หน้ารวมบทความ
   บทความ > ธรรมยาตรา > Unseenที่ควรรู้จัก
กลับหน้าแรก

๕ Unseenที่ควรรู้จัก

ธรรมยาตราลุ่มน้ำลำปะทาวปีที่ ๑๐
วันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๕๒ เย็น
พระไพศาล วิสาโล

แบ่งปันบน facebook Share   

พวกเรามาร่วมกันเดิน ๒๐๐ กว่าคน ขอให้รับรู้ว่าไม่ใช่มีแต่พวกเราเท่านี้ ที่รับรู้เรื่องธรรมยาตรา มีคนอื่นที่เขารับรู้ และไม่ใช่รับรู้เฉยๆ แต่ว่าติดตามด้วย คนที่ติดตามอาจจะเป็นพันก็ได้ เพราะทุกวันจะมีการรายงานความคืบหน้าของธรรมยาตรา ออกทางสถานีวิทยุต้นน้ำลำปะทาวหรือท่ามะไฟหวาน เรามีผู้สื่อข่าวหลายคน คอยส่งข่าวไปวันละหลายเที่ยว แม้คนที่อยู่หลังเขาและรอบๆ ก็ติดตามข่าวคราวเช่นกัน เขารู้ว่าพวกเรากำลังทำอะไรอยู่ และคอยเป็นกำลังใจให้ อันที่จริงต้องเรียกว่า คนที่กรุงเทพฯ และทั่วประเทศ อาจจะรวมถึงประเทศอื่นด้วย รับรู้ติดตามข่าวของพวกเราเป็นระยะๆ ทุกวันเพราะมีการส่งข่าวคราวธรรมยาตราออกไปทางอินเตอร์เน็ท และมีคนส่งกำลังใจมา หลายคนเสียดายที่มาไม่ได้ หลายคนรับปากว่า จะมาร่วมเดินกับเรา ในอีกไม่กี่วันนี้ โดยเฉพาะวันที่ ห้า หก เจ็ด จะมากันเยอะ มีคนหนึ่งเขียนกลอนให้กำลังใจให้เรา เขาเขียนไว้ดีมาก จะอ่านให้ฟัง

ก้าวไปเถิดผู้กล้าอย่าท้อถอย
ผู้คนคอยเป็นแรงใจในแนวหลัง
แดดจะเผาเท้าจะพองต้องเปี่ยมพลัง
ค่ำคืนยังดาดถึงดาวพราวศรัทธา
จงประกาศความห่วงใยในแผ่นดิน
จงค้นพบ unseen ที่แสวงหา
ขอเดือนเพ็ญคือเพ็ญใจให้ยาตรา
สู่ธรรมดาง่ายงามและความจริง

เขาเขียนกลอนมาเป็นกำลังใจให้กับพวกเราว่า พวกเราเป็น “ผู้กล้าอย่าท้อถอย ยังมีผู้คนคอยเป็นแรงใจในแนวหลัง” เราไม่ใช่แค่เป็นตัวแทนของธรรมชาติ อยู่แนวหน้าอย่างเดียว แต่มีแนวหลังช่วยเป็นกำลังใจให้กับเราด้วย และเหมือนจะรู้ด้วยว่า แดดจะเผาเท้าจะพอง ถึงต้องเปี่ยมพลัง อย่าฟุบอย่าแฟบง่ายๆ ให้เรานึกว่า “ค่ำคืนยังดาดถึงดาวพราวศรัทธา” ที่นี่คืนนี้ฟ้าสวยมาก ขอให้เราระลึกว่าแสงดาวก็ดี แสงจันทร์ก็ดีเป็นพลังให้เรา “ขอเดือนเพ็ญคือเพ็ญใจให้ยาตรา สู่ธรรมดาง่ายงามและความจริง” วันนี้วันพระใหญ่ ขอให้ใจเราสว่างไสวเหมือนกับเดือนเพ็ญคืนนี้

เขาพูดไว้น่าประทับใจว่า “จงประกาศความห่วงใยในแผ่นดิน จงค้นพบ unseen ที่แสวงหา” unseen แปลว่า ยังไม่มีการค้นพบหรือว่ายังไม่มีใครเห็น เวลาพูดถึง unseen เรามักจะนึกถึงสถานที่ท่องเที่ยวที่ไม่ค่อยมีคนพบหรือไปเที่ยวเท่าไหร่ อย่างธรรมยาตราปีนี้ unseen ที่หลายๆ คนรอคอยก็คือมอหินขาว แต่ที่จริงมันมี unseen ระหว่างทางเยอะ วันนี้ก่อนเพล เราได้ผ่านตาดบงซึ่งเป็นตาดที่สวย สวยที่สุดเท่าที่เคยเห็นมาในชัยภูมิและมีเสน่ห์คือสงบ ไม่มีคนมารับรู้ รับเห็น และอยู่ไกลถนนด้วย ตาดหลายตาดอยู่ใกล้ถนนมากและก็โดนปรุงแต่งเสียเยอะ แต่ตาดที่นี่ยังสวยอยู่ ถ้าเป็นเดือนที่แล้ว จะสวยกว่านี้ เพราะว่าน้ำเต็มผืนตาดเลย ตาดจะมีน้ำนองและไม่ลึกให้เรานั่งเล่นได้ ช่วงที่เราเดินผ่านมาเป็นแหล่งน้ำ แต่ว่าน้ำน้อย แม้น้ำน้อยเราก็ยังได้เห็นว่า บรรยากาศชวนให้เกิดความชุ่มชื่นใจเพียงใด นี่คือ unseen ที่ไม่มีใครรู้ เบิร์ดก็ไม่รู้จัก ททท.ก็ไม่เคยเห็น และถ้าเห็นแล้วคนก็จะพลุกพล่าน อย่างมอหินขาวที่เราจะไปมะรืนนี้ เชื่อว่าคงจะไม่สวยเท่าเมื่อสองสามปีก่อน เพราะว่าตอนนั้นไปยากก็จริง แต่สวย ของอะไรที่ได้ยาก หรือสถานที่ใดที่ไปยาก จะมีเสน่ห์อยู่เสมอ นั่นคือมีความสวยงาม สิ่งดีๆ นี่ต้องแลกด้วยความยากลำบากนะ แล้วก็ยังมี unseen ที่เป็นสถานที่ที่เราจะได้เห็นระหว่างทาง อาจจะจนถึงกระทั่งวันที่เจ็ด วันที่แปดเลย

แต่มี unseen อย่างหนึ่งที่อยากให้เราได้รู้จัก สิ่งนี้ไม่ได้อยู่ไกลเราเลย มันอยู่กับตัวเราตลอดเวลา ก็คือ unseen ในจิตใจ เป็นสิ่งที่เรายังไม่รู้จัก แต่มีอยู่แล้วในตัวเรา มันเป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การรู้จักมาก และเราจะรู้จักได้อย่างไร ธรรมยาตราอาจจะเผยให้เราได้เห็น unseen ที่มีอยู่แล้วในใจของเรา unseen นั้นก็คือความสามารถในตัวเรา หลายคนอาจจะรู้สึกตั้งแต่คืนแรกที่มาถึงว่า จะไปไหวไหมหนอ อีกตั้ง ๗ วันกว่าจะถึง ยิ่งได้เดินวันแรก หลายคนก็อาจจะท้อ แต่เชื่อว่าถ้าเราเดินอีกสัก ๒-๓ วัน เราจะค้นพบตัวเอง ว่าเรามีความสามารถที่เรานึกไม่ถึง

หลายคนรู้สึกท้อว่า ทำไม่ได้ ทำไม่ได้ ไม่เคยเดินไกลอย่างนี้ ไม่เคยมาลำบากอย่างนี้ แต่ถ้าเราสามารถเดินผ่านวันพรุ่งนี้ไปได้ มันจะง่ายขึ้น และเมื่อถึงวันสุดท้ายของธรรมยาตรา เราจะเชื่อมั่นในตัวเราเองมากขึ้นว่า เราทำได้ ทำได้ทั้งกาย ทำได้ทั้งใจ เช่นเมื่อปีที่แล้วมีหลายคนบอกว่า ไม่นึกเลยว่าจะเดินมาจนถึงวันสุดท้ายได้ ไม่มีความเชื่อมั่นเลย ใจมันท้อตั้งแต่วันแรกแล้ว แต่ก็ช่วยกันพา ช่วยกันหนุน ทำให้เริ่มมั่นใจขึ้นเมื่อถึงวันที่ ๔ วันที่ ๕ ว่าตัวเองทำได้ พอถึงวันที่ ๗ วันที่ ๘ เขารู้สึกภาคภูมิใจมาก เป็นความภาคภูมิใจในตัวเองที่มีความสามารถอย่างไม่เคยนึกมาก่อน

เวลาพูดถึงความภาคภูมิใจ หลายคนจะรู้สึกภาคภูมิใจต่อเมื่อมีเสื้อผ้าสวยๆ ใส่ มีโทรศัพท์มือถือใช้ หรือว่าภาคภูมิใจในตัวเองที่มีรูปร่างหน้าตาสะสวย หล่อ แต่นั่นเป็นเพียงเปลือก เป็นผิว ความภาคภูมิใจที่แท้คือ เราได้เห็นความสามารถของตัวเราเองว่าเราเข้มแข็งกว่าที่เราคิด เรามีความกล้าหาญกว่าที่เรานึก สิ่งเหล่านี้เราไม่มีทางค้นพบหรือเจอได้เลย ถ้าเราไม่ผ่านความยากลำบาก ความยากลำบากจะทำให้เราเข้มแข็ง และสามารถดึงเอาความเก่งความกล้าของเราออกมา ถ้าเราอยู่สบายๆ เราจะอ่อนแอ แต่ถ้าเรากล้าที่จะลำบาก ทีแรกอาจรู้สึกท้อบ้าง อันนี้ธรรมดา แต่ในที่สุดเราก็จะเห็นตัวเองในมุมที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

ความยากลำบากสามารถเปลี่ยนสิ่งดิบๆ ให้กลายเป็นสิ่งที่มีค่า เหมือนกับแดดหรือความร้อน ขี้แร่หรือเศษแร่ทอง ที่ไปขุดมาจากในดิน มันไม่สวยหรอก แต่เมื่อเจอความร้อนผ่านการหลอมเหลว มันจะกลายเป็นทองที่งดงาม หรือทองนพคุณ แร่เหล็กก็เช่นกันถ้าไม่ผ่านความร้อนสูง ก็จะไม่กลายเป็นเหล็กกล้าหรือเหล็กชั้นดีได้ ความร้อนนั้นมีค่ามาก อาหารที่เรากิน ถ้าไม่ผ่านความร้อนก็กินไม่ได้ เพราะยังไม่สุกแม้แต่ข้าวก็ต้องต้ม ขนมปังต้องอบ ถึงจะกินได้ และจะหอมด้วย ขนมปังถ้าอบแล้วจะหอม แม้แต่ข้าวหอมมะลิก็เหมือนกัน ต้องเจอความร้อนถึงจะหอมและกินได้ มีประโยชน์ ผลไม้ถ้าไม่เจอแดด ก็ไม่มีวันสุก ไม่มีวันหอม ไม่มีวันอร่อย ในทำนองเดียวกันถ้าเราไม่เจอความยากลำบาก เราก็ยังเป็นคนดิบๆ อยู่เหมือนกับข้าวดิบ เหมือนกับผลไม้ดิบ เรายังไม่สุกจนกว่าจะผ่านความยากลำบาก เราคงคุ้นกับคำว่า “อบรม” นักเรียนต้องไปอบรม ครูต้องไปอบรม อบรมคือทำให้มีคุณภาพดีขึ้น การอบ การรม ต้องอาศัยความร้อน แต่ก็ทำให้เกิดคุณภาพใหม่ขึ้นมา

เห็นไหมว่าในธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นแร่ ไม่ว่าจะเป็นทอง ไม่ว่าจะเป็นเหล็ก ไม่ว่าจะเป็นอาหาร หรือผลไม้ จะดีได้ ก็ต้องผ่านความร้อน ต้องเจอแดดเผา พวกเราก็เช่นกัน ในใจเรามีสิ่งวิเศษหลายอย่าง แต่ว่ายังไม่พัฒนาถึงขั้น ถ้าไม่เจอความร้อน ความร้อนในที่นี้หมายถึงความยากลำบาก รวมถึงการเจอแดดแผดเผาด้วย ธรรมยาตราเป็นการพาพวกเราผ่านการอบ การรม การเผา เพื่อให้สิ่งวิเศษในใจเราเปล่งประกายออกมาเช่น ความเข้มแข็ง ความกล้าหาญ ความภาคภูมิใจ อันนี้คือ unseen ที่สำคัญกว่าสถานที่ท่องเที่ยวที่ใครๆ อยากจะไป คนส่วนใหญ่อยากจะไปดู unseen ที่เป็นสถานที่นอกตัว แต่ว่ามองข้าม unseen ที่อยู่ในใจตัวเอง อยากจะให้เราหันกลับมาดูใจของเรามากขึ้น โดยเฉพาะช่วงที่เดินธรรมยาตรา มันเป็นบททดสอบที่ดีมาก วันนี้เราได้เจอบททดสอบอีก ๑ วัน ทางอาจจะไม่ไกลเหมือนเมื่อวาน แต่มันก็ร้อน ทางก็ขรุขระ คนที่ถอดรองเท้าก็ได้เจอ unseen เหมือนกัน แต่แม้จะเหนื่อย รู้สึกปวด ยากลำบาก แต่เราก็พาตัวเองจนมาถึงวัดป่าสันติธรรมได้ หลายคนคงนึกว่า ไม่รู้จะเดินได้หรือเปล่าจากปากทางเข้ามาถึงที่วัด ๒ กิโลครึ่ง แค่ ๒๐๐ เมตรบางคนก็ท้อแล้ว แต่ว่าเราก็มาถึงจนได้

ขอให้เราสังเกตดูว่าใจของเราเข้มแข็งเพียงใด ความเข้มแข็งนี้เกิดจากความยากลำบาก เวลาเราเจอความยากลำบากเราก็จะเกิดปัญญาด้วย ไม่ใช่แค่เกิดความเข้มแข็งอย่างเดียว เราจะเกิดปัญญาว่า จะทำใจอย่างไรดี ถึงจะไม่ปวดไม่เจ็บ เท้าก็ปวดอยู่แล้ว ร่างกายก็เมื่อย ถ้าเป็นที่อื่นเราก็พัก ถ้าเป็นที่บ้านเราก็ไม่เดินต่อ ถ้ามากับพ่อแม่เราก็คงบอกว่า “ไม่ไปละ หยุดเท่านี้แหละ ถึงแม้พ่อแม่อยากให้เราไปเราก็ไม่ไป” แต่ว่านี่เรามาเป็นคณะ เราต้องไปด้วยกัน ถึงด้วยกัน ก็ต้องฉุด ต้องลาก ต้องผลักกันไป เราไม่สามารถจะหนี เราไม่สามารถจะงอแงได้ ตรงนี้จะทำให้เราได้ใช้ปัญญาว่า จะทำใจอย่างไรดีนะ ถึงจะไม่เจ็บไม่ปวด ไปกับร่างกาย คนที่ไม่เชื่อว่าการนับจะช่วยได้ ก็คงจะเห็นแล้วว่าการนับก้าวนั้นช่วยได้ หรือว่าการท่องคาถาก็ช่วยได้ จำได้ไหม “ซ้ายทนได้ ขวาสบายมาก” เวลาตีกลอง ตึง... ตึง...ตึง...ท่องไปด้วย “ซ้ายทนได้”....ตึง...ตึง...ตึง... “ขวาสบายมาก” เอาใจไปฟังเสียงกลอง แล้วท่องไปด้วย หรือบริกรรมคาถาไปด้วย ความเมื่อยความปวดจะน้อยลง เพราะว่าใจเราถูกดึงออกมาจากเท้า

ถ้าใจเราไม่ทำอะไร อยู่เฉยๆ ใจเราก็จะไปปักอยู่ที่ความปวดที่เท้า ความเมื่อยที่กาย หรือว่าความร้อนที่หัว ใจจะยึดติดกับความปวด เราไม่ชอบความปวด ไม่ชอบความเจ็บ แต่ถ้าเราเผลอเมื่อไหร่ ใจมันจะไปปักตรงนั้นแหละ เหมือนกับเวลาเราโกรธใคร เราไม่ชอบเขา เราอยากจะผลักเขาไปไกลๆ แต่ยิ่งโกรธ เราก็ยิ่งนึกถึงเขา ยิ่งนึกถึงคนที่เราโกรธ ยิ่งนึกถึงคำที่เขาพูดดูถูกเรา คำที่เขาด่าว่าเรา เสร็จแล้วก็เลยกินไม่ได้ นอนไม่หลับ สิ่งที่เราอยากจะผลักออกไปไกลๆ มันกลับมีแรงดึงดูดให้เรายึด ให้เราติด ความเจ็บปวดก็เหมือนกัน ถ้าปล่อยใจให้อยู่เปล่าๆ ใจก็จะปักอยู่กับความปวด ไปกำความปวดเอาไว้ ไม่ยอมปล่อย มันเหมือนกับว่าเรามีเศษแก้วอยู่ในมือ เศษแก้วในมือทำอะไรเราไม่ได้ แต่พอเรากำแล้วบีบ มันจะบาดมือเรา พอเจ็บแล้วยังไม่ยอมปล่อย ยังกำและบีบต่อไป ก็ยิ่งเจ็บมากขึ้น ความปวดก็เช่นกัน ถ้าไม่มีสติ ถ้าลืมตัว ใจก็กำความปวดเอาไว้ กำอยู่อย่างนั้นแหละ แต่พอเรามีสติมันก็คลายออก พอเผลอ มันก็กำใหม่

อีกวิธีหนึ่งได้แก่ การใช้สมาธิ คือเอาจิตไปจดจ่ออยู่กับเสียงกลอง อยู่กับการนับก้าวหรือตามลมหายใจ วิธีนี้จะช่วยให้ความเจ็บ ความปวด ความเมื่อยทุเลาลง ใหม่ๆ ก็ทำไม่คล่อง ไม่ถนัด เพราะว่าความปวดมันจะดึงจิตของเรา มันจะคอยแย่ง คอยดึง คอยช่วงชิงจิตออกจากสติ หรือออกจากสมาธิ แต่พอเราทำบ่อยๆ สติจะมีกำลัง สมาธิจะมีกำลัง สามารถดึงจิตออกจากความเจ็บปวดได้ ฟังเสียงกลองได้ต่อเนื่อง นับก้าวได้ต่อเนื่องหรือรู้สึกตัวได้ต่อเนื่อง พอเผลอคิด เผลอปรุง เผลอยึดความปวด เมื่อรู้ก็วางได้ ถ้าให้ดีก็บริกรรมคาถาไปด้วยว่า “ซ้ายทนได้ ขวาสบายมาก” และลองยิ้มไปด้วย ไม่ใช่ว่าซ้ายทนได้ ขวาสบายมาก แต่ว่าหน้าบึ้ง หน้าเหยเก ลองดูแล้วจะพบว่า ความรู้สึกจะเปลี่ยนไปเยอะเลย จากเดิมที่บอกว่า “ไม่ไหวแล้ว” พอเราบอกขึ้นมาว่า “ไหวสิ ทนได้สบายมาก” ความปวดมันจะลดลง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าตอนที่บริกรรมหรือท่องคาถา หน้าเราอาจจะบึ้ง หน้าเราอาจจะเหยเก แต่พอยิ้มขึ้นมา ความปวดจะลดลงอีก ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ก็แปลกดี หน้าที่ยิ้มทำให้รู้สึกปวดน้อยกว่าหน้าที่บึ้งตึง ส่วนใจที่บอกว่า “ไม่ไหวแล้ว ไม่ไหวแล้ว” จะต่างจากใจที่บอกว่า “ไหวสิ ทนได้สบายมาก ทนได้สบายมาก” เพราะฉะนั้นคำว่าไม่ไหวแล้ว ไม่ไหวแล้ว เราต้องรู้ทันมัน รู้แล้ววาง นี่แหละจะทำให้เราเกิดปัญญาขึ้นมา คือรู้อุบายที่จะปลุกใจให้เข้มแข็ง มีกำลังใจ และหลุดจากความทุกข์ได้

คนเราถ้าเราไม่รู้จักตัวเราเอง เราก็ไม่มีทางที่จะมีความเจริญก้าวหน้าหรือมีความสุขได้ การรู้จักตัวเอง เช่น เห็นว่าเรามีความเข้มแข็งกว่าที่คิด มีความสามารถกว่าที่นึก จะทำให้เรามั่นใจในตัวเอง ไม่กลัวความยากลำบากหรืออุปสรรค เวลาเราอยู่บ้าน เราสบาย อยากจะได้อะไร พ่อแม่ก็หามาให้ ไม่เคยลงมือทำ เอง แต่พอเราลงมือทำด้วยความเพียรของตัวเอง เราจะเข้มแข็งมากขึ้น เราจะฉลาดมากขึ้น เราจะรู้ว่าจะแก้ปัญหา จะแก้ทุกข์อย่างไร คนเราถ้าไม่เจอทุกข์ ก็ไม่รู้วิธีพ้นทุกข์ เราจะพ้นทุกข์ได้ก็ต้องรู้จักทุกข์ อย่างน้อยเราก็จะรู้ว่าทุกข์นี้ไม่เที่ยง อย่างตอนกลางวันขณะที่เดิน เราปวดใช่ไหม เจ็บใช่ไหม เมื่อยใช่ไหม ใจตอนนั้นรู้สึกแย่ใช่ไหม แล้วตอนนี้ล่ะ ใจเราเป็นอย่างไรสบายใช่ไหม มันเปลี่ยนไปแล้ว ใจที่บึ้งตึง ใจที่หงุดหงิดได้เปลี่ยนไปแล้ว ความปวดความเจ็บหายไปแล้ว มันไม่เที่ยง มันไม่ยั่งยืน มันไม่จีรัง เห็นไหมว่าทุกข์นั้นไม่เที่ยง นี้คือสิ่งหนึ่งที่เราจะได้เรียนรู้จากการเจอความยากลำบาก

เวลาเราแย่ รู้สึกเจ็บปวด ลองปลอบใจตัวเองดูบ้างว่า ทนอีกหน่อยเดี๋ยวมันก็หายไป มันไม่ได้อยู่กับเราไปตลอด ส่วนใหญ่เวลาเราทุกข์ เราก็คิดว่าจะทุกข์ไปจนตลอด อกหัก สอบเข้าไม่ได้ ของหาย หรือบางทีคนรักตาย เราก็จะเศร้า เรารู้สึกว่าชีวิตนี้ทุกข์เหลือเกิน ทำไมมันทุกข์อย่างนี้ ไม่เคยนึกมาก่อนเลยว่าจะทุกข์อย่างนี้ แต่ถ้าเราได้คิดก็จะพบว่า มันทุกข์ก็จริง แต่ก็มีวันที่จะหายทุกข์ได้ คิดได้เช่นนี้ เราก็จะมีกำลังใจ เหมือนกับที่เรารู้ว่า กลางคืนไม่ว่าจะยาวนานแค่ไหน มันก็ต้องสว่างในที่สุด กลางคืนแม้จะหนาวเหน็บแค่ไหน ก็จะมีความอบอุ่นมาแทนที่เมื่อถึงตอนเช้า ฉะนั้นถ้าเรารู้ เรามั่นใจ เราก็จะมีความหวัง เราก็จะมีกำลังที่จะฟันฝ่าความทุกข์ได้

พวกเราที่เป็นนักเรียน เป็นหนุ่มสาว ขอให้ระลึกว่า ความทุกข์ที่เกิดกับเรา มันไม่ได้จีรังยั่งยืน สักวันหนึ่งมันจะแปรเปลี่ยนไป แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็ต้องมองด้วยว่า ความสุขที่เรามีก็ไม่จีรังเหมือนกัน ความสุขที่เรามี จะเป็นความสนุกสนาน ความสะดวกสบาย รวมไปถึงสุขภาพร่างกาย ความรัก หรือทรัพย์สมบัติที่เรามี ที่ให้ความสุขแก่เรา จะเป็นโทรศัพท์มือถือหรืออะไรก็แล้วแต่ ขอให้ระลึกว่า มันจะไม่อยู่กับเราไปตลอด สักวันหนึ่งมันก็จะแปรเปลี่ยนไป

เคยสังเกตอาหารที่เรากินไหม ช้อนแรกก็อร่อย แต่พอกินไปจนถึงช้อนที่ ๒๐ ความอร่อยก็ลดลงแล้ว ตอนกินมื้อแรกก็อร่อย จะเป็นไก่ย่าง ส้มตำ พิซซ่า หรือแฮมเบอร์เกอร์ แต่ลองกินทุกวันสิ กินไปสัก ๑๐ วันติดต่อกัน มันจะยังอร่อยอยู่เหมือนเดิมหรือเปล่า จากเดิมที่อร่อยก็กลายเป็นเฉย ๆ จากเฉย ๆ กลายเป็นเบื่อ และถ้ายังกินไม่หยุด จากเบื่อก็จะกลายเป็นเอียน และจากเอียนกลายเป็นอาเจียน มันอร่อยไม่นานนะ พอกินมากๆ อาจจะอาเจียนได้ นี่ก็เรียกว่าความสุขไม่เที่ยง เพลงที่ไพเราะไม่ว่าเพลงของวงดนตรีวงไหน นักร้องคนไหน ฟังครั้งแรกก็เพราะ แต่ลองฟังไป ๑๐๐ ครั้ง ๒๐๐ ครั้ง มันจะไม่เพราะแล้ว เราอยากจะหาเพลงใหม่มาฟัง ริงโทนที่เราคิดว่ามันเป็นเพลงเพราะ มันอยู่กับโทรศัพท์เราได้กี่เดือน ฟังทุกวันวันละหลายๆ ครั้ง ฟังไปสักเดือนหนึ่งก็ไม่เพราะแล้ว บางคนสองอาทิตย์เท่านั้นแหละ ก็เปลี่ยนริงโทนกันแล้ว พวกบริษัทโทรศัพท์ก็เลยรวย รวยเพราะความเบื่อของเรา

ขอให้เราสังเกตว่า ความสุขก็ไม่เที่ยงเหมือนกัน ความไพเราะก็ไม่เที่ยง โทรศัพท์มือถือที่เราซื้อมาวันแรกก็สวยดี แต่พอใช้ไปสัก ๒ อาทิตย์ หรือ ๒ เดือน อยากจะได้เครื่องใหม่แล้ว ความสวยมันไม่เที่ยง ความทันสมัยมันก็ไม่เที่ยง

ฉะนั้นเวลาเรามีความสุขก็อย่าไปหลงระเริงกับความสุข ให้รู้ว่าใจฟูได้ไม่นาน เดี๋ยวก็แฟบไปเอง นี่คือสิ่งที่เราเห็นได้หากหมั่นดูใจตัวเอง ถ้าเราเห็นอย่างนี้ เราจะฉลาดขึ้น เกิดปัญญาขึ้น นี่ก็เป็น unseen อย่างหนึ่งที่เราควรจะรู้จัก ว่าใจของเรามันขึ้นๆ ลงๆ เดี๋ยวสุขเดี๋ยวทุกข์ เอาแน่เอานอนไม่ได้ เราเคยสังเกตไหม ถ้าเห็นอย่างนี้เราจะรู้เท่าทันตัวเองมากขึ้น รู้จักตัวเราเองมากขึ้น เพราะฉะนั้นจึงอยากให้เราลองสังเกตดูใจของเราอีก ๖ วันที่เหลือ อย่าเพลิดเพลินกับสิ่งนอกตัวมากนัก ดูใจของเราไปด้วยเวลาเดิน อย่าไปหงุดหงิดคนอื่น อย่าไปหงุดหงิดคนที่อยู่รอบข้างเรา อย่าไปโวยวายใส่แดดหรือดวงอาทิตย์ ให้มาดูใจของเรา แล้วเราก็จะเห็น unseen อีกหลายอย่างที่จะตามมา

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved