หน้ารวมบทความ
   บทความ > ธรรมยาตรา > เติมน้ำใจให้ชีวิต
กลับหน้าแรก

๘ เติมน้ำใจให้ชีวิต

ธรรมยาตราลุ่มน้ำลำปะทาวปีที่ ๑๐
วันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๕๒ เช้า
พระไพศาล วิสาโล

แบ่งปันบน facebook Share   

เช้าวันนี้อากาศหนาว และคงจะหนาวแบบนี้หรือหนาวกว่านี้ไปเรื่อยๆ เพราะว่าตอนนี้เราขึ้นมาอยู่บนที่สูงแล้ว วันแรกเราเดินจากเมือง แล้วก็ทวนกระแสน้ำลำปะทาวขึ้นมาเรื่อยๆ เข้าสู่ทุ่งนา ตอนนี้ก็ขึ้นมาบนป่าเขา ตัวเราตอนนี้อยู่บนที่สูงแล้ว เชื่อว่าการปฏิบัติของเราตลอดสามสี่วันที่ผ่านมา คงจะมีส่วนช่วยให้ใจของเราสูงขึ้นด้วย

การเดินธรรมยาตราไม่ใช่เป็นเพียงแค่การรณรงค์เพื่อปกป้องธรรมชาติ แต่ยังมีส่วนช่วยฝึกหัดขัดเกลาจิตใจของเราด้วย ปีนี้เราเดินทวนกระแส อย่าให้เป็นเพียงแค่ทวนกระแสน้ำ แต่ขอให้เป็นการทวนกระแสกิเลสด้วย เวลาเดินทวนกระแสน้ำเราจะขึ้นสู่ที่สูงขึ้นเรื่อยๆ เพราะว่าต้นน้ำมักจะอยู่บนเขา แต่ถ้าเราเดินทวนกระแสกิเลสด้วย ไม่ใช่ตัวเราเท่านั้นที่จะอยู่บนที่สูง แต่ใจเราก็จะค่อยๆ สูงขึ้นๆ และใสขึ้นด้วย เช่นเดียวกับน้ำในลำห้วยก็จะเริ่มใสขึ้นๆ ขุ่นน้อยลง นี่คือรางวัลของการทวนกระแส แม้จะเหนื่อยเพราะเราต้องต้านแรงโน้มถ่วง แต่ว่ายิ่งสูงขึ้นไป สูงขึ้นไป ธรรมชาติก็จะเขียวขจี ป่าจะหนาแน่น น้ำจะใสขึ้น ขุ่นน้อยลง

การทวนกระแสกิเลสก็เหมือนกัน กิเลสอาจจะหมายถึงความติดสบาย ความขี้เกียจ หรือความเห็นแก่ตัว แต่เมื่อเราเดินทวนกระแสกิเลสไปเรื่อยๆ ใจเราก็จะเบา จะโปร่งมากขึ้น ช่วงนี้อาจจะมีหลายอย่างมากระทบกับเรา เช่น อากาศ ความหนาว ก็เป็นธรรมดา บนที่สูงอากาศหนาวเย็นกว่าข้างล่าง แต่เป็นของดีที่จะฝึกใจเรา ลองดูที่ใจของเรา อย่าจมอยู่กับอารมณ์ ดูใจของเราว่ามีความทุกข์ บ่นโวยวาย ดิ้นรนแค่ไหนเวลาเจออากาศหนาว แต่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยดูใจตัวเองนะ เผลอบ่น เผลอดิ้นตามอารมณ์ของตัว แต่ถ้าเราลองสังเกตดูใจของเรา จะเห็นอาการเหล่านี้ พอเห็นแล้วใจก็จะหยุดดิ้น กลับเป็นปกติ ปล่อยให้ความหนาวเป็นเรื่องของกายไป แต่ใจเป็นปกติได้ นี่เป็นโอกาสดีที่จะฝึกให้เรารู้จักปล่อยวาง ใจก็เฉยๆ อาจจะกระเพื่อมขึ้นบ้าง ก็เป็นธรรมดา กระเพื่อมขึ้นก็ให้รู้ ทำนองเดียวกับเวลาเจอแดด แดดมากายร้อน ใจก็บ่น ใจก็โวยวาย ใจก็ทุกข์ แต่พอเรามีสติ ใจก็วางได้

การดูใจ ดูอากัปกริยาของใจ อันนี้เป็นการบ้านที่อยากจะชวนให้เราทดลองทำ ความหนาวในยามเช้ามืด กับความร้อนในเวลากลางวัน อันนี้เป็นธรรมดา มีมาก่อนที่เราจะเกิด แต่สิ่งที่ไม่ธรรมดาคือใจที่กระเพื่อม ใจที่ยินร้าย ใจที่บ่น ใจที่โวยวายนั่นแหละคือความไม่ธรรมดาของจิต ธรรมดาของจิตคือปกติ เราไปทุกข์กับความธรรมดาของดินฟ้าอากาศ ลองทำให้ใจเป็นปกติ เป็นธรรมดาดูบ้าง แล้วเราก็จะรู้ว่าความหนาวความร้อนเป็นแค่เรื่องของกายไม่ใช่เรื่องของใจ

เมื่อวานนี้มีเพื่อนมาร่วมเดินกับเราเป็นจำนวนมาก แล้วก็จะมีมาเพิ่มเรื่อยๆ โดยเฉพาะพรุ่งนี้ หลายคนอาจจะเพิ่งรู้จักกัน แต่ก็ให้ระลึกว่าที่นี่ธรรมยาตราไม่มีเป็นคนแปลกหน้า มีแต่มิตรที่เพิ่งรู้จัก อาจจะเคยรู้จักกันมาก่อนแล้วก็ได้ อาจจะเป็นชาติที่แล้วก็ได้ เลยทำให้เราได้มาเจอมาพบกันอีกในชาตินี้ แต่ถึงจะไม่เคยเจอกันมาก่อนเลย เพียงแค่มาร่วมเดินกับเราก็ถือว่าเป็นมิตรที่เพิ่งรู้จัก เมื่อเป็นมิตรกันแล้ว ก็ขอให้เราดูแลเอาใจใส่กันด้วย ในขบวนธรรมยาตรานี้ เราไม่มีอะไรที่จะเป็นที่พึ่งได้มากเท่ากับความเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกัน พวกเราทุกคนสามารถจะอยู่รอดได้ตลอด ๘ วันโดยไม่ต้องใช้เงินเลยแม้แต่สลึงเดียว เรามีข้าวกิน มีขนมกิน และมีน้ำหวานด้วย ได้มาจากไหน ก็ได้มาจากความเอื้อเฟื้อของผู้คนสองข้างทาง ความเอื้อเฟื้อของผู้คนที่อยู่ไกลที่อุตส่าห์ขับรถมาอุปถัมภ์เรา รวมถึงความเอื้อเฟื้อของพวกเรากันเองด้วย น้ำใจของผู้คนรอบข้าง และน้ำใจของผู้คนรอบตัวในธรรมยาตรานี้ คือสิ่งสำคัญที่สุดที่ทำให้เราอยู่รอดได้ ไม่ใช่เงิน

ความเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกันนี้เป็นต้นทุนที่อยากให้พวกเราช่วยกันต่อเติมให้มีความสมบูรณ์และพรั่งพร้อมมากขึ้น เราไม่มีความพรั่งพร้อมทางวัตถุ หรือความสะดวกสบาย แต่เราสามารถจะมีความพรั่งพร้อมร่ำรวยในด้านน้ำใจและความเอื้อเฟื้อกันได้ ในขบวนธรรมยาตรานี้เราไม่ได้มีเพียงแค่หน้าที่ต่อธรรมชาติเท่านั้น หน้าที่ต่อธรรมชาติคือการรักษาฟื้นฟูธรรมชาติให้ดีขึ้นเพื่อตอบแทนบุญคุณของธรรมชาติที่ดูแลเรามาตั้งแต่เกิด อันนั้นเป็นหน้าที่ที่เราควรทำ และเราก็ไม่ได้มีแค่หน้าที่ต่อตัวเองที่จะต้องดูแลรักษากายและใจให้ดีเท่านั้น แต่เราจะต้องดูแลมิตรสหายในธรรมยาตราด้วย ต้องดูแลกัน คอยช่วยเหลือกัน นึกถึงกันและกัน

ไม่ว่าเวลาเดินกลางแดด ไม่ว่าเวลาแบ่งปันอาหาร ถ้าเรานึกถึงกัน ก็ช่วยให้การเดินนั้นเป็นเรื่องง่าย เพราะว่าน้ำใจของพวกเราจะช่วยทำให้ความร้อนแรงของดินฟ้าอากาศทุเลาลง เวลาเราเหนื่อย แล้วมีเพื่อนหาน้ำมาให้เรากิน บางทีเพื่อนอาจจะมีน้ำไม่มากแต่ก็แบ่งให้เรากิน หรือว่าไต่ถามทุกข์สุขของเรา อันนี้คือน้ำใจที่ช่วยชโลมใจให้หายร้อน อาจจะไม่ได้ช่วยชโลมกายให้หายร้อนเท่าไหร่ แต่มันชโลมใจให้สดชื่น นี่แหละคือเสน่ห์ของธรรมยาตราที่ทำให้หลายคนเมื่อเสร็จสิ้นการเดินแล้วก็ยังจดจำ รำลึกได้ แล้วก็อดไม่ได้ที่จะหวนกลับมา ไม่ได้มาเพื่อซึมซับหรือว่ารับเอาน้ำใจจากคนอื่นเท่านั้น แต่มาเพื่อแบ่งปันน้ำใจให้กับเพื่อนใหม่ด้วย

ฉะนั้นความเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกันนั้นเป็นสิ่งสำคัญ และสำคัญต่อตัวเราทุกคนด้วย มันเป็นสิ่งที่จะช่วยทำให้เราไม่ใช่แค่มีชีวิตที่มีคุณค่าเท่านั้น แต่ว่ายังทำให้เรามีความสุขได้ง่ายขึ้นด้วย การช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น เป็นหลักประกันแห่งความสุขของตัวเราเอง คนที่เห็นแก่ตัวจะทุกข์ง่าย สุขยาก แต่คนที่เห็นแก่ผู้อื่น ช่วยเหลือผู้อื่น นึกถึงผู้อื่นอยู่เสมอ จะทุกข์ยาก สุขง่าย เวลามีอะไรมากระทบ เรามีความทุกข์ เรามีความเจ็บปวด แต่พอนึกถึงคนอื่น ความเจ็บปวดของเราก็กลายเป็นเรื่องเล็ก

เคยได้ฟังเรื่องราวของเด็กคนหนึ่ง อายุ ๗ ขวบ ชื่อน้องโย เป็นผู้ชาย วันหนึ่งป้าชวนน้องโยซ้อนมอเตอร์ไซค์เข้าไปในเมืองนครปฐม ปรากฏว่าเกิดอุบัติเหตุรถชน รถมอเตอร์ไซค์พังยับเยิน ป้าแขนหัก ส่วนน้องโยขาเละไปข้างหนึ่ง จึงถูกนำส่งโรงพยาบาล ตลอดทางป้าร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด แต่น้องโยไม่ร้องเลย จนถึงห้องผ่าตัด น้องโยก็ไม่ร้อง ผ่าตัดเสร็จหมอจึงถามน้องโยว่า ทำไมน้องโยไม่ร้องไห้ ไม่ร้องปวด ไม่ร้องครวญคราง น้องโยบอกสั้นๆ ว่า กลัวป้าเสียใจครับ น้องโยคิดถึงป้า เห็นป้าร้องเพราะแขนหักก็ไม่อยากซ้ำเติมความทุกข์ของป้า ถ้าน้องโยร้องป้ายิ่งเจ็บปวดหัวใจ น้องโยอายุแค่ ๗ ขวบแต่ฉลาด รู้สึกเห็นใจผู้อื่น เมื่อคิดถึงความเจ็บปวดของป้า ก็ทำให้น้องโยมีความอดทนอดกลั้น ความเจ็บปวดของตัวเองจึงกลายเป็นเรื่องเล็กไป ทั้งๆ ที่น้องโยมีอาการหนักกว่าป้าด้วยซ้ำ น้องโยเป็นคนอารมณ์ดี ผ่าตัดแล้วก็ยังเดินกระเผลกๆ มาที่โรงพยาบาล ยังไม่ได้อนาทรร้อนใจ ไม่ได้คิดถึงตัวเองเลยว่า ฉันจะเป็นอย่างไร ถ้าโตขึ้นมาแล้วขาพิการ จะหาแฟนได้ไหม จะทำมาหากินอะไร น้องโยไม่ได้คิดเลย เพราะฉะนั้นจึงไม่ค่อยมีความทุกข์ใจ มีแต่ความทุกข์กายที่ต้องจัดการ

คนเราเมื่อคิดถึงคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นการคิดถึงพ่อ คิดถึงแม่ คิดถึงป้า หรือคิดถึงเพื่อน คิดถึงคนที่ทุกข์ยาก หรือคิดถึงคนที่ไม่รู้จักเลย มันทำให้ความทุกข์ของเรากลายเป็นเรื่องเล็ก มีบาทหลวงท่านหนึ่งเป็นเพื่อนกับอาตมาเล่าให้ฟังว่า วันหนึ่งท่านไปเยี่ยมลูกศิษย์ที่เป็นนักศึกษาชั้นปีหนึ่งอายุ แค่ ๑๗ ปี เป็นโรคพุ่มพวงคือมีอาการแพ้ภูมิต้านทานของตัวเอง ภูมิต้านทานทำลายอวัยวะต่างๆ อาการหนักจนต้องเข้าโรงพยาบาล และปวดมาก ผ่าตัดก็ผ่าไม่ได้เพราะมีปัญหาเรื่องเลือด อวัยวะภายในก็พองโต พอเห็นหน้าคุณพ่อบาทหลวงท่านนี้เธอก็ตัดพ้อขึ้นมาว่า “ทำไมพระเจ้าทำให้หนูเป็นอย่างนี้” บาทหลวงท่านนี้ตอบว่า “พ่อก็ตอบไม่ได้ แต่มีอย่างหนึ่งที่อยากให้คุณทำคือ ให้สวดมนต์ถึงพระเจ้า รวมทั้งสวดมนต์ให้กับคนป่วยที่อยู่ในห้องเดียวกับคุณด้วย” วันต่อมาบาทหลวงก็เอาลูกประคำมาให้เธอ และมาเยี่ยมทุกวันๆ สีหน้าของเธอดีขึ้นเรื่อยๆ หน้าตาแช่มชื่น มีรอยยิ้ม เลิกบ่น เลิกตัดพ้อ ไปเยี่ยมได้ ๔ - ๕ วัน ท่านก็มีธุระที่ต่างจังหวัด ไปเป็นเดือนเลย พอกลับมากรุงเทพ ฯ ก็รีบไปเยี่ยมลูกศิษย์ทันที แต่ปรากฏว่าเธอเสียชีวิตแล้ว

ที่น่าแปลกใจก็คือว่าคนไข้ที่อยู่ในหอผู้ป่วยเดียวกัน ต่างอยากรู้ประวัติของเธอว่า เธอเป็นใครเพราะพวกเขารู้สึกชื่นชมและประทับใจผู้หญิงคนนี้มาก พวกเขาเล่าว่า แม้ป่วยหนักเธอก็ยังอุตส่าห์เดินมาเยี่ยมผู้ป่วยตามเตียงต่างๆ คอยช่วยเหลือ ให้กำลังใจ หาน้ำให้ บางทีก็ช่วยประคองไปห้องน้ำ เป็นต้น คนไข้หลายคนอาการเบากว่าเธอด้วยซ้ำ แต่เธอก็มีน้ำใจมาคุยให้กำลังใจ พวกเขาประทับใจเธอมาก ตอนที่เธอเสียชีวิตก็จากไปอย่างสงบไม่ได้ทุรนทุรายอะไรเลย ผิดกับวันแรกที่บาทหลวงท่านนี้เห็นเธอ ตอนนั้นเธอทุกข์มาก ตัดพ้อต่อว่าพระเจ้า และตัดพ้อต่อว่าชะตากรรม แต่พอเธอทำตามคำแนะนำของท่าน คือให้สวดมนต์ถึงพระเจ้าและสวดมนต์ให้แก่เพื่อนผู้ป่วย ความทุกข์ของเธอกลายเป็นเรื่องเล็กน้อยไปเลย

คนเราเมื่อเรามีน้ำใจต่อผู้อื่นแล้ว ไม่ใช่เขาเท่านั้นที่มีความสุข เราก็พลอยได้รับความสุขด้วย ความสุขที่เราให้แก่เขา ย้อนกลับมาสู่จิตใจของเรา เพราะฉะนั้นการช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น หากมองอย่างเห็นแก่ตัว มันเป็นการเกื้อกูลตัวเราเองด้วย พระพุทธเจ้าได้ตรัสถึงนิทานเรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องของนักกายกรรม สองคน คืออาจารย์กับศิษย์ ลูกศิษย์ต้องปีนขึ้นไปอยู่บนปลายไม้แล้วเลี้ยงตัวบนนั้นโดยถือถาดน้ำมันด้วย ส่วนปลายอีกข้างก็ตั้งอยู่บนศีรษะของอาจารย์ คล้ายกายกรรมปักกิ่ง ทั้งสองคนเลี้ยงชีพด้วยวิธีนี้ มีวันหนึ่งอาจารย์บอกลูกศิษย์ว่า “เมื่อเธอขึ้นไปอยู่บนปลายไม้แล้ว ก็ขอให้ดูแลซึ่งกันและกัน เธอดูแลฉัน ฉันดูแลเธอ ถ้าทำอย่างนี้เราก็จะแสดงกายกรรมได้สำเร็จ ได้ลาภด้วย และลงจากปลายไม้ได้อย่างปลอดภัยด้วย” แต่ลูกศิษย์กลับบอกว่า “ทำอย่างนั้นไม่ได้ดอก อาจารย์จงดูแลตัวเอง ผมก็ดูแลตัวผม เมื่อเราต่างดูแลตนอง ก็จะแสดงกายกรรมได้สำเร็จ ได้ลาภด้วย และลงจากปลายไม้ได้อย่างปลอดภัยด้วย” หลังจากเล่าเรื่องนี้ พระพุทธเจ้าสรุปเรื่องนี้ให้เป็นข้อคิดที่สำคัญว่า “เมื่อดูแลตนก็คือดูแลผู้อื่น เมื่อดูแลผู้อื่นก็คือดูแลตน”

อันนี้เป็นคติที่สำคัญมากสำหรับการเดินธรรมยาตรา และการดำเนินชีวิต เวลาเราดูแลตนเองให้ดี คือไม่ส่งเสียงดัง เดินด้วยความสงบ ขยะไม่ทิ้งเรี่ยราด เพียงเท่านี้ก็ช่วยคนอื่น และช่วยธรรมยาตราได้เยอะ ไม่ไปรบกวนเพื่อนที่เดินข้างๆ ที่ต้องการความสงบ เขาต้องการเจริญสติ เขาต้องการฝึกปล่อยวางความเจ็บปวดต้องใช้สมาธิสักหน่อยสำหรับคนที่เพิ่งฝึก ถ้าเราไม่สร้างภาระให้กับเพื่อนๆ ที่คอยเก็บขยะอยู่ข้างหลัง แค่ดูแลตนเองให้ดีก็เท่ากับดูแลหรือช่วยเหลือผู้อื่นแล้ว ขณะเดียวกันถ้าเราช่วยเหลือผู้อื่นก็เท่ากับช่วยเหลือตนเอง คือทำให้เรามีความสุข มีความสุขสบาย ไม่ใช่แค่สบายใจเท่านั้น แต่รวมถึงเรื่องอื่นด้วย

มีทีมถ่ายทำภาพยนต์เข้าไปสารคดีในหมู่บ้านแห่งหนึ่งประมาณ ๒ - ๓ วันจนคุ้นเคยกับชาวบ้าน วันหนึ่งมีคุณป้าถือปลามาพวงหนึ่งเดินผ่านมาแล้วถามว่า “รู้ไหมว่าทำอย่างไรถึงจะกินปลาพวงนี้ได้นานๆ ” คนในกองถ่ายทำก็ระดมสมองกันใหญ่ว่าทำอย่างไร บ้างก็เสนอว่า เอาไปตากแดด บ้างก็เสนอว่าเอาไปหมัก ทำส้ม หรือใส่ตู้เย็นก็มี คุณป้าบอกว่าผิดหมดเลย คำตอบคือ “ต้องเอาไปแบ่งเพื่อนบ้านให้ทั่วถึง”

ในความรู้สึกของคนเมือง การแบ่งให้เพื่อนบ้านทำให้เรากินได้น้อยลง แทนที่จะกินได้ ๒ วัน ก็อาจจะกินได้แค่มื้อเดียว แต่สำหรับคุณป้า เมื่อเราแบ่งให้คนอื่น เราก็จะมีกินได้นาน เพราะเมื่อเพื่อนบ้านหาปลามาได้ เขาก็มาแบ่งให้เราด้วย นี่คือวิถีชีวิตของชาวบ้านที่อยู่กันมานาน เป็นภูมิปัญญาของชาวบ้าน เขาอาจจนไม่มีเงินมีทอง แต่เขามีน้ำใจ มีความเอื้อเฟื้อ น้ำใจและความเอื้อเฟื้อนี่แหละที่ทำให้ชาวบ้านอยู่รอดได้

หลวงพ่อปัญญานันทะเล่าว่า ตอนท่านเป็นเด็กเมื่อเกือบร้อยปีที่แล้ว มีอย่างหนึ่งที่ท่านเบื่อมาก ท่านเบื่อที่ต้องเอาอาหารจากบ้านท่านไปแบ่งให้เพื่อนบ้าน เพราะพ่อแม่เป็นคนมีน้ำใจ เวลาได้อะไรมา เช่น ได้เนื้อชิ้นใหญ่หรือได้ปลามาหลายตัว ก็จะแบ่งเป็นกองเล็กๆ เพื่อแจกชาวบ้าน ถ้าได้ทุเรียนมา ก็จะทำน้ำกะทิหม้อใหญ่แล้วตักแบ่งให้เพื่อนบ้าน ตอนนี้ก็ต้องเป็นหน้าที่ของเด็กชายปั่น คือหลวงพ่อปัญญาตอนเด็กๆ ต้องเอาอาหารหรือขนมเหล่านี้ไปแจกให้เพื่อนบ้านทุกบ้าน ทำไมถึงเบื่อ เบื่อเพราะว่าตอนเด็กอยากจะเล่น อยากจะสนุก แต่พ่อแม่เรียกให้เอาของไปแจกเพื่อนบ้านอยู่เรื่อย ท่านมาระลึกได้เมื่อโตขึ้นว่านี่คือสิ่งที่ทำให้หมู่บ้านอยู่กันได้อย่างมีความสุข ไม่มีเรื่องไม่มีราว ไม่มีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกัน เพราะว่าเราจะทะเลาะกับคนที่มีน้ำใจแบ่งปันอาหารให้กับเราได้อย่างไร

หลวงพ่อท่านเจ้าคุณโพธิรังสีที่เชียงใหม่ก็เล่าคล้ายกัน ว่าตอนท่านยังเด็ก ชาวบ้านแต่ละบ้านเขาทำอาหารเพียงอย่างเดียว กินอย่างเดียวจะไม่เบื่อหรือ จะเบื่อได้อย่างไร ในเมื่อบ้านอื่นเขาก็ทำคนละอย่างเสร็จแล้วก็เอามาแบ่งกัน ทำอย่างเดียวแต่มีกินหลายอย่าง ความเอื้อเฟื้อเกื้อกูลจึงทำให้ชาวบ้านอยู่กันได้อย่างมีความสุข ในทำนองเดียวกันความเอื้อเฟื้อเกื้อกูลคือสิ่งที่จะทำให้พวกเราในคณะธรรมยาตราอยู่ได้อย่างมีความสุข ถึงแม้ว่าการเดินทางจะลำบาก ถึงแม้ว่าฝนฟ้าจะไม่เป็นใจ แต่ถ้ามีน้ำใจสักอย่างแล้ว พวกเราจะอยู่ได้สบาย ไม่ว่าจะกันดารแค่ไหนก็ตาม

เราคงทราบว่าประเทศธิเบตอยู่บนหลังคาโลก คืออยู่บนพื้นที่ที่สูงที่สุดในโลกประมาณสี่พันห้าพันเมตร พวกเราถ้าขึ้นไปอยู่บนนั้น จะปวดหัวในเวลาเพียงแค่ครึ่งวัน หัวใจจะเต้นแรง กินไม่ได้นอนไม่หลับ เดินแค่จากนี้ไปประตูก็เหนื่อยแล้วต้องพัก แค่ลงจากรถไปฉี่ข้างทางก็เหนื่อยแล้วเพราะอากาศเบาบางมาก บนนั้นต้นไม้ขึ้นไม่ได้ มีแต่หญ้าเล็กๆ แต่มีชาวบ้านอยู่กันเป็นแสนเป็นล้าน เขาอยู่กันได้ ทั้งๆ ที่กันดารและอากาศก็หนาวมาก เขาอยู่กันได้อย่างไร มีเหตุผลอยู่ ๒ ประการ ประการแรกคือน้ำจากหิมะ หิมะเมื่อเจอความร้อนมันก็ละลาย พอละลายแล้วหญ้าต้นเล็กๆ ก็ขึ้นได้ พอมีหญ้าก็มีวัวที่เรียกว่าจามรี จามรีกินหญ้าก็กลายเป็นปศุสัตว์ เนื้อเป็นอาหาร นมทำเป็นเนย หนังให้ความอบอุ่น ส่วนขี้ก็เป็นเชื้อเพลิง

ประการที่สอง นอกจากน้ำคือน้ำใจ น้ำใจและความเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกัน ทำให้เขาอยู่กันได้ ไม่ว่าจะอยู่ในถิ่นที่กันดารแค่ไหน อย่างเช่น บนเขาสูงหรือในแดนหิมะอย่างชาวเอสกิโม หรือในทะเลทรายอย่างพวกบุชแมน เขาอยู่กันได้อย่างมีความสุข คือ สุขด้วยน้ำใจ สุขด้วยความเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกัน เพราะฉะนั้นน้ำใจในคณะธรรมยาตราเป็นสิ่งสำคัญมาก ที่อยากจะเชิญชวนให้พวกเราหล่อเลี้ยงให้คงอยู่ และมันจะดีกับเราด้วย

คนที่เห็นแก่ตัวคือคนที่ทำร้ายตัวเอง เพราะคนที่เห็นแก่ตัวจะเต็มไปด้วยความโกรธ เต็มไปด้วยความโลภ และจะมีความผิดหวังได้ง่าย เพราะจิตคับแคบ ถูกอะไรกระทบก็จะทุกข์เพราะคิดถึงแต่ตัวเอง แค่เป็นสิว ผิวแห้ง ผมแตกปลายก็จะตายให้ได้เพราะว่าไม่สวย คิดถึงแต่ตัวเอง แต่ถ้าคิดถึงคนอื่น เห็นคนอื่นลำบากกว่านี้เขาก็ยังอยู่ได้ มีชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งพิการ เกิดมามีแต่หัวกับตัว ไม่มีแขนไม่มีขา เขียนหนังสือเรื่อง “ไม่ครบห้า” คือมีแต่หัว ไม่มีแขนสองขาสอง เขาพูดตอนหนึ่งว่า “ผมเกิดมาพิการ แต่ผมมีความสุข และสนุกทุกวัน”

คนที่ทุกข์เพราะเป็นสิวผิวแห้ง ผมแตกปลาย ให้ลองนึกถึงคนพิการเหล่านี้ เราจะรู้สึกเลยว่าความทุกข์ของเราเป็นเรื่องเล็กน้อย หรือไม่ก็นึกถึงเด็กยากจน เด็กที่ไม่มีอะไรจะกิน เราจะรู้สึกเลยว่า แม้เราจะไม่มีโทรศัพท์มือถือ หรือโทรศัพท์มือถือเป็นรุ่นเก่า ก็ไม่ได้เสียหายอะไรเลย กลับดีเสียอีก ไม่เปลืองเงิน อยากย้ำว่า การนึกถึงคนอื่นทำให้เราทุกข์น้อยลง แต่ถ้าเราคิดถึงแต่ตัวเอง เราจะทุกข์มาก

เมื่อร้อยปีที่แล้ว มีผู้หญิงญี่ปุ่นคนหนึ่ง ชื่ออิวาซากิ พ่อแม่เสียชีวิตตั้งแต่เล็ก อยู่กับลุงด้วยความทุกข์ยากลำบาก อาหารก็ไม่ค่อยจะมีกิน หนังสือเรียนไม่ต้องพูดถึง ลุงก็เลยขายให้สำนักเกอิชา เกอิชาก็เหมือนกับโสเภณี แต่เป็นโสเภณีชั้นสูง คือต้องมีความสามารถทางด้านการร่ายรำ เขียนบทกวีเพื่อบำรุงบำเรอคนรวย แต่ก็อยู่อย่างลำบาก เป็นเกอิชาก็ถูกกดขี่ รู้สึกว่าชีวิตนี้ไม่สมหวัง ต่อมาน้องก็ตาย ไม่นานหลังจากนั้น เธอก็สูญเสียแฟนซึ่งเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของเธอ เธอมีความทุกข์มาก รู้สึกว่าชีวิตนี้ลำเค็ญเหลือเกิน ไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไปแล้ว วันหนึ่งจึงเดินเข้าไปในป่า ขณะที่หิมะตกหนัก หวังจะให้หิมะตกทับถมร่างจะได้ตาย แต่ปรากฏว่ามีชาวบ้านคนหนึ่งช่วยเอาไว้ได้ พอคุณลุงคนได้ฟังเรื่องราวของผู้หญิงคนนี้ แกก็บอกว่าคนที่คิดถึงแต่ตัวเองย่อมอยากตายทั้งนั้น แล้วคุณลุงก็แนะว่าให้เธอกลับเข้าไปในเมือง แล้วช่วยทำดีกับใครก็ได้วันละคน ถ้าเธอทำแล้วยังอยากตายอยู่ให้มาบอกฉัน ฉันจะช่วยให้เธอตายสมใจ

อิวาซากิได้คิดขึ้นมาก็เลยทำความดี เริ่มต้นด้วยการซื้อหนังสือให้เด็กยากจนคนหนึ่ง ต่อมาก็เล่านิทานให้เด็กฟังวันละคนสองคน หลังจากนั้นก็เริ่มแต่งนิทานเอง นับแต่นั้นเธอก็เลิกคิดที่จะฆ่าตัวตาย คงเพราะเหตุผลสองประการ ประการแรก เมื่อเห็นเด็กยากจนก็เลยได้คิดว่ามีคนที่ลำบากกว่าเธออีกมาก ประการที่สองพอเธอไปช่วยเขา เธอก็มีความสุข พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ผู้ให้ความสุขย่อมได้รับความสุข” เมื่อเราให้ความสุขแก่ผู้อื่น ความสุขนั้นก็จะย้อนกลับมาสู่เรา

ถ้าพวกเราฉลาด เราต้องมีน้ำใจช่วยเหลือกัน ไม่ใช่ช่วยเฉพาะคนที่รู้จักมานานแล้วเท่านั้น แม้แต่เพื่อนที่เพิ่งรู้จักเราก็ควรมีน้ำใจต่อเขา มาธรรมยาตราครั้งนี้อาตมาอยากให้พวกเราเห็นความจริงข้อนี้ ถ้าเราลองสังเกตใจของเรา เวลาเราช่วยเหลือคนอื่น เรารู้สึกอย่างไร เราเห็นเขายิ้มแย้ม เรารู้สึกอย่างไร นั่นแหละคือสิ่งที่ทำให้เราตระหนักว่าความสุขที่แท้จริงไม่ได้เกิดจากการเอาเข้าตัวมากๆ แต่เกิดจากการให้ อันนี้คือสิ่งที่ควรจะได้เรียนรู้เพื่อช่วยให้เราสามารถพบกับความสุขได้อย่างแท้จริง

วันนี้เราต้องเดินทางต่อ เส้นทางคงไม่ง่ายกว่าเมื่อวาน หลายคนอาจจะเริ่มจะท้อ พอเจอแดดแรงๆ ก็อาจจะสู้ไม่ไหว พวกที่ถอดรองเท้าเท้าก็อาจจะยับเยินมากขึ้น แต่ก็ฝากคาถาไว้ “ทนได้สบายมาก” และคาถาที่สืบเนื่องมาจากเมื่อวานที่แม่ชีวิอ่านบทกวีให้เราฟัง แต่คาถานี้สั้นๆ “แม้กายจะพ่ายแต่ใจไม่แพ้” ให้ท่องเอาไว้ แต่ถ้าให้ดี อย่าให้กายพ่ายเลยนะ ให้กายยังสู้ไหวอยู่

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved