หน้ารวมบทความ
   บทความ > ธรรมยาตรา > ตัวถึงที่หมาย ใจถึงธรรม
กลับหน้าแรก

๑๑ ตัวถึงที่หมาย ใจถึงธรรม

ธรรมยาตราลุ่มน้ำลำปะทาวปีที่ ๑๐
วันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๒ เย็น
พระไพศาล วิสาโล

แบ่งปันบน facebook Share   

เราเปลี่ยนบรรยากาศมานั่งทำวัตรกันบนลานกว้าง วันนี้เป็นวันที่ ๕ ที่เราได้เดินรอนแรมแบบธรรมยาตรา สำหรับหลายคนที่มาเดินตั้งแต่วันแรกๆ คงรู้สึกว่าวันนี้เดินง่ายขึ้น ที่เคยปวดเคยเมื่อยก็คงรู้สึกบรรเทาเบาบางลง ทั้งนี้เป็นเพราะร่างกายเราปรับตัวได้ และใจก็เริ่มเกิดความเชื่อมั่นว่าเราสามารถเดินด้วยเท้าในระยะทางยาวๆ แบบนี้ได้ แต่สำหรับผู้มาใหม่ที่มาเริ่มเดินในวันนี้ ก็ต้องให้โอกาสแก่ตัวเองในการปรับตัวปรับใจ หากว่ายังรู้สึกเหนื่อย รู้สึกต้องฝืนทนก็เป็นเรื่องธรรมดา กว่าเราจะปรับตัวได้ ส่วนใหญ่ใช้เวลาประมาณ ๓ วัน พอถึงวันที่ ๔ จะรู้สึกว่าการเดินธรรมยาตรากลายเป็นธรรมชาติ ผู้ที่มาเดินวันแรก หากมีความติดขัดทางกายทางใจก็ให้ตระหนักว่ามันเป็นธรรมดา อย่าไปขุ่นเคืองใจ อย่าไปเอาจริงเอาจังกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับกาย ว่าเท้าของฉัน เข่าของฉันจะไหวไหม บางคนตื่นขึ้นมาตอนเช้าก็ยังไม่แน่ใจเลยว่าตอนเช้าจะเดินได้หรือเปล่า แต่พอย่างเท้าเดินไปได้ไม่กี่ก้าว ความมั่นใจก็จะค่อยๆ เพิ่มมากขึ้น

นี่เป็นโอกาสที่เราจะได้ดูกายดูใจของตัว และยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น ถ้าเรายอมรับด้วยใจเป็นกลาง ไม่ว่าความข้องขัดที่กายหรือความท้อแท้ในใจ ก็ดูมันไป แต่อย่าไปจมหรือเอามาเป็นอารมณ์มากนัก ความท้อเป็นเรื่องธรรมดานะ หลายคนถ้ารู้สึกว่าตั้งแต่เดินมารู้สึกท้อหลายครั้งแล้ว ต้องถือว่าดี ท้อหลายครั้งแสดงว่ามันเป็นเรื่องยากสำหรับเรา แต่ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องยากเราก็ยังพาตัวพาใจมาถึงตรงนี้ได้ แสดงว่าเรามีความเข้มแข็งในจิตใจมากขึ้น เราไม่ยอมพ่ายแพ้ต่อความท้อแท้ นั่นหมายความว่าธรรมยาตรานี้เป็นประโยชน์สำหรับเรา ท้อแท้หลายครั้งแต่ไม่เลิกยังเดินต่อไป ดีกว่าท้อครั้งเดียวแล้วเลิก บางคนรำพันในใจว่า “ฉันท้อหลายครั้งเหลือเกิน วันหนึ่งท้อไม่รู้กี่ครั้ง” อันนี้แสดงว่าเราเข้มแข็ง มีความเพียร เพราะถึงแม้ท้อหลายครั้งแต่ว่าเราไม่ยอมแพ้ ดีกว่าท้อครั้งเดียวแล้วเลิกเลย ถ้าเป็นอย่างหลังแสดงว่าอ่อนแอ และคงมีอีกหลายคนที่ไม่ท้อเลย ยังเดินไปได้เรื่อยๆ ก็แสดงว่าธรรมยาตราอาจจะมีประโยชน์ต่อเขาน้อยลงในแง่ที่เป็นเครื่องฝึกฝนกายและใจ แต่เขาอาจจะเป็นประโยชน์ต่อธรรมยาตราได้มากขึ้น

คนที่ปรับตัว ปรับกาย ปรับใจได้แล้ว ขอให้ลองเขยิบทำสิ่งที่ยากขึ้น ลองทำให้การเดินครั้งนี้ยากขึ้นอีกหน่อยก็ดีเหมือนกัน จะได้ท้าทายตัวเอง เพราะเมื่อเราปรับตัวได้แล้วมันจะกลายเป็นเรื่องง่าย พอง่ายแล้วเราก็เลยสบาย แต่ถ้าเราลองใช้โอกาสนี้ฝึกให้ยากขึ้นเพื่อเพิ่มความสามารถทางกายและใจ โดยเฉพาะความสามารถทางใจนี้สำคัญมาก ความสามารถทางกายย่อมเสื่อมไปตามระยะเวลา ตามวัย แต่ความสามารถทางใจไม่จำเป็นต้องเสื่อมตามกาลเวลา อีกทั้งยังจำเป็นมากในยามที่ร่างกายเสื่อมลง เราต้องมีสิ่งชดเชยคือความเข้มแข็งทางจิตใจ รวมทั้งการมีสติปัญญามากขึ้น ให้ถือว่าการเดินครั้งนี้เป็นการฝึก มีคำพูดที่ว่า “ยามสงบเราฝึก ยามศึกเรารบ” ตอนนี้ให้ถือว่าเรามาฝึกตนในยามที่ชีวิตเราสงบราบรื่น

บางคนสงสัยว่า มาเดินธรรมยาตราทำไม หรือมาปฏิบัติธรรมทำไม ในเมื่อชีวิตฉันสบายอยู่แล้ว ถามอย่างนี้ก็ถูกแต่ยังถูกไม่หมด เพราะแม้ว่าตอนนี้เราสบาย แต่เราแน่ใจได้อย่างไรว่า จะสบายอย่างนี้ไปตลอด สุขภาพร่างกายของเราย่อมมีวันเสื่อมโทรม ชีวิตหรือสังขารของเราย่อมแปรเปลี่ยน วันนี้เราสบายไม่ได้หมายความว่าพรุ่งนี้เราจะสบายด้วย เพราะคนเราหนีอนิจจังไม่พ้น อย่างที่สวดกันเมื่อครู่นี้ว่า เราต้องประสบกับความแก่ ความเจ็บและในที่สุดคือความตาย ไม่ว่าตอนนี้เราจะสบายแค่ไหน เช่น มีสุขภาพดี มีพลานามัยดี มีชีวิตครอบครัวที่อบอุ่น มีงานการที่ก้าวหน้ามั่นคง ทั้งหมดนี้ต้องแปรเปลี่ยนไปในวันข้างหน้า ชีวิตที่สงบราบรื่นอาจจะประสบกับวิกฤติในวันหน้าเพราะความผันผวนปรวนแปรนั้นเป็นธรรมดาของโลก ดูตัวอย่างเศรษฐกิจของเมืองไทย เศรษฐกิจของโลกเป็นอย่างไรบ้าง ที่เคยฟูเฟื่องกลับฟุบอย่างไม่ทันรู้ตัว เมื่ออาทิตย์ที่แล้วมีข่าวเกี่ยวกับดูไบ ดูไบเป็นเมืองที่เจริญรุ่งเรืองมาก มีการสร้างเกาะกลางทะเล สร้างโรงแรมใต้น้ำ สร้างปราสาทราชวังประมาณพันห้องสำหรับมหาเศรษฐี ตอนนี้เศรษฐกิจฟุบไปแล้ว ไม่มีเงินจ่ายหนี้ ส่งแรงกระเพื่อมทางเศรษฐกิจไปทั่วโลก เห็นไหมว่าวันนี้สบายพรุ่งนี้อาจลำบากก็ได้

เมื่อรู้เช่นนี้ เราควรหันมาฝึกตนในขณะที่ยังสบายดีอยู่ เรียกว่ายามสงบเราฝึก เมื่อถึงยามศึกคือยามที่ชีวิตถูกคุกคามด้วยภัยต่างๆเช่น ความเจ็บป่วย การพลัดพรากจากคนรัก การงานล้มเหลว ธุรกิจล้มละลาย เราจะสามารถตั้งหลักได้ ไม่มีอะไรที่ทำให้เราตั้งหลักได้ดีกว่าใจที่ฝึกไว้ดีแล้ว พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า การทรมานตนเป็นทางสุดโต่งที่พึงหลีกเลี่ยง แต่เราไม่ได้เดินธรรมยาตราเพื่อทรมานตน เราควรจะหลีกเลี่ยงการทรมานตนโดยเฉพาะหากทำไปเพื่อหวังบรรลุธรรมได้ การทรมานตนไม่มีทางทำให้บรรลุธรรมได้ แต่การฝึกตนนั้นเป็นสิ่งจำเป็น และการฝึกตนนั้นต้องผ่านความยากลำบาก ความยากลำบากทำให้เกิดสติ เกิดปัญญา เกิดความเข้มแข็ง อาตมาได้พูดในวันก่อนว่า ในทุกข์มีธรรม ไม่มีทางที่เราจะเข้าถึงธรรมได้ ถ้าเรามัวแต่หนีทุกข์หรือมัวแต่แสวงหาความสุข ถ้าอยากเข้าถึงธรรมก็ต้องเข้าหาทุกข์ เพื่อให้รู้ทุกข์และเพื่อยกจิตให้อยู่เหนือทุกข์

การเดินธรรมยาตราเราจึงไม่ได้เพียงแค่เดินเพื่อให้ถึงจุดหมายปลายทาง การตั้งใจเดินเพื่อให้ถึงจุดหมายปลายทางก็ดีอยู่ แต่อย่าให้ถึงแต่ตัว เมื่อตัวถึงที่หมาย ใจก็ต้องถึงธรรมด้วย ถ้าตัวถึงที่หมายแต่ใจไม่ถึงธรรม เรียกว่าขาดทุน อาจจะได้ในเรื่องความอดทนทางกายและอดทนทางใจ แต่ก็ทำไปด้วยความทุกข์ โดยไม่เห็นทุกข์เสียด้วย เพราะฉะนั้นเราต้องวางใจให้เป็น อย่าให้ตัวถึงที่หมายเท่านั้น แต่ใจต้องถึงธรรม คือถึงสติด้วย

การเดินนั้นจะช่วยให้สติของเราเพิ่มพูน ทำให้เราสามารถเห็นความทุกข์ของกายโดยที่ใจปล่อยวาง ใจไม่ทุกข์ไปกับกายได้ เราทำได้ถ้ามีสติ เพราะถ้าไม่มีสติ จะเผลอ จะลืมตัว จะไปเอาความทุกข์ของกายมาเผาลนจิตใจทำให้ทุกข์ใจ กลายเป็นทุกข์สองอย่าง คือทุกข์กายและทุกข์ใจ แต่ความทุกข์กายจะทำอะไรเราได้ยากถ้าเราเดินด้วยใจหรือเดินด้วยสติ ไม่ใช่แค่เดินด้วยเท้า หรือไม่ใช่แค่เดินด้วยท้องอย่างที่มีคำพูดว่า กองทัพเดินด้วยท้อง ความจริงธรรมยาตราก็เดินด้วยเท้าและด้วยท้องเหมือนกัน เรื่องกินเป็นเรื่องใหญ่ แต่ว่ามีสิ่งที่สำคัญกว่านั้นก็คือการเดินด้วยใจหรือเดินด้วยสติ

เมื่อเราเดินถึงที่หมายแล้ว ยังไม่พอนะ ต้องถามว่าแล้วเราเห็นตัวเองมากขึ้นหรือเปล่า เรารู้เท่าทันตัวเองมากขึ้นไหม เราปล่อยวางความทุกข์ ความหงุดหงิดกังวลได้หรือเปล่า หรือว่าเดินไปตลอดทางใจก็บ่น งอแง อดไม่ได้ที่จะโทษโน่นโทษนี่ โทษดินฟ้าอากาศ โทษแสงแดด โทษถนน โทษผู้คน โทษรถที่มาไม่ขาดสาย ทำให้เราต้องเบี่ยง ต้องปรับขบวนตลอดเวลา บางทีก็โทษคนตีกลอง ทั้งหมดนี้มันมาจากใจที่หาเรื่อง ใจที่งอแงหงุดหงิดเพราะว่าถูกความทุกข์ทางกายเล่นงาน

ให้มีสติดู และเห็นความท้อแท้ด้วย ท้อบ่อยๆ เป็นของดี เพราะทำให้เรารู้จักความท้อ เมื่อเห็นบ่อยๆ จะรู้จักมันมากขึ้น เมื่อรู้จักแล้วมันก็ทำอะไรเราได้ยาก ไม่ใช่ว่าไม่ควรมีความท้อนะ เคยบอกไว้เมื่อ ๒-๓วันก่อนว่าอะไรเกิดขึ้นกับใจเราก็ให้ยอมรับ อย่าปฏิเสธ อย่าดิ้นรน อย่าผลักไส เช่นเดียวกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับกาย เช่น ทางไกล แดดร้อน ลมแรง อาหารไม่อร่อย ลองเปิดใจยอมรับมัน เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา เราคิดแต่จะไปควบคุมหรือจัดการสิ่งภายนอกตลอดเวลา เพราะเราคิดว่าเราทำได้

เราคิดว่าเราสามารถควบคุมธรรมชาติได้ด้วยเทคโนโลยี รูปร่างหน้าตาทรวดทรงของเราก็จัดการได้ด้วยการผ่าตัด สิ่งแวดล้อมก็จัดการได้ถ้าเรามีเงิน ถ้าบ้านร้อนก็ซื้อเครื่องปรับอากาศมาติด ถ้ามีขโมยก็จ้างคนดูแลหรือซื้อสัญญาณกันขโมย เราคิดจะจัดการกับสิ่งภายนอกเพื่อความสะดวกสบายของตัวเอง แต่เราอาจจะลืมไปว่ามีสิ่งหลายอย่างรอบตัวที่เราไม่สามารถจะจัดการได้ ซึ่งไม่มีอะไรดีกว่าการทำใจ เช่น รถติด หรือไฟแดงนานเหลือเกิน เราจะไปจัดการให้ไฟแดงเปลี่ยนเป็นไฟเขียวเร็วๆ ก็ทำไม่ได้ หากเรากังวลหรือหงุดหงิดไปก็ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น ทางเดียวที่ควรทำ คือทำใจยอมรับ

การยอมรับไม่ได้แปลว่ายอมแพ้ ปัญหามีก็ต้องแก้ไข แต่เราต้องรู้จักยอมรับความจริงก่อนเพราะไม่เช่นนั้นแล้วใจจะทุกข์ และถ้าแก้ปัญหาด้วยความทุกข์ ความหงุดหงิด ก็อาจจะทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง เช่นเวลาเราเจ็บป่วย เราก็ต้องรักษา แต่ว่าการรักษาบางอย่างไม่ได้ทำให้ความเจ็บป่วยทุเลาในเร็ววัน เราก็ต้องยอมรับและเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันให้ได้

ธรรมยาตราเป็นการฝึกให้เราเรียนรู้ที่จะอยู่กับความไม่สะดวก ความเมื่อย ความปวด ความทุกข์ แต่ก่อนเราชอบหนีมัน ปวดก็กินยา ถ้าเดินคนเดียวฉันก็ไม่เดิน ฉันไปทำอย่างอื่น ถ้าเบื่อ ฉันก็เปิดเพลงฟังหรือไปเที่ยวห้าง แต่ที่นี่เราทำอย่างนั้นไม่ได้ จึงต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับความเบื่อ ความไม่สะดวกสบาย ความข้องขัด เราจะอยู่กับมันได้อย่างไร ก็ต้องปรับใจ ปรับใจโดยเริ่มจากการเปิดใจยอมรับตามที่มันเป็น แล้วเราจะทุกข์น้อยลง อย่าลืมว่าสุขหรือทุกข์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับเรา แต่อยู่ที่ว่าเรารู้สึกหรือเรามีปฏิกิริยากับมันอย่างไร หากมีเรื่องร้ายๆ เกิดขึ้นกับเราแต่เราทำใจได้ เรายอมรับมันได้ หรือมองเห็นว่ามันมีข้อดี ใจเราก็ไม่ทุกข์ แต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ หากเกิดขึ้นแล้วเราต่อต้านผลักไส เราทุกข์ทันทีเลย ยิ่งต่อต้านมากเท่าไหร่ หากมันไม่ยอมไป เราก็ยิ่งทุกข์หนักขึ้น เพราะฉะนั้นสุขหรือทุกข์จึงอยู่ที่การวางใจของเรา

ปีนี้เราเดินธรรมยาตราทวนกระแส ไม่ใช่แค่ทวนกระแสน้ำลำปะทาว แต่ตั้งใจให้เป็นการทวนกระแสกิเลส ทวนกระแสน้ำกับทวนกระแสกิเลสเป็นเรื่องเดียวกัน เพราะเดินทวนกระแสน้ำหมายความว่า ต้องเดินขึ้นสู่ที่สูงเพราะน้ำนั้นมาจากที่สูง ถ้าเราจะเดินทวนน้ำเราก็ต้องขึ้นสู่ที่สูงมากขึ้นเรื่อยๆ การเดินสู่ที่สูงย่อมทำให้เหนื่อยเพราะต้องใช้ความพยายามมากขึ้น ไม่เหมือนกับการเดินตามน้ำ เดินตามน้ำบางครั้งก็กลายเป็นการตามกิเลสไปเพราะว่า เดินล่องลงมาเรื่อยๆ สบายใจ เลยปล่อยใจฟุ้งซ่าน แต่ถ้าเราเดินทวนกระแสน้ำ ก็จำเป็นต้องทวนกระแสกิเลส ความรักสบาย รวมทั้งความเห็นแก่ตัวด้วย เพราะถ้าเราทำอะไรตามใจตัว ก็อาจจะเลิกเดิน หรือเอะอะโวยวาย บางครั้งเราต้องฉุดรั้งตัวเองเพื่อเห็นแก่ประโยชน์ของผู้อื่น แต่การเดินทวนกระแสน้ำ มันไม่ใช่ทำเพื่อให้เกิดความแปลกใหม่ ไม่ใช่เพราะว่า ๙ ปีที่แล้วเราเดินตามน้ำกัน ปีนี้ครบ ๑๐ ปี ก็เลยทำให้มันแปลกใหม่หน่อยคือเดินทวนกระแส ไม่ใช่อย่างนั้น

การเดินทวนกระแสน้ำนั้นมีความหมาย เมื่อเราเดินทวนกระแสน้ำเราก็จะเดินเข้าใกล้ต้นน้ำมากขึ้น แม้ว่าจะต้องเดินจากต่ำไปหาสูง แต่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือน้ำจะใสขึ้น ใสขึ้น ป่าจะอุดมสมบูรณ์ ธรรมชาติจะเขียวขจีขึ้น อากาศจะดีขึ้น ยิ่งสูงเท่าไร ก็จะได้เห็นวิวทิวทัศน์ที่สวยงามมากขึ้น อย่างที่เราเห็นเมื่อวานนี้ที่มอหินขาว ที่นี่เราเห็นวิวทิวทัศน์ได้มากขึ้น นี้คือรางวัลของการเดินทวนน้ำ เช่นเดียวกับการเดินทวนกระแสกิเลส แม้จะเหนื่อย จะยาก จะลำบาก มีอุปสรรคมาก แต่ก็มีรางวัลเป็นสิ่งตอบแทน คือใจเราสูงขึ้น เบาลง เบาจากความยึดติดถือมั่น ความโลภ ความเห็นแก่ตัว ใจเราจะเป็นอิสระมากขึ้น เหมือนข้อความในป้ายผ้าที่เราถือกันทุกวันว่า “เดินทวนกระแสความสะดวกสบาย จะมีอิสรภาพเป็นจุดหมาย”

ถ้าเรายังติดความสะดวกสบายก็จะไม่มีทางพบกับอิสรภาพ เพราะว่าจะไปไหนก็ไม่อยากไปถ้าที่นั่นไม่สบาย ไม่สะดวก แต่ก่อนคนไม่ค่อยไปสังเวชนียสถานที่อินเดียเพราะไม่สะดวกสบาย ตอนนี้นิยมไปกันมาก แต่ก็ไปหาความสะดวกสบาย จึงไม่ได้พบกับความทุกข์ที่พระพุทธเจ้าสอนให้รู้จักจริงๆ ถ้าเราติดกับความสะดวกสบาย ก็จะไม่พบกับอิสรภาพ แต่ถ้าเราทวนกระแสความสะดวกสบายหรือพูดอีกอย่างคือทวนกระแสนิสัยที่ยึดติดในความสะดวกสบาย ก็ได้พบกับได้อิสรภาพ อิสรภาพหมายถึงใจที่เบา ไม่เป็นทาสของสิ่งใด ส่วนใจที่สูงหมายถึงใจที่นึกถึงผู้อื่นมากกว่าตัวเอง ถ้าเรายังนึกถึงตัวเองมากกว่าคนอื่น ใจเราก็จะถูกกิเลสฉุดให้ต่ำ แต่ถ้าเรากล้าและสามารถทวนกระแสกิเลสได้ ใจเราก็สูง มองเห็นชีวิตและโลกได้กว้างไกล เหมือนกับเราอยู่บนยอดเขาย่อมมองเห็นทัศนียภาพได้กว้างไกล ไม่ได้เห็นแค่ใกล้ๆ เหมือนกับเวลาอยู่ที่ต่ำ ยิ่งถ้าอยู่หุบเหวก็เห็นอะไรแคบๆไม่ชัดเลย

ขอให้สังเกตว่า ยิ่งอยู่บนที่สูงเท่าไหร่ สิ่งที่เรียกว่าสมมุติจะมีความหมายน้อยลง เวลาอยู่ข้างล่างเราเห็นความแตกต่างของผู้คนได้ชัดเจน เห็นคนรวยแตกต่างกับคนจน เห็นคนไทยแตกต่างจากฝรั่ง เห็นคนผิวขาวแตกต่างจากคนผิวดำ เห็นคนสวยแตกต่างจากคนธรรมดา ไม่ได้เห็นแค่ความแตกต่างเท่านั้น แต่มีการให้ค่าว่าคนนี้ดี คนนั้นไม่ดี สถานภาพทางเศรษฐกิจสังคมหรือผิวพรรณกลายเป็นสิ่งสำคัญที่แบ่งแยกคนออกจากกัน และทำให้ผู้คนมีคุณค่าไม่เท่ากัน แต่พออยู่บนที่สูง หรืออยู่ตรงหน้าผานี้ ไม่ว่าคนรวยหรือคนจนที่อยู่ข้างล่าง เราไม่เห็นความแตกต่างเลย ใครจะใส่แหวนเพชรสร้อยทองไม่แตกต่างกับคนที่สวมเสื้อผ้าปอนๆ เพราะเราเห็นคนรวยคนจนเหมือนกันหมด ความรวยความจนไม่มีความหมาย ไม่เห็นความแตกต่างระหว่างคนฝรั่ง คนจีนหรือคนไทย ไม่เห็นความแตกต่างระหว่างคนผิวขาวกับผิวดำ คนสวยหรือคนไม่สวย เสื้อเหลืองกับเสื้อแดง ล้วนเหมือนกันหมด คือเป็นมนุษย์เหมือนกัน เมื่อมองจากที่สูง จะไม่เห็นความแตกต่างระหว่างมนุษย์เลย สถานภาพทั้งหลายซึ่งล้วนเป็นเรื่องสมมติจะไม่มีความหมายเลย ยิ่งอยู่สูงขึ้นไปจนอยู่เหนือโลกนับร้อยกิโลเมตร ก็จะเห็นว่าโลกทั้งโลกเป็นผืนเดียวกัน มองไม่เห็นพรมแดนที่แบ่งประเทศชาติออกจากกัน ไม่มีประเทศจีน ประเทศลาว ประเทศไทย นักบินอวกาศที่โคจรอยู่รอบโลกหรือดวงจันทร์ เขาเห็นแต่โลกที่เป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่มีการแบ่งเป็นประเทศ เพราะประเทศนั้นคือสมมติอีกอย่างหนึ่ง

ใจที่สูงจะเกิดปัญญามองเห็นว่ามนุษย์เราเป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่มีความแตกต่างกันระหว่างคนพุทธกับคนมุสลิม คนรวยคนจน คนฉลาดคนโง่ หรือแม้กระทั่งมนุษย์กับสัตว์ ทั้งหมดเป็นเพื่อนร่วมโลก ร่วมสังสารวัฏ สมมติทั้งหลายจะไม่มีความหมาย พูดอีกอย่างหนึ่งว่า ใจที่อยู่สูงทำให้เราอยู่เหนือสมมุติด้วย

การเดินทวนกระแสจึงมีอานิสงส์มาก ไม่ใช่เป็นแค่เดินทวนกระแสน้ำอย่างเดียว แต่เดินทวนกระแสกิเลส รวมทั้งเดินทวนกระแสนิสัยที่ชอบหลงลืม คนเราปกติมักหลงลืมเป็นปกติ ด้วยเหตุนี้เราจึงมีความโกรธ ความเกลียด ความอยาก เราทุกข์เพราะเราลืมตัวทั้งๆ ที่รู้ว่าอารมณ์เหล่านี้ไม่ดี ความลืมตัวทำให้เรายิ่งยึดติดกับสิ่งที่เราเกลียด เกลียดอะไรมากเท่าไหร่ก็ยิ่งนึกถึงสิ่งนั้นมากขึ้น เราโกรธใคร เกลียดใครก็จะนึกถึงหน้าคนนั้นมาก ทั้งๆ ที่ยิ่งนึกก็ยิ่งทุกข์ ร้อนรุ่ม กินไม่ได้นอนไม่หลับ แต่กลับสลัดไม่ได้ แล้วทำไมเราถึงทำร้ายตัวเองอย่างนั้น นั่นก็เพราะเราลืมตัว

เมื่อช่วงเดือนเมษายนมีเหตุการณ์อย่างหนึ่งเราคงจำได้ คนเสื้อแดงชุมนุมที่หน้าทำเนียบ เป็นข่าวคราวไปทั่วประเทศ ที่บ้านญาติอาตมามีเหตุการณ์ที่คล้ายกับหลายครอบครัว คือ พี่เชียร์เสื้อเหลือง น้องเชียร์เสื้อแดง วันหนึ่งขณะที่น้องดูโทรทัศน์รายงานข่าวการชุมนุมของคนเสื้อแดง พี่มาเห็นก็ไม่พอใจ ต่อว่าน้องว่าดูทำไม น้องรำคาญ ไม่อยากต่อล้อต่อเถียงจึงเดินหนีออกไป ผ่านไปหนึ่งชั่วโมงน้องกลับมาเห็นพี่สาวกำลังดูโทรทัศน์ช่องเดียวกัน ดูข่าวการชุมนุมของคนเสื้อแดง ดูไปก็ด่าไป น่าคิดนะว่า พี่ไม่อยากให้น้องดู แต่พี่กลับดูเสียเอง ดูแล้วก็ไม่ได้มีความสุขนะ ดูไปก็ทุกข์ไป แต่ก็ไม่ยอมเลิกดู อันนี้เป็นเพราะลืมตัว ความลืมตัวทำให้เราพัวพันยึดติดกับสิ่งที่เราเกลียด สิ่งที่เราโกรธ ทั้ง ๆ ที่มันเผาลนจิตใจเรา แต่ก็ไม่ยอมปล่อยวาง

ความลืมตัวนั่นเองที่ทำให้เราทุกข์ขณะเดินธรรมยาตรา เพราะใจคิดแต่ว่าเมื่อไหร่จะถึงจุดหมาย ใจมัวบ่นโวยวาย เพ่งออกนอกตัว โทษคนนั้นคนนี้ อย่างเมื่อครู่นี้มีเสียงดังเพราะเด็กอาบน้ำ หลายคนรู้สึกหงุดหงิดที่มีเสียงมารบกวน ที่จริงเสียงเหล่านั้นไม่ได้รบกวนมากเท่าไหร่ ถึงอย่างไรก็เบากว่าเสียงไมโครโฟนที่อาตมากำลังใช้อยู่ แต่เมื่อเราไม่ดูใจของเรา ใจก็จะไปเพ่งที่เด็กซึ่งกำลังอาบน้ำส่งเสียงดัง เมื่อใจไปเพ่งตรงนั้น ก็เกิดการติดยึด แล้วรู้สึกทุกข์ เกิดความไม่พอใจขึ้นมา เราลืมดูใจของตัวจึงปล่อยใจเพ่งออกนอก ธรรมชาติของคนเราพอเพ่งนอกก็ลืมใน คือลืมใจ แล้วก็ทุกข์ ฟังที่อาตมาพูดไม่ประติดประต่อเรียกว่าเสียโอกาส นอกจากใจเป็นทุกข์แล้วยังฟังไม่รู้เรื่อง ฟังไม่ต่อเนื่องเพราะลืมตัว

เราทุกข์ขณะเดินธรรมยาตราเพราะความลืมตัว มีภาษิตว่า “อยู่คนเดียวให้ระวังความคิด อยู่กับมิตรให้ระวังวาจา” เดินธรรมยาตราก็เช่นเดียวกัน เดินคนเดียวให้ระวังความคิด เดินกับมิตรให้ระวังวาจา เดินคนเดียว ถ้าลืมตัวเมื่อไหร่ ความคิดมันเล่นงานเราทันที และถ้าเราเดินกับเพื่อนๆ ก็อดไม่ได้ที่จะพูดคุยกัน ต้องระวังสองอย่าง ระวังความคิดและวาจาซึ่งมักมาด้วยกัน ถ้าไม่รู้ทันความคิด ก็จะพูดคุยเรื่อยเปื่อยกับเพื่อน ถ้าเราหงุดหงิดทนไม่ไหว บ่นให้เพื่อนฟัง เพื่อนก็จะรู้สึกรำคาญเพราะเขาอยากจะเดินสงบๆ

อยากให้ธรรมยาตราเป็นโอกาสหรือเป็นแบบฝึกหัดให้เราเดินทวนกระแสความหลงลืม เดินทวนกระแสความรักสบาย ใครมีความเห็นแก่ตัวเยอะๆ ก็ควรใช้โอกาสนี้เดินทวนกระแสความเห็นแก่ตัว เมื่อวันก่อนได้พูดไว้ว่าถ้าเราเห็นแก่ตัวมากเท่าไหร่เราจะทุกข์ง่ายมากเท่านั้น แต่ถ้าเรานึกถึงคนอื่นมาก เราจะทุกข์น้อยและสุขง่าย ให้เราเรียนรู้ว่าจะเป็นผู้สุขง่ายและทุกข์ยากได้อย่างไร การเดินธรรมยาตราเป็นโอกาสให้เราได้ฝึกตนในส่วนนี้ด้วย ไม่เช่นนั้นเราก็จะชีวิตไปตามกระแสความสะดวกสบาย ตามกระแสบริโภคนิยม ทำให้เราเป็นคนทุกข์ง่ายสุขยาก แม้มีสิ่งเสพสิ่งบริโภคมากมาย มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายก็ยังไม่มีความสุข เพราะมัวทุกข์กับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ทุกข์เพราะใช้ของไม่มีแบรนด์เนม ทุกข์เพราะเสื้อผ้าไม่สวย รองเท้าไม่ทันสมัย

เดี๋ยวนี้ทุกข์กันมากเพราะเรื่องแบบนี้ หลายคนทุกข์เพราะทรงผมไม่เท่ หรือไม่ก็ทุกข์เพราะเป็นสิว ผิวแห้ง ผมแตกปลาย หลายคนทุกข์เพราะรักแร้คล้ำ มันจิ๊บจ๊อยมากนะ แต่ก็ยังเป็นทุกข์เพราะเรื่องเหล่านี้ เพราะเหตุนี้แหละจึงพูดว่าคนทุกวันนี้ทุกข์ง่ายแต่สุขยาก แต่เมื่อเดินธรรมยาตรา เรื่องเหล่านี้กลายเป็นเรื่องเล็กน้อยไปเลย เราจะได้รู้ว่า เพียงแค่มีลมพัดมาเบาๆ มีน้ำกิน ไม่ต้องเย็น ไม่ต้องหวานก็ เป็นสุขได้ แต่ก่อนจะกินไอศกรีมก็ต้องเป็นไอศกรีมขึ้นห้าง ยี่ห้อดัง แต่มาที่นี่เห็นไอศกรีมรถเข็นก็เดินเข้าหาแล้ว ถ้าอยู่กรุงเทพฯก็ไม่แลเลยใช่ไหม อย่างนี้ก็เรียกว่าสุขง่ายทุกข์ยากได้เหมือนกัน

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved