย ไม่ใช่ง่ายเลย หลายคนก็เลยท้อ บางทีอาจจะเลิกไปเลย แต่ถ้าเราซอยให้มันสั้นลง ไม่ว่างานนั้นจะใช้เวลากี่ปีหรือกี่เดือนก็แล้วแต่ เราซอยให้เหลือเพียงแค่ว่า วันนี้เราจะทำให้ดีที่สุด พอเราลงมือทำ ก็อาจจะต้องซอยให้สั้นลงกว่านี้อีก ก็คือทำชั่วโมงนี้ให้ดีที่สุด ตอนนี้จะรู้สึกง่ายขึ้น ทีนี้ก็พยายามทำให้ได้อย่างที่เราตั้งใจ

การที่เราซอยงานใหญ่งานยากให้เป็นชิ้นเล็กๆ แล้วใส่ใจกับแต่ละชิ้นแต่ละส่วนนั้น จะทำให้เรามีกำลังใจทำงานอย่างต่อเนื่อง จำได้ไหมที่อาตมาเล่าถึงนักไต่เขาวิบาก เขาผ่านประสบการณ์มาเยอะ แต่ก็ยอมรับว่าเวลามองไปที่ยอดเขาจากที่ไกลๆ จะรู้สึกท้อ เพราะมันทั้งสูงทั้งชัน แต่เขาพบว่าวิธีที่ดีที่สุดคือ ใส่ใจกับพื้นดินที่อยู่ใต้ฝ่าเท้า แล้วเดินแต่ละก้าวๆ ให้ดี ในที่สุดก็จะถึงยอดเขาเอง งานยากกลายเป็นเรื่องง่ายเมื่อเราใส่ใจกับสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าเรา มีงานเยอะแค่ไหนก็ตาม ถ้าเราจดจ่อใส่ใจกับงานแต่ละอย่างๆ ให้ดี ในที่สุดก็จะเสร็จเอง เวลาทำงานหนึ่งก็อย่าเพิ่งไปสนใจงานอีก๑๐ อย่างที่รอเราอยู่ คนส่วนใหญ่เวลาทำงานชิ้นหนึ่งใจก็ไปนึกถึงอีก ๙ ชิ้นที่เหลือ เลยรู้สึกท้อ สุดท้ายก็ไม่ได้ทำอะไรเลย เพราะความท้อมันทำให้หมดเรี่ยวหมดแรงเสียก่อน ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว คนเราทำอะไรได้เพียงแค่ทีละอย่างเท่านั้น

สมมุติว่าชาวป่าจะกินช้างสักตัวหนึ่ง แม้หิวแค่ไหน เขาก็กินได้แค่ทีละคำเท่านั้นใช่ไหม หรือขนมเค้ก พิซซ่า ทั้งๆ ที่เป็นของชอบ แต่เราสามารถกินมันทั้งแผ่นได้ไหม ไม่ได้ใช่ไหม เราต้องตัดแบ่งเป็นชิ้นๆ แต่ละชิ้นเราก็ยังไม่สามารถจะเอาใส่ปากได้ เราต้องตัดให้เล็กลงไปกว่านั้น หรือใช้ช้อนตักทีละคำๆ แม้แต่สิ่งที่เราชอบ สิ่งที่น่าเพลิดเพลิน เราก็ต้องเสพทีละนิดๆ แต่ทำไมเวลาเราเจองานหรือเจออุปสรรคซึ่งเราไม่ชอบ ทำไม่ใช้วิธีนั้นในการจัดการกับมันบ้าง เรามักจะแบกมันเอาไว้ทั้งหมด แบกมันเอาไว้ที่ใจ กี่เรื่องๆ ก็แบกมันเอาไว้หมด ราวกับว่าเราสามารถจะจัดการมันได้ทีเดียวพร้อมกันซึ่งเป็นไปไม่ได้

เราทำได้แค่ทีละเรื่อง และแต่ละเรื่องเราก็ทำได้แค่ทีละเสี้ยวทีละส่วนเท่านั้นเอง การเดินก็เหมือนกัน ทางจะไกลกี่ร้อยกี่พันกิโลเมตร เราก็เดินได้แค่ทีละก้าว อย่างมากเราก็ควรจะใส่ใจแค่ว่า เดินวันนี้ให้ดีที่สุด แต่ว่าวันนี้มีหลายชั่วโมง เราก็ต้องซอยเป็นชั่วโมง ฉันใดก็ฉันนั้นถ้ามันเป็นเส้นทางที่กันดาร เป็นเส้นทางที่วิบาก เดินแต่ละก้าวๆ หรือแต่ละเมตรๆ ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่พอเรานึกถึงเส้นทางตลอดวันหรือเส้นทางตลอดสายก็รู้สึกท้อขึ้นมาทันที ว่าเราจะทำได้ไหมหนอ หลายคนรู้สึกท้อจนเลิกไปเสียก่อน

เวลาเราเจอเส้นทางที่แม้จะไม่วิบากเท่าไหร่ แต่ว่าไกลและใช้เวลาเดินหลายชั่วโมง เราก็ต้องวางใจให้เป็น ถ้าเราวางใจเป็น ความยากก็จะกลายเป็นเรื่องง่ายขึ้น ขอให้เราสนใจกับแต่ละก้าวๆ ถามตัวเองว่า ก้าวต่อไปไหวไหม แม้ว่าจะเหนื่อยจะปวดเมื่อยทุกย่างก้าว แต่เราอย่าไปมองไกล ดูแลแต่ละก้าวให้ดี ประเดี๋ยวก็ผ่านไปหนึ่งชั่วโมง แล้วก็ผ่านไปอีกหนึ่งชั่วโมง

พวกเราที่เป็นนักเรียนนักศึกษามีการบ้าน มีรายงานที่ต้องทำมากมาย พอนึกถึงหลายงานหลายชิ้นที่ต้องทำก็หมดแรงเสียแล้ว ใจมันฝ่อเสียก่อน แต่ถ้าเราวางแผนงานให้ดีว่า มีงานอยู่ ๑๐ ชิ้น ชิ้นนี้เราจะทำช่วงไหนถึงช่วงไหน เช่นชิ้นนี้ทำวันจันทร์ ชิ้นต่อไปทำวันอังคาร ชิ้นต่อไปทำวันพุธ แล้วเราก็ทำงานแต่ละวันๆ ให้ดี ถึงวันจันทร์เราก็จดจ่อกับงานชิ้นที่เราต้องทำในวันจันทร์ ส่วนงานอื่นเก็บไว้เป็นเรื่องของวันพรุ่งนี้ หรือของวันมะรืนนี้ อย่าไปนึกให้รกหัว จะทำให้รู้สึกหนักอกหนักใจ แต่ถ้าเราไม่มีสติ พอทำงานวันจันทร์ก็เผลอไปคิดถึงงานวันวันอังคาร แล้วก็เผลอไปคิดถึงงานวันพุธ งานวันจันทร์ยังทำได้ไม่เท่าไหร่ พอไปนึกถึงวันอังคารวันพุธก็หมดแรงเสียก่อน

ที่พูดมาไม่ได้หมายความว่าไม่ต้องวางแผน เมื่อเราวางแผนว่าจะทำอะไร เราก็ต้องซอยย่อย อย่างเช่นเราต้องเดิน ๙๐ กิโลเมตร ก็มีการซอยว่าวันแรกเราเดินกี่กิโลเมตร ตอนเช้าเดิน ๖ ตอนบ่ายเดิน ๘ วันที่ ๒ เราเดิน ๑๐ กิโลเมตร ตอนเช้าเดิน ๔ ตอนบ่ายเดิน ๖ แต่เมื่อเราวางแผนเรียบร้อยแล้ว เวลาเราเริ่มเดินตอนเช้า ก็ไม่ต้องสนใจตอนบ่ายแล้ว ไม่เช่นนั้นเวลาเดินแค่ชั่วโมงเดียวก็จะเหนื่อยแล้ว ไม่ใช่เหนื่อยกาย แต่เหนื่อยใจมากกว่า

เมื่อเดินทางไกล ถ้าใจอยู่กับปัจจุบันแล้วมันก็ง่าย เหมือนกับปกหนังสือของบ้านอารีย์ที่เอามาแจกวันนี้ หน้าปกเป็นภาพขบวนธรรมยาตรา มีข้อความว่า “เดินทางไกล ใจปัจจุบัน” ไกลแค่ไหน ถ้าใจอยู่กับปัจจุบัน มันก็ถึงเอง ขอฝากไว้สำหรับการเดินพรุ่งนี้

อีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะพูดถึง คือเส้นทางที่เราเดินมาถึงที่นี่ ถ้าจะว่าไปแล้วตั้งแต่ตัวเมืองชัยภูมิมาเลย สมัยก่อนเป็นเส้นทางชักลากไม้ พวกเราถ้าฟังคำให้สัมภาษณ์ของหลวงพ่อคำเขียนจากรถกระจายเสียง จะได้ยินท่านเล่าตอนหนึ่งว่า ตอนตั้งวัดป่าสุคะโตใหม่ ๆ เมื่อหลวงงพ่อบุญธรรม ซึ่งเป็นญาติผู้พี่ของหลวงพ่อคำเขียน มาอยู่ได้สักสองปี ก็มีบริษัททำไม้ขึ้นมาบนหลังเขา แล้วก็ตัดไม้แม้กระทั่งในวัดซึ่งตอนนั้นเป็นแค่ที่พักสงฆ์ เขาได้สัมปทานทั้งเขาเลย ตัดไม้เสร็จก็ชักลากหรือขนส่งกันตามเส้นทางที่เราเดินมา เมื่อพวกเราขึ้นมาบนนี้แล้วเห็นไร่เห็นเขาหัวโล้นเหล่านี้ ก็ให้ทราบว่าก่อนหน้าที่ชาวบ้านเขาจะขึ้นมาทำไร่ เริ่มจากไร่เดือย ไร่ปอ แล้วกลายเป็นไร่มันสำปะหลัง ป่าถูกตัดไปแล้วโดยบริษัททำไม้ เพราะว่าสมัยก่อนเมืองไทยเรามีสินค้าออกอย่างหนึ่งที่ขึ้นหน้าขึ้นตา ทำรายได้ให้มาก นอกจากข้าวแล้วก็คือไม้นั่นเอง เหมือนกับพม่าในปัจจุบันที่ส่งออกไม้ แต่ของเราก้าวล้ำหน้าไปนานแล้ว เมื่อ ๔๐ ปีก่อน นอกจากข้าวแล้วก็มีไม้ ดีบุก และยางพาราเป็นสินค้าออกที่สำคัญ

บ้านเมืองเราสมัยก่อนไม่มีสินค้าส่งออกที่เป็นสินค้าอุตสาหกรรม เงินตราต่างประเทศได้มาจากการขายหรือส่งออกสินค้าเกษตรกรรม เพราะฉะนั้นการให้สัมปทานป่าไม้ทั้งภูเขาจึงเป็นเรื่องธรรมดามากเมื่อ ๔๐ ปีก่อน เพิ่งเลิกสัมปทานไม้ไปเมื่อ ๒๐ ปีที่แล้วนี้เอง หลังจากเกิดปัญหาพายุเกย์ถล่มจนดินโคลนถล่มทับที่นครศรีธรรมราช โดยเฉพาะแถวบ้านคีรีวงศ์ หลังจากนั้นรัฐบาลจึงยยุติการให้สัมปทานไม้

นี่เป็นประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งของภาคอีสานที่เราควรจะทราบ เพราะเวลาเราเห็นพื้นที่ป่าถูกทำลาย เรามักคิดว่าเป็นเพราะชาวบ้านมาทำไร่ มาถางป่า ซึ่งก็จริงแต่ไม่จริงทั้งหมด เพราะว่าถ้าไม่มีการทำไม้ ไม่มีเส้นทางชักลากไม้ ชาวบ้านก็คงจะขึ้นมาหักร้างถางป่ายากมาก เพราะว่าชาวบ้านไม่มีกำลังที่จะตัดไม้ใหญ่ๆ จะเผาก็เผาไม่ได้เพราะอากาศในป่าชื้นมาก แถมยังมีไข้ป่า ชาวบ้านไม่สามารถขึ้นมาได้โดยลำพังถ้าไม่มีบริษัททำไม้เบิกทางไว้ก่อน

ทั้ง ๆ ที่ถูกบริษัททำไม้ตัดไปรอบหนึ่งแล้ว ป่าบนหลังเขาก็ยังมีต้นไม้ใหญ่อีกมากมาย เพราะว่าเขาไม่ได้ตัดต้นไม้ทั้งหมด เขาต้องเลือกตัด เพราะไม้ต้นใหญ่มีเป็นจำนวนมาก แล้วก็ต้องรีบตัดเพื่อให้ทันกำหนดสัมปทาน หลวงพ่อคำเขียนเล่าว่าชาวบ้านขึ้นมาตามทางชักลากไม้แล้วตั้งหมู่บ้าน ถ้าเป็นที่ท่ามะไฟหวานก็ประมาณปี ๑๗ ส่วนหมู่บ้านอื่นที่ตั้งก่อนหน้านั้นก็มีอยู่บ้าง ส่วนใหญ่ที่มาอยู่ท่ามะไฟหวานเป็นพวกหนีคดีหนีตำรวจ คนทั่วไปจะไม่ขึ้นมาจนกระทั่งเมื่อมีการทำไม้และมีการชักลากไม้ เส้นทางที่ถูกเปิดขึ้น ทำให้ชาวบ้านอพยพกันมามากขึ้น บ้างก็มาเป็นแรงงานตัดไม้ บ้างก็ขึ้นมาหาที่ทำกิน

หลวงพ่อคำเขียนเล่าว่าเมื่อมีการทำไม้ไปชั้นหนึ่งเรียบร้อยไปแล้ว ปรากฏว่ายังมีไม้ต้นใหญ่ๆ อีกมาก แล้วชาวบ้านหักร้างถางป่ากันอย่างไร หลวงพ่อเล่าว่า เขาจะเลือกตัดโดยเลื่อยต้นไม้ต้นใหญ่ๆ สูงๆ แต่ว่าไม่ตัดให้ขาด เลื่อยเกือบจะขาด ทำอย่างนี้เป็นสิบเป็นร้อยต้น ขึ้นอยู่กับว่าต้องการพื้นที่มากน้อยแค่ไหน เสร็จแล้วเขาก็จะเลือกต้นไม้ต้นที่ใหญ่หรือสูงที่สุด แล้วเลื่อยให้ขาด เพื่ออะไร เพื่อให้มันโค่นลงมาฟาดทับต้นอื่น ๆ ทำให้ต้นไม้ถูกโค่นเป็นลูกระนาดเหมือนโดมิโน ลองนึกภาพโดมิโนนะ พอหนึ่งโค่นสอง สองโค่นสาม สามโค่นสี่ สี่โค่นห้า หลวงพ่อเล่าว่าเสียงไม้ฟาดและล้มดังเป็นชั่วโมงเลย เสร็จแล้วชาวบ้านก็ต้องปล่อยทิ้งไว้อย่างนั้นก่อน ไม่ได้เผา เผาไม่ได้ด้วยซ้ำ เพราะว่าไม้มันยังสด อีกอย่างช่วงนั้นเป็นฤดูฝน เพราะฉะนั้นเวลาชาวบ้านทำไร่ เขาก็จะหย่อนข้าวโพด ตามช่องว่างระหว่างขอนหรือซุงที่ล้มระเนนระนาด เท้าของชาวบ้านแทบไม่ได้แตะพื้นดินเลยนะ เพราะเหยียบอยู่บนขอนไม้ ไม้ ลองคิดดูสิว่าไม้เหล่านั้นระเนนระนาดราวกับทะเลซุงเลย ถ้าเทียบเป็นเงิน คงมโหฬารมหาศาล ขนาดผ่านการทำไม้มารอบหนึ่งแล้วนะ ไม้ยังเยอะขนาดนั้น

มองในแง่เศรษฐกิจก็ถือว่าไม่คุ้ม เพราะโค่นต้นไม้เป็นพันเป็นหมื่นต้นเพื่อที่จะปลูกมันสำปะหลัง ซึ่งกิโลละ ๕๐ สตางค์ ลองคำนวณดูว่าไม้เหล่านั้นราคาเท่าไหร่ มีทั้งมะค่า ตะเคียน ยาง ราคาแพงทั้งนั้น แต่ชาวบ้านไม่มีกำลังที่จะเอาไม้มาใช้ประโยชน์ พอถึงหน้าแล้ง หลังจากเก็บข้าวโพด ขุดหัวมันเสร็จแล้ว เขาก็จะเผาขอนไม้ที่กองระเกะระกะจนหมด นับว่าเผาเงินโดยแท้ สมัยนี้ต้นหนึ่งราคาไม่รู้เท่าไหร่ เขาเผาเพื่อเตรียมพื้นที่ปลูกข้าวโพดหรือมันในปีต่อไป

ถ้าถามว่าทำไมชาวบ้านถึงขึ้นมา คำตอบก็คือ เพราะชาวบ้านไม่มีที่ทำกิน ชาวบ้านทำนาแล้วก็ขาดทุน เพราะว่าต้นทุนสูงแต่ว่าข้าวถูกกดราคา จึงเป็นหนี้เป็นสินกันมาก พอเป็นหนี้เป็นสินทำอย่างไร ก็ขายที่ แล้วก็มาเสาะหาอนาคตบนหลังเขา เป็นอย่างนี้ทั้งภาคอีสาน คงรวมถึงภาคเหนือด้วย ขณะเดียวกันรัฐบาลก็สนับสนุนให้ชาวบ้านปลูกมันสำปะหลังเพื่อส่งออก ในเวลาเพียงไม่กี่ปี มันสำปะหลังสามารถทำรายได้ให้กับประเทศเป็นอันดับ ๒ รองจากข้าว อันนี้เพราะนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการส่งออกมันสำปะหลัง ส่งขายญี่ปุ่น ส่งขายยุโรป

กองทัพชาวบ้านที่ขึ้นมาหักร้างถางป่าบนเขา จะพูดว่าได้รับไฟเขียวจากรัฐบาลก็ว่าได้ ทั้งๆ ที่เป็นเขตป่าสงวน แต่ถ้าจะเอาจริงเอาจังก็ทำไม่ได้อยู่แล้ว จึงทำเหมือนไม่รู้ไม่เห็น เพราะว่ารัฐบาลต้องการขยายพื้นที่ปลูกมัน ต้องการส่งออกมันเยอะ ๆ เพื่ออะไร เพื่อได้เงินตราต่างประเทศมาพัฒนากรุงเทพฯ สร้างถนน สร้างเขื่อน ซึ่งล้วนแต่เป็นประโยชน์กับคนในเมือง เขื่อนผลิตไฟฟ้า ชาวบ้านก็ไม่ได้ใช้หรอก ไฟถูกส่งเข้าเมือง เช่นเดียวกับรายได้จากการขายไม้ ก็ไม่ได้เอามาพัฒนาชนบท ส่วนใหญ่เอาไปพัฒนาอุตสาหกรรม พัฒนาเมือง พวกเราที่อยู่ในเมืองเลยได้รับผลพวงจากการพัฒนาแบบนี้อย่างเต็มที่ ส่วนชาวบ้านก็จนลงๆ ที่ดินก็เสื่อมคุณภาพ ป่าก็ถูกทำลาย

เรามาที่นี่ก็คงเห็นความแตกต่างระหว่างเมืองกับชนบทมาก ที่นี่ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นน้อยมาก ช้ามาก ชาวบ้านก็เป็นอย่างนี้แหละ เมืองไทยตอนนี้ช่องว่างระหว่างเมืองกับชนบท หรือระหว่างคนรวยกับคนจนถ่างกว้างเร็วมาก ระหว่างคนรวยสุดกับจนสุดก็ถ่างกว้างมาก ตอนนี้เมืองไทยติดอันดับประเทศที่มีช่องว่าง หรือความเหลื่อมล้ำทางรายได้สูงมาก น้องๆ บราซิล น้องๆ แอฟริกา ซึ่งไม่น่าจะเป็นอย่างนั้น ตอนนี้เราคงไม่รู้ว่า ระหว่างคนที่รวยสุด ๒๐ เปอร์เซ็นต์แรก กับคนที่จนสุด ๒๐ เปอร์เซ็นต์สุดท้าย สินทรัพย์ของคน ๒ กลุ่มนี้ห่างกันประมาณ ๗๐ เท่า คนที่อยู่ในวงการนี้จะรู้ว่า มันเป็นตัวเลขที่สูงมาก

ตอนนี้เราก็ได้มาเห็น มาศึกษาด้วยตัวเองว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมป่าถูกทำลาย ชาวบ้านอยู่กับป่า แต่เมื่อป่าถูกแปรสภาพเป็นเงินเป็นทอง ทำไมชาวบ้านซึ่งอยู่กับป่าจึงไม่ได้เงยหน้าอ้าปากมากขึ้นเท่าไหร่ ถ้าจะตอบก็เพราะว่าผลพวงมันไปตกอยู่กับคนในเมือง ซึ่งเป็นคนส่วนน้อย เขามีการทำวิจัยแล้วพบว่า โดยภาพรวมแล้ว (ไม่ใช่เมืองไทยที่เดียวแต่ว่ารวมทั้งประเทศทั่วโลกด้วย) การจะทำให้คนจนได้เงินเพิ่มขึ้นมา ๑ บาท ต้องทำให้มีเงินเพิ่มขึ้นในเศรษฐกิจโลก ๑๖๖บาท ส่วนใหญ่เงินที่เพิ่มขึ้นนั้นจะไปอยู่ในมือของคนรวย รองลงมาคือคนชั้นกลาง กว่าจะถึงมือคนจนก็เหลือเพียง ๑ บาทเท่านั้น ฉะนั้นเราพูดได้ว่า ถึงแม้คนจนจะมีรายได้เพิ่มขึ้นในช่วง ๓๐ ปีที่ผ่านมา แต่ก็เทียบไม่ได้กับคนรวยในเมืองที่รายได้เพิ่มขึ้นนับสิบเท่าตัว

เรามาที่นี่ นอกจากมาดูและศึกษาเรื่องของธรรมชาติแล้ว อยากให้เข้าใจสภาพชนบทด้วย ถ้ามาเห็นอย่างนี้ก็จะเข้าใจว่าทำไมชาวบ้านถึงสนับสนุนนักการเมืองคนละแบบกับคนในเมือง และทำไมถึงเกิดความขัดแย้งระหว่างเสื้อเหลืองเสื้อแดง ก็ขอให้มองและโยงกันให้ถูก สิ่งที่เป็นปัญหาตามมาก็คือ เมื่อสิ่งแวดล้อมเลวลง ถูกแปรสภาพเป็นเงินแล้ว ชาวบ้านได้ผลประโยชน์น้อยมาก ทำไร่ไม่นานก็เป็นหนี้สิน จึงมีการหักล้างถางป่ากันต่อไป ดังนั้นการอนุรักษ์ธรรมชาติจึงต้องมองถึงมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม ด้วยเพราะมันเกี่ยวพันกันด้วย

วันนี้พวกเราเหนื่อยกันมาก และเลิกกันช้า คืนนี้ยังมีกิจกรรมอีกหลายอย่าง ก็ขอพูดเท่านี้พอให้เข้าใจว่าตอนนี้เรามาถึงไหนและอยู่ในสภาพอะไร จะได้เข้าใจถึงท้องถิ่นที่เรามาถึง

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved