หน้ารวมบทความ
   บทความ > ธรรมยาตรา > อ่อนน้อมต่อธรรมชาติ
กลับหน้าแรก

๙ อ่อนน้อมต่อธรรมชาติ

ธรรมยาตราลุ่มน้ำลำปะทาวปีที่ ๑๐
วันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๕๒ เย็น
พระไพศาล วิสาโล

แบ่งปันบน facebook Share   

วันนี้เป็นวันที่ ๔ เราได้รอนแรมกันมาถึงครึ่งทางของธรรมยาตราแล้ว ปีนี้รู้สึกไหมว่าเวลาผ่านไปเร็ว อีกไม่นานก็ต้องลาจากกันแล้ว แต่ว่าอย่าเพิ่งไปคิดถึงวันนั้นเลย เราค่อยๆ เดิน ค่อยๆ เคลื่อนวันต่อวัน คณะธรรมยาตราปีนี้จะเรียกว่ามีโชคก็ได้ เพราะว่าได้ผ่านเส้นทางที่น่าประทับใจ และสวยงามมาตั้งแต่วันแรก คือช่วงที่เราเดินตัดจากถนนใหญ่ผ่านทุ่งนา ธรรมยาตราไม่ค่อยได้มีโอกาสเดินในบรรยากาศแบบนั้นเท่าไหร่ อาจจะมีการเดินลัดบ้าง แต่ว่าสองข้างทางมักจะเป็นไร่แห้งๆ เหลืองๆ ปีนี้เราได้มีโอกาสเดินผ่านทุ่งนา แล้วก็เลียบลำน้ำ บรรยากาศร่มรื่นตั้งแต่วันแรก วันที่ ๒ ก็ได้เดินผ่านอุทยาน ได้สัมผัสกับธรรมชาติที่ตาดน้อย และที่หน่วยจัดการต้นน้ำ ในช่วงที่ผ่านอุทยานแห่งชาติตาดโตนเราได้เห็นธรรมชาติที่สวยงามและร่มรื่น วันที่ ๓ อาจจะไม่มีอะไรที่โดดเด่นนัก แต่วันนี้ตั้งแต่เช้าจนกระทั่งถึงตอนบ่าย เราได้สัมผัสกับธรรมชาติที่แปลกตาคือมอหินขาว รวมถึงทิวทัศน์เบื้องล่าง ถึงแม้ว่าเราจะมีเวลาน้อย แต่เป็นโอกาสที่หาได้ยาก

อาตมาเองอยู่บนหลังเขามายี่สิบกว่าปีถึงได้มีโอกาสมาเห็นมอหินขาวเมื่อ ๓-๔ ปีก่อน นี่เป็นครั้งที่ ๒ ในขณะที่พวกเราอาจจะเพิ่งมาเหยียบย่ำจังหวัดชัยภูมิเป็นครั้งแรกเมื่อ ๒-๓ วันนี้เองก็ได้เห็นมอหินขาวแล้ว มอหินขาวเริ่มโด่งดังจากการที่ททท.โปรโมทในแง่ที่เป็น unseen ๑๒ เดือน ๗ ดาว ๙ ตะวันใช่ไหม อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของบรรยากาศที่เขาว่ากันว่าจะสวยงามมากในคืนเดือนกุมภาพันธ์ ท้องฟ้ายามค่ำคืนจะสวยงาม เมื่อมาเห็นธรรมชาติอย่างนี้พวกเราอาจจะรู้สึกว่าน่าสนใจเพราะตื่นตาตื่นใจหรือแปลกดี แต่ที่จริงแล้ว ธรรมชาติแบบนี้มีอะไรที่สอนใจเตือนใจเราได้หลายอย่าง เวลาเราเดินหรือท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ ก็อย่าให้เป็นเพียงแค่การเปลี่ยนสถานที่ การการเดินทางที่แท้จริง มันไม่ใช่แค่เปลี่ยนที่นอน เปลี่ยนที่กิน เปลี่ยนที่ขับถ่าย หรือเปลี่ยนที่ฟังเพลง เล่นกีต้าร์ เท่านั้น มันควรมีส่วนในการช่วยเปลี่ยนโลกทัศน์ หรือมุมมองของเรา ไม่ว่ามุมมองเกี่ยวกับโลกภายนอก และมุมมองเกี่ยวกับตัวเราเองด้วย

มีภาษิตจีนบอกว่า การเดินทางที่แท้จริงทำให้เรากลายเป็นคนใหม่ หรือไม่ใช่คนเดียวกับตอนที่ออกเดินทาง สมัยนี้เป็นยุคที่เรานิยมการท่องเที่ยวกัน แต่คนส่วนใหญ่มองว่ามันเป็นเพียงแค่ความบันเทิง การพักผ่อนหย่อนใจ หรือการเสาะแสวงหาสิ่งแปลกตา สมัยนี้เราเที่ยวเพื่อจะอวดกันว่าฉันได้ไปที่โน่นที่นี่ เขาเรียกว่าเป็นการบริโภคประสบการณ์ ยุคนี้เป็นยุคบริโภคนิยม เราบริโภคไม่ใช่แค่เฉพาะของกินของใช้ น้ำอัดลม แฮมเบอร์เกอร์ หรือบริโภคกระเป๋าเดินทางที่มียี่ห้อ เสื้อผ้าแบรนด์เนมเท่านั้น ยุคนี้เรายังดิ้นรนแข่งขันเพื่อบริโภคประสบการณ์ด้วย การท่องเที่ยวกลายเป็นที่นิยมของผู้คน เพราะต้องการบริโภคประสบการณ์ คือได้เห็นสิ่งแปลกๆ ส่วนใหญ่ก็เห็นผ่านกล้องแทนที่จะเห็นด้วยตา เห็นด้วยใจยิ่งมีน้อย เราไปถึงก็รีบถ่ายๆ รูป และมักจะมีตัวเราเองยืนอยู่หน้าสถานที่ที่เราคิดว่าแปลก อันนี้เป็นเอกลักษณ์คนไทย

คนไทยจะโดดเด่นมากเรื่องการถ่ายรูปโดยมีตัวเองอยู่ข้างหน้าสถานที่ต่าง ๆ สถานที่เหล่านี้มีประวัติความเป็นมาอย่างไรก็ไม่ค่อยสนใจอยากรู้ ในหมู่ไกด์ชาวต่างชาติ เขาบอกคนไทยมีลักษณะเด่น ๓ อย่างคือ “ช็อป แชะ และฉี่” “ช็อป” ก็คือช็อปปิ้ง ไม่ว่าไปทริปไหนก็ต้องช็อปหรือเที่ยวห้าง ส่วนพิพิธภัณฑ์หรือวัดที่น่าสนใจนั้น คนไทยไปดูประเดี๋ยวเดียวก็ออกมาแล้ว เพราะอยากไปช็อปปิ้งมากกว่า “แชะ”คือถ่ายรูป ถ่ายอย่างเดียว ไม่ค่อยสนใจอย่างอื่น แล้วก็ “ฉี่” นั่งรถทัวร์ไปได้สักพักก็หยุดแล้วเพื่อลงฉี่

อย่างนี้นับว่าน่าเสียดาย เพราะธรรมชาติหรือสถานที่เหล่านี้สามารถขยายมุมมองหรือโลกทัศน์ของเราได้ อย่างเช่น เวลาเราไปเจอธรรมชาติ ถ้าเจอธรรมชาติที่ดึกดำบรรพ์ อายุหลายร้อยล้านปีหรือยิ่งใหญ่มโหฬาร มันทำให้เรารู้สึกว่าตัวเรานี้กะจ้อยร้อย อยู่โลกนี้แค่ชั่วพริบตาไม่ต่างจากหยดน้ำค้างที่ประเดี๋ยวเดียวก็ระเหยแล้ว มนุษย์เรามักคิดว่าเรายิ่งใหญ่เหนือธรรมชาติ แต่เวลาไปเที่ยวขุนเขา หรือไปอยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่เวิ้งว้างใหญ่โต เราจะรู้สึกเลยว่าเราตัวเล็กลง จะเกิดความเจียมเนื้อเจียมตัวมากขึ้น ที่จริงที่มอหินขาวก็ช่วยเตือนใจเราได้ในเรื่องนี้ เพราะเราคงทราบดีอยู่แล้วว่ามอหินขาวมีอายุเก่าแก่มาก คือประมาณ๖๕- ๑๖๐ ล้านปี จนถึงปลายยุคจูราสิก ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ไปทั้งโลกเมื่อประมาณ ๖๕ ล้านปีที่แล้ว แต่มอหินขาวก็ยังยั่งยืนมาจนถึงทุกวันนี้ได้ เมื่อ ๖๕ล้านปีที่แล้ว มนุษย์ยังเป็นวุ้นอยู่เลย ยังไม่มีสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์ หรือแม้แต่ลิงก็ยังไม่มี บรรพบุรุษของมนุษย์และลิงก็ยังไม่เกิด มนุษย์กับลิงแยกเป็นคนละสาย เมื่อประมาณ ๖ ล้านปีที่แล้วนี่เอง ๖๕ ล้านปีที่แล้วมนุษย์ไม่รู้อยู่ไหน

อายุของมนุษย์เราอย่างมากก็ ๑๐๐ ปี เทียบกับอายุ ๑๖๐ ล้านปีของมอหินขาวแล้ว มันก็แค่กระพริบตาเท่านั้นเอง เวลา ๑๐๐ ปีของมนุษย์นับว่าสั้นมาก ธรรมชาติทำอะไรไม่ได้มากสำหรับเวลาแค่นี้ แค่ทำให้ชั้นหินบางๆ ก่อตัวขึ้นเท่านั้น ลองนึกภาพมอหินขาวที่สูงประมาณ ๕ เมตร ๑๐ เมตร กว่าจะมีสภาพอย่างนี้ได้ต้องใช้เวลาถึง ๑๖๐ กว่าล้านปี เพราะฉะนั้นเวลา ๑๐๐ ปี ก็นานพอให้ชั้นดินที่หนาเพียงแค่ไม่ถึงมิลลิเมตรก่อตัวขึ้นเท่านั้น

บ่ายนี้เรารู้สึกไหมว่าเราได้มาอยู่ต่อหน้าสิ่งดึกดำบรรพ์ที่คงทนและยิ่งใหญ่ ผ่านกาลเวลานานหลายอสงไขย ก็สมควรแล้วที่ชาวบ้านจะตั้งชื่อแท่งหินทั้ง ๕ แท่ง ราวกับเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เราอาจจะรู้สึกว่าชาวบ้านงมงาย ที่มองว่าแท่งหินทั้ง ๕ แท่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่ละแท่งมีชื่อเกี่ยวโยงกับสิ่งที่เขาเคารพศรัทธา การที่ชาวบ้านไม่อยากให้ใครๆ ปีน อันนี้แสดงถึงการคารวะธรรมชาติ เป็นการยกให้ธรรมชาติยิ่งใหญ่เหนือตัวเอง และถือว่ามนุษย์เราเป็นส่วนกะจิดริดของธรรมชาติ ซึ่งก็สมควรแล้วเพราะอะไรก็ตามที่มีอายุ ๖๕- ๑๖๐ ล้านปีต้องถือว่ายิ่งใหญ่และดึกดำบรรพ์จริงๆ แสดงว่าเขาเป็นเจ้าของโลกมาก่อนเราอีก ก็สมควรแล้วที่เราจะค้อมคารวะ สมควรที่จะเรารู้สึกว่าเราเป็นแค่ฝุ่นธุลี หรือเป็นแค่หยดน้ำในยามเช้าที่มาเยือนโลกเพียงแค่ประเดี๋ยวเดียว

มนุษย์เราชอบคิดว่าเรายิ่งใหญ่ อีกทั้งปรารถนาความเป็นอมตะ แต่จริงๆ ช่วงเวลาที่เราอยู่ในโลกนี้มันแค่กระพริบตาเท่านั้นเอง แท่งหินเหล่านี้ยั่งยืนยงยาวนานกว่าเรามาก เปรียบเสมือนกับบรรพบุรุษที่เราควรจะค้อมคารวะ สมควรเรียกว่าเป็นโคตรบรรพบุรุษ ชาวบ้านแสดงความเคารพต่อสิ่งเหล่านี้ เขาไม่อยากให้คนมาปีนป่าย รวมทั้งมากางเต๊นท์อยู่ในบริเวณนั้น เราอาจจะเห็นว่าชาวบ้านงมงาย แต่สิ่งนี้มันสะท้อนถึงความคิดของชาวบ้านที่ไม่ได้มองว่ามนุษย์นั้นยิ่งใหญ่เหนือธรรมชาติ เขามีสัมมาคารวะ สิ่งใดที่มาก่อนและอยู่อย่างยืนนานก็สมควรที่มนุษย์เราจะคารวะเพราะมนุษย์เรามาทีหลัง แต่มนุษย์เรากลับอ้างตัวว่าเราเป็นเจ้าของโลก แล้วเราก็ทำลายทุกอย่าง การที่ชาวบ้านเคารพธรรมชาติ มีส่วนไม่น้อยในการที่ทำให้ธรรมชาติได้รับการอนุรักษ์ ได้รับการดูแล และเพราะเขาคิดแบบนี้มอหินขาวจึงไม่ถูกทำลายไปตั้งแต่ ๒๐ – ๓๐ ปีที่แล้ว

ชาวบ้านเขามีความเคารพธรรมชาติมาก หลวงพ่อคำเขียนเคยเล่าว่า ตอนเด็กๆ เวลาท่านไปเลี้ยงควาย หน้าที่อย่างหนึ่งของเด็กเลี้ยงควายคือ ต้องสาดน้ำให้กับควายเวลาอากาศร้อนมาก ๆ พราะควายทนอากาศร้อนไม่ดีเท่าวัว วัวนี่ทนแล้งได้ แต่ควายทนแล้งไม่ได้ ต้องสาดน้ำให้ พ่อแม่ หรือปู่ย่าตายายสั่งนักสั่งหนาว่าห้ามเตะน้ำให้ควาย ต้องใช้มือสาดน้ำ อย่าใช้เท้าเตะ มันไม่ดี เป็นการกระทำที่หยาบคายต่อลำห้วย ถือว่าผิดผี เวลาลงน้ำจะไปฉี่ในน้ำก็ไม่ได้ เพราะว่าเขาถือว่าในน้ำนี้ก็มีเทวดา เช่นเดียวกับต้นไม้ก็มีเทพารักษ์ ไม่ใช่ว่าชาวบ้านไม่ตัดไม้ แต่เขาตัดด้วยความคารวะ เพราะเขาเชื่อว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มีเทพารักษ์อยู่

สารคดีคนค้นคนเคยไปถ่ายทำชีวิต ช่างขุดเรือคนหนึ่งแถวชุมพร เขาขุดเรือแข่งจากไม้ทั้งต้น เวลาพาชาวบ้านที่สั่งทำเรือให้ไปเลือกต้นไม้ ก่อนจะตัด เขาต้องขอขมาเทพารักษ์หรือต้นไม้ก่อน พอตัดเสร็จก็ต้องมีพิธี ตอนที่ต้นไม้ถูกโค่น ลุงร้องไห้เลย แกบอกว่าไม่อยากทำ เพราะรู้สึกว่าต้นไม้นั้นมีชีวิต ยิ่งต้นไม้สูงใหญ่สง่าแบบนี้มีน้อย แต่ว่าก็จำเป็นต้องตัดเพราะไม่ได้เป็นเจ้าของต้นไม้ เมื่อขุดเรือเสร็จ ก็รู้สึกผูกพันกับเรือ เสมือนเรือมีชีวิต อันนี้เป็นความรู้สึกของชาวบ้าน ชาวบ้านมีความคารวะ มีความเคารพธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นน้ำ ต้นไม้ รวมทั้งแท่งหินแบบนี้ด้วย ความเคารพแบบนี้แหละที่ทำให้ธรรมชาติอยู่ได้ หรือไม่ถูกทำลายไปมาก

แต่พอมนุษย์สมัยใหม่เข้ามา เราเห็นต้นไม้เป็นเพียงแค่ซุงที่ยังไม่ได้ตัด เราไม่ได้มีความคารวะ หรือเคารพธรรมชาติเลย เราไม่ได้เห็นว่าต้นไม้มีชีวิตด้วยซ้ำ ไม่รู้สึกว่าต้นไม้มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สถิตอยู่ข้างใน มองต้นไม้ทีไรก็เห็นแต่เงินบาทลอยอยู่ เพราะตัดไปขายได้กำไร นี่คือโลกทัศน์ของคนสมัยใหม่ โดยเฉพาะที่ได้รับการศึกษาแผนใหม่ เราเห็นว่าต้นไม้เป็นเพียงแค่คาร์บอน ไม่มีชีวิต ต้นไม้เป็นได้อย่างมากก็ทรัพยากรเท่านั้นเอง หรือแย่กว่านั้นคือมองว่าเป็นสินค้า เดี๋ยวนี้เราเห็นทุกอย่างเป็นสินค้าหมด ต้นไม้ในป่า แร่ธาตุในดิน ปลาในน้ำ สมัยก่อนชาวบ้านเคารพน้ำมาก แม้แต่การเปลี่ยนเส้นทางน้ำก็ถือว่าผิดผีมาก เขาไม่ทำกัน แม้แต่ฉี่ลงไปก็ถือว่าไม่สมควร แต่เดี๋ยวนี้โรงงานอุตสาหกรรมทิ้งของเสียลงแม่น้ำเป็นว่าเล่น ไม่มีความเคารพธรรมชาติ แล้วเกิดอะไรขึ้น เดี๋ยวนี้แม่น้ำเน่าเสียแทบทุกสาย ผู้ที่เดือดร้อนก็คือมนุษย์เอง

ที่จริงจะโทษโรงงานอุตสาหกรรมอย่างเดียวก็ไม่ได้ เพราะพวกเราเองก็ช่วยกันทำลายธรรมชาติด้วยการทิ้งถุงพลาสติก ทิ้งขยะลงไปในแม่น้ำ เพราะเรารู้สึกว่าน้ำไม่มีชีวิต แม่คงคาเราก็ไม่เชื่อว่ามี เราปฏิบัติต่อน้ำเหมือนกับวัตถุที่มีไว้เพื่อสนองกิเลสตัณหาหรือความสะดวกสบายของเรา เดี๋ยวนี้เวลาเราไปเที่ยวป่าเราก็ไม่มีความเคารพธรรมชาติ ไม่ต้องถึงกับเคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในป่าก็ได้ เพียงแค่เคารพทุกชีวิตที่ต้องอิงอาศัยป่า ถือว่าชีวิตแต่ละชีวิตก็มีค่า เช่น ช้าง กวาง เสือ หมี ลิง งู เขาก็มีสิทธิในป่าเหมือนกัน แต่เราก็ไม่สนใจ เวลาเราไปเที่ยวป่าก็ส่งเสียงเอ็ดตะโร มิหนำซ้ำยังทิ้งอะไรต่ออะไรลงไปในป่า เช่น ถุงพลาสติก โฟม หรือกระดาษห่อขนม ทุกวันนี้ไม่ว่าจะเป็นอุทยาน เกาะแก่ง น้ำตก หรือป่าสวยๆ งามๆ ทั้งหลายล้วนเต็มไปด้วยขยะ เราเคยถามตัวเองไหมว่าเรามีส่วนในการทำให้เกิดขยะแบบนี้มากน้อยแค่ไหน

ที่มอหินขาวเราได้ตระหนักถึงเรื่องนี้หรือเปล่า ว่าเราก็ทำให้เกิดขยะมาก ตอนนี้ไม่มีใครรู้ว่ามอหินขาวจะมีอายุยืนนานต่อไปอีกเท่าไหร่ ตอนที่ไม่มีมนุษย์มาเกี่ยวข้องมอหินขาวสามารถอยู่ได้เป็นร้อยล้านปี แต่ทันทีที่เปิดให้มีการท่องเที่ยว น่าสงสัยว่าจะอยู่ได้ถึง ๒๐ ปีหรือ ๓๐ ปีหรือเปล่า ๒๐ หรือ ๓๐ ปีมันแค่จักรวาลกะพริบตา มันไม่ถึงเศษเสี้ยวของอายุของมอหินขาวด้วยซ้ำ ตอนที่ยังไม่มีมนุษย์ ธรรมชาติเขาดูแลมอหินขาวอย่างยั่งยืนมาได้นับร้อยล้านปี แต่พอมนุษย์เข้ามาเท่านั้นแหละ ๓๐ ปีข้างหน้านึกภาพไม่ออกเลยว่ามอหินขาวจะเป็นอย่างไร เมื่อ ๔ – ๕ ปีก่อนผาพญานาคตรงที่เรามองเห็นทัศนียภาพไกลๆ เคยมีไม้แปลกๆ ขึ้นบนหินเป็นจำนวนมาก เป็นต้นไม้ที่มีอายุมาก แต่ว่าโตช้า เพราะว่าลมแรงมาก คล้ายๆ ภูหลวง ตอนนี้ไม่รู้เป็นอย่างไรแล้ว เขาอยู่อย่างนั้นมานับร้อยนับพันปี แต่พอเปิดท่องเที่ยวขึ้นมา อีก ๕ ปีก็อาจจะไม่เหลือสภาพเดิมแล้วด้วยซ้ำ

พวกเราเวลาไปเยี่ยมเยือนป่า หรือสถานที่อย่างนี้ ขอให้ยึดถือหลักปฏิบัติอยู่ ๒ ข้อ ไม่รู้เราเคยได้ยินหรือเปล่า “เราจะไม่ทิ้งอะไรนอกจากรอยเท้า เราจะไม่เก็บอะไรไปนอกจากความทรงจำ” เวลาไปเที่ยวป่า เที่ยวทะเล หรือภูเขา ขอให้สำเหนียกว่า “เราจะไม่ทิ้งอะไรนอกจากรอยเท้า” พลาสติกอะไรต่างๆ ต้องเก็บให้หมด อนุญาตให้ถ่ายได้ ฉี่ได้ เพราะว่ามันจะสลายไปเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ “เราจะไม่เก็บอะไรไปนอกจากความทรงจำ” อาจจะเก็บเป็นภาพถ่ายก็ได้ แต่อย่าเก็บอย่างอื่นไปเลย คิดว่าทำได้ไหม เพราะเดี๋ยวนี้เวลาไปที่ไหน ไม่ว่าเกาะแก่ง อุทยาน น้ำตก ทะเล ผู้คนมักจะเก็บโน่นเก็บนี่โดยเฉพาะสิ่งที่หายากที่ไม่สามารถจะขึ้นมาใหม่ได้ เช่น ไปภูหลวงก็ไปเก็บกล้วยไม้ ถ้าเรามีความอ่อนน้อมถ่อมตัว เจียมเนื้อเจียมตัวเราจะอยู่กับธรรมชาติได้อย่างผาสุก

มีอันหนึ่งที่อยากให้ช่วยคิดกันคือ ขยะที่เกิดจากถ้วยหรือขวดบรรจุน้ำ พวกเราอาจจะไม่รู้ว่าน้ำบรรจุขวดได้สร้างภาระให้แก่สิ่งแวดล้อมมาก เริ่มตั้งแต่การผลิตแล้ว เพราะการผลิตเม็ดพลาสติกก็มาจากน้ำมัน กว่าจะผลิตออกมาเป็นเม็ดพลาสติกได้ต้องใช้ความร้อนสูงและใช้น้ำมัน เกิดมลพิษและก๊าซคาร์บอนไดออกซ์ตามมา เมื่อบรรจุน้ำเสร็จ ก็ต้องขนจากโรงงานไปวางตามห้างหรือร้านค้า จากร้านขายส่งก็ขนไปร้านขายปลีก ต้องใช้น้ำมันทั้งนั้น จากร้านก็ขนไปบ้าน ก็ต้องใช้น้ำมันอีก จากบ้านก็ขนไปที่ป่า หรือที่ไหนก็ตามที่เป็นธรรมชาติ ทั้งหมดนี้ก่อให้เกิดมลภาวะทั้งนั้น และเมื่อกินน้ำหมดแล้วทำอย่างไร ก็ต้องทิ้ง เป็นภาระแก่ธรรมชาติหรือคนดูแล

ถามเจ้าหน้าที่ที่นี่ว่า เขาจัดการขยะอย่างไร เขาบอกว่าใช้วิธีฝังกลบ ลองคิดดูว่าที่ฝังกลบจะอยู่ได้นานแค่ไหน ถ้าคนแห่กันมาเดือนละเป็นหมื่น ตอนนี้ยังเดือนละเป็นพัน ต่อมาก็จะเดือนละเป็นหมื่น แล้วจะเอาที่ไหนฝังกลบ วิธีการคือต้องไปซื้อที่มา เดี๋ยวนี้หลายแห่งก็ไม่ยอมขายที่เพื่อให้เป็นที่ฝังกลบเพราะว่ามันทำให้น้ำเสียดินเสื่อม เมื่อหาที่ฝังกลบไม่ได้ก็ต้องเผา เวลาจะตั้งโรงงานเผาขยะ ชาวบ้านก็ต่อต้านประท้วง เดี๋ยวนี้ชาวบ้านเขาฉลาดนะ เขารู้แล้วว่าขยะพวกนี้มีโทษมาก ชาวบ้านไม่ยอมให้มาฝังกลบในท้องที่ของเขา ถ้าอยู่ใกล้ชุมชน ชาวบ้านก็ต่อต้าน แล้วจะไปหาที่ฝังกลบที่ไหน ก็ต้องไปหาในป่า ป่าก็ถูกคุกคามอีก โรงงานเผาขยะก็ตั้งไม่ได้ ถูกต่อต้านก็เลยเอาขยะไปทิ้งทะเลแทน เดี๋ยวนี้ในทะเลมีถุงพลาสติก และขวดน้ำเยอะแยะไปหมด

ขอให้เราตระหนักว่าแม้แต่สิ่งที่ดูเหมือนไม่มีพิษไม่มีภัยคือน้ำบรรจุขวด ก็ยังสร้างปัญหาแก่สิ่งแวดล้อมมาก ยิ่งเดี๋ยวนี้มันกลายเป็นปัจจัยที่ ๕ ไปแล้ว แม้กระทั่งชาวบ้านเวลาจัดงานในหมู่บ้าน งานแต่งงาน งานศพ นิมนต์พระไปทำบุญ เขาก็ถวายน้ำบรรจุขวดให้พระ แต่เดิมที่เคยเอาน้ำใส่เหยือกแล้วมาเทใส่แก้วเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมีแล้ว น้ำฝนก็ไม่ค่อยมี ทำให้เปลืองเงิน แถมยังสร้างปัญหาแก่สิ่งแวดล้อมอีก

เรื่องแบบนี้เรายังไม่ค่อยตระหนัก แต่ควรจะรู้เอาไว้ และลองคิดกันดูว่าเราจะช่วยลดปัญหานี้อย่างไรได้บ้าง ในขบวนธรรมยาตราเราก็พยายามเลี่ยงน้ำบรรจุขวด แต่ยังไม่ค่อยสำเร็จเท่าไหร่ ถ้าแต่ละคนใช้น้ำคนละขวดตลอด ๘ วันก็ไม่มีปัญหามาก ถึงเวลาจะทิ้งลงขยะแต่ละคนก็เพียงทิ้งแค่ ๑ ขวด ไม่ใช่ว่าทิ้งกันวันละ ๓ – ๔ ขวด นี่เดินมา ๔ วันก็ทิ้งไปแล้วสิบกว่าขวด ขอให้เราตระหนักถึงปัญหานี้เพื่อช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมด้วย

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved