หน้ารวมบทความ
   บทความ > ธรรมยาตรา > ทนได้ สบายมาก
กลับหน้าแรก

๔ ทนได้ สบายมาก

ธรรมยาตราลุ่มน้ำลำปะทาวปีที่ ๑๐
วันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๕๒ เช้า
พระไพศาล วิสาโล

แบ่งปันบน facebook Share   

ปลุกใจของเราให้ตื่น วันนี้เราจะต้องเดินเป็นวันที่ ๒ บางคนอาจจะยังปรับตัวกับการตื่นเช้าไม่ได้ ไม่เป็นไร ร่างกายและจิตใจของเราปรับตัวได้เร็ว วันแรกๆ จะรู้สึกว่าเมื่อย เคล็ด ขัดยอก แต่วันต่อๆไปจะปรับตัวได้ง่ายขึ้น ถ้าเรารักษาตัวดีๆ อย่างที่แนะนำเมื่อวาน ร่างกายเราจะดีขึ้นเรื่อยๆ

บ้านที่เรามาพักชื่อบ้านนาสีนวล ตอนที่อาตมาเห็นชื่อ ก็นึกถึงเพื่อนร่วมเดินธรรมยาตรา แต่ไม่ใช่ธรรมยาตราลุ่มน้ำลำปะทาว เมื่อปี ๒๕๓๙ อาตมาเคยไปเดินธรรมยาตรารอบทะเลสาบสงขลา ที่นั่นเขาเดิน ๓ อาทิตย์ ไม่ใช่เดินแค่อาทิตย์เดียว เดิมข้าม ๓ จังหวัด เพราะว่าทะเลสาบสงขลาตอนนั้นและตอนนี้ด้วย เสื่อมโทรมเต็มที ปีแรกและวันแรกที่เดิน มีหมาตัวหนึ่งตามคณะธรรมยาตราตั้งแต่ออกเดินจากวัดที่เราพักในจังหวัดพัทลุง เขาตามพวกเรามาตลอด เป็นหมาที่ใครๆ ก็หลงรัก เพราะว่าขยันมากและตรงเวลาด้วย พอตีกลอง หมาตัวนี้ซึ่งต่อมาใครๆ เรียกว่าสีนวลเพราะว่าสีออกนวลๆ ก็จะออกมายืนรอที่ถนนเหมือนรู้หน้าที่ คนรวมทั้งพระและโยมยังเข้าแถวไม่เรียบร้อยเลย แต่สีนวลมายืนรอแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเช้าหรือบ่าย ไม่ว่าจะพักที่ไหน พอตีกลองเขาก็จะมารอ ทั้งๆ ที่สีนวลตัวเล็ก และต้องใช้ความเพียรพยายามมากกว่าเรา เพราะว่าก้าวของเขาสั้นกว่าของพวกเรา แต่ว่าทุกวันกิจวัตรของสีนวลก็เป็นแบบนี้ ถึงแม้ว่าหลังเที่ยงทั้งคนทั้งหมาจะนอนเอาแรง แต่พอได้เวลาออกเดินเขาก็จะมารอก่อน แล้วเขาก็จะเดินตลอด ๓ อาทิตย์ไปจนกระทั่งสุดทางที่ทะเลน้อย

บางครั้งคนยังมีป่วยบ้าง หรือว่าหลบมานั่งรถบ้าง หลายคนเดินไม่ตลอด เพราะว่ามีกิจธุระ แต่ว่าสีนวลมาเดินตลอดเลยจนถึงจุดหมายปลายทาง หลวงพ่อที่วัดทะเลน้อยก็เลยรับเลี้ยงไว้ เวลาใครๆ จะล่ำลา ก็จะนึกถึงสีนวลด้วย เพราะเป็นหมาที่มีความรับผิดชอบสูง ตรงเวลา และก็อ่อนน้อมถ่อมตัว ไปที่ไหนแม้หมาเจ้าถิ่นจะรังแก สีนวลก็ยอม ไม่ต่อล้อต่อเถียงด้วย

ธรรมยาตรามีเสน่ห์อย่างหนึ่งก็คือมีเพื่อนแปลกๆ ใหม่ๆ มาร่วมเดินมาทุกข์ร่วมสุขกับเราอยู่เสมอ ธรรมยาตราลำปะทาวก็มีหมามาร่วมเดินกับเราเกือบทุกปี บิ๊กเอย สันติเอย สันตินี้มีหลายตัว เวลานึกชื่อไม่ออกก็ตั้งชื่อว่า สันติไว้ก่อน ปีที่แล้วก็ชื่อสันติ ปีนี้ทำท่าจะมีอยู่ตัวหนึ่งตามมาจากวัดป่าชัยภูมิ ยังไม่รู้จะชื่ออะไรดี ก็ช่วยกันตั้งชื่อแล้วกัน ถ้าเกิดเขาเดินตามเรามาทุกวัน ถ้ามีเพื่อนร่วมเดินทางอย่างนี้ เขาก็จะเป็นกำลังใจให้กับเรา ไม่ใช่เท่านั้น เขายังสามารถเป็นครูให้กับเราได้ด้วย ครูนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นพระ ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้อาวุโส เป็นสัตว์ก็ได้ เป็นหมาก็ได้ เป็นเด็กตัวเล็กๆ ก็ได้ แต่ละปีมีเด็กมาเดิน หลายคนมีความอดทนกว่าผู้ใหญ่ แม้ว่าร่างกายเขาไม่แข็งแรงเท่าผู้ใหญ่ แต่ว่าใจเขาดีกว่า เพราะว่าเขายิ้มแย้มแจ่มใสตลอดทาง

ผู้ใหญ่นั้นแม้ว่าร่างกายจะสู้ไหว แต่บางทีใจคิดมากไป เช่น มาทำไม มาแล้วได้อะไร ผู้ใหญ่มักคิดนั่นคิดนี่ ทำให้บั่นทอนกำลังใจของตนเอง ความที่เราคิดมากไป เก่งในการคิดหรือชอบวิจารณ์ว่า มันน่าจะเป็นอย่างนั้น มันน่าจะเป็นอย่างนี้ ทำไมถึงทำอย่างนั้น ผู้ใหญ่จะเป็นอย่างนี้เยอะ พอวิจารณ์บ่อยๆ เข้า ก็เลยรู้สึกท้อ หรือหงุดหงิดง่าย

เมื่อ ๒ ปีก่อน มีผู้ชายคนหนึ่งมาเดิน ดูทีท่าน่าจะเป็นผู้ที่เคร่งการปฏิบัติ พอได้ยินเรื่องธรรมยาตรานี้ก็ฝันว่าจะได้มาปฏิบัติอย่างเคร่งครัด เขามาประมาณวันที่ ๒ วันที่ ๓ จากวัดป่าสุคะโต พอมาถึงคืนแรกก็มีรายการสันทนาการ ให้แต่ละกลุ่มมาแสดง เผอิญคืนนั้น แสดงได้สุดยอดมาก เฮฮากันสนุกสนาน แต่มีคนหนึ่งไม่ฮาเลย ก็คือนักปฏิบัติธรรมคนนี้ เขานึกว่ามาแล้วจะพบกับความสงบ แต่มาแล้วกลับไม่สงบเลย ผู้คนคุยกันสนุกสนาน วันรุ่งขึ้นก็กลับเลยด้วยความผิดหวัง

นี่เป็นเพราะเขาแสวงหาความสงบจากภายนอก แต่ลืมที่จะหาความสงบจากใจของตัวเอง ความสงบจริงๆ นั้นอยู่ที่ใจ เสียงเป็นเพียงแค่ตัวประกอบ หากใจเราไม่ปรุงแต่งไปตามเสียงนั้น ไม่เอาเสียงที่มากระทบหูมาเป็นอารมณ์ มันก็ไม่กวนจิตใจ เสียงดังก็ดังไป แต่ใจฉันสงบ แต่พอใจไม่สงบก็ไปโทษเสียง ทั้งๆ ที่แม้เสียงดัง แต่ใจสงบก็ได้ มันอยู่ที่ใจของเรา

เคยมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับหลวงปู่บุดดา ท่านมรณภาพไปนานแล้ว ตอนมรณภาพท่านอายุ ๑๐๑ปี เรื่องนี้เกิดมาสี่สิบห้าสิบปีมาแล้ว วัดท่านอยู่สิงห์บุรี มีโยมนิมนต์ท่านมาฉันเพลที่กรุงเทพฯ เมื่อท่านฉันเสร็จ โยมเห็นว่าท่านชราแล้ว ก่อนกลับวัด ก็นิมนต์ให้ท่านพักในห้อง หลวงพ่อเอนกาย มีลูกศิษย์มานั่งเป็นเพื่อน ระหว่างที่นั่งรอก็กระซิบกระซาบกันเบาๆ แต่เผอิญห้องข้างๆ เป็นร้านค้า เจ้าของเป็นอาซิ้ม คนจีนสมัยก่อนสวมเกี๊ยะ สมัยก่อนไม่มีรองเท้าพลาสติกอย่างเดี๋ยวนี้ อาซิ้มเดินขึ้นเดินลงบันได เสียงก็ดัง ดังถึงห้องที่หลวงปู่บุดดาพักอยู่ พวกลูกศิษย์ได้ยิน ก็ไม่ค่อยพอใจ บ่นเบาๆ ว่าเดินไม่เกรงใจกันเลย หลวงปู่บุดดาท่านหลับตาอยู่แต่ไม่ได้นอนหลับ พอได้ยิน ท่านก็เลยพูดเบาๆ ว่า “เขาเดินของเขาอยู่ดีๆ เราเอาหูไปรองเกี๊ยะเขาเอง” หูเราไปรองเกี๊ยะเขาเราก็เลยทุกข์ เสียงมันก็เป็นธรรมดาอย่างนั้นแหละ แต่หูเราหาเรื่องเอง

ระหว่างเดินธรรมยาตรา จะมีหลายคนคุยกัน ส่งเสียงรบกวนบางคนที่ตั้งใจมาเดินอย่างสงบ ๆ กลางคืนจะหลับจะนอน ก็มีเสียงคุยจากเต๊นท์ข้างๆ เขาไม่ยอมหลับด้วย บางคนอยากจะนั่งสมาธิ ก็มีเสียงดังรบกวนรอบตัว ก็อย่าไปหงุดหงิดกับเสียงเหล่านั้น ขอให้เราปฏิบัติเหมือนเราอยู่คนเดียว พระพุทธเจ้าตรัสว่า “อยู่หลายคนก็ให้เหมือนกับอยู่คนเดียว” หมายความว่าไม่ไปรำคาญกับผู้คน กับเสียงของเขา หรือกับกิริยาอาการของเขา พวกเราหลายคนที่เป็นนักปฏิบัติธรรม ควรจะใช้โอกาสนี้ฝึกใจของเราว่า ถึงแม้สิ่งแวดล้อมจะไม่เป็นใจ แต่ว่าใจเราสงบได้

ที่จริงอันนี้ไม่ใช่เป็นงานของนักปฏิบัติธรรมเท่านั้น แต่ควรเป็นหน้าที่ของทุกคนด้วย เพราะทุกคนต้องการแสวงหาความสุข ต้องการพบความสุขในชีวิต แต่ความสุขไม่ได้มาจากการพบสิ่งที่ชอบ สิ่งที่น่าปรารถนา เพราะชีวิตไม่ได้เป็นอย่างนั้นเสมอไป บางครั้งก็ต้องเจอสิ่งที่ไม่น่าพอใจ มีเสียงดังมากระทบหู แดดร้อนกระทบกาย มีอะไรที่ไม่เป็นไปตามใจหวังเสมอ ถ้าเราเอาความสุขของเราไปผูกไว้กับสิ่งภายนอก เราก็จะไม่มีวันพบความสุขในชีวิต หรือถึงจะมีก็มีแบบขึ้นๆ ลงๆ เพราะชีวิตก็เป็นแบบนี้แหละ ขึ้นๆ ลงๆ มีเรื่องพอใจบ้าง ไม่น่าพอใจบ้าง แต่ถ้าเรารู้จักฝึกใจให้ไม่พึ่งพาสิ่งแวดล้อมภายนอกมาก เราก็จะพบความสุขที่ยั่งยืน เป็นความสุขจากภายใน

ธรรมยาตราจัดขึ้นมา เพื่อไม่ให้เราหนีความยากลำบาก แต่ว่าเป็นการเดินหน้า หรือยาตราเข้าหาทุกข์ ไม่ใช่แค่ยาตราเข้าหาธรรมเท่านั้น เพราะว่าในทุกข์นั้นมีธรรมที่ซ่อนอยู่ มีภาษิตจีนว่า “ถ้าอยากได้ลูกเสือ ก็ต้องกล้าเข้าถ้ำเสือ” ลูกเสือเป็นของมีค่ามาก ถ้าอยากได้ก็ต้องกล้าเข้าถ้ำเสือ ถ้ำเสือนั้นอันตราย แต่ในอันตรายมันมีรางวัลที่รอเราอยู่ สำหรับนักปฏิบัติธรรม รางวัลนั้นคือธรรมะ จะเข้าถึงธรรมก็ต้องกล้าเข้าหาทุกข์ อย่าลืมว่าในทุกข์นั้นมีธรรม ฉะนั้นเราต้องไม่กลัวทุกข์ ต้องกล้าเข้าหาทุกข์แล้วจะพบธรรมหรือพบความสุข

ขอให้เราถือว่า การมาเดินธรรมยาตรา นอกจากเพื่อทำประโยชน์ให้กับสิ่งแวดล้อม ทำประโยชน์ให้กับโลก ทำประโยชน์ให้กับธรรมชาติแล้ว ยังเป็นการฝึกฝนจิตใจของเรา เพื่อให้พบวิธีการเข้าถึงความสุขท่ามกลางความทุกข์ เข้าถึงธรรมท่ามกลางความทุกข์ได้ ทำอย่างไรเราถึงจะมีความสุขแม้สิ่งแวดล้อมภายนอกจะไม่เป็นใจ แดดจะร้อน ทางจะไกล ผู้คนจะส่งเสียงอึกทึก แต่ว่าเราก็สบายใจได้ อย่างน้อยก็ทุกข์แค่กาย แต่ไม่ทุกข์ใจ เราเลือกได้นะว่าเราจะทุกข์แค่กายหรือว่าทุกข์ทั้งกายและทั้งใจ เราเลือกได้ว่าเราจะทุกข์อย่างเดียว หรือจะทุกข์สองอย่าง อย่าไปคิดว่าเราเลือกไม่ได้ แต่ส่วนใหญ่เราเลือกทุกข์ทั้งกายทุกข์ทั้งใจ คือนอกจากกายจะเหนื่อยแล้ว ใจยังหงุดหงิด บ่นโวยวายอยู่ข้างใน

การบ้านที่อยากจะฝากให้เราทดลองทำวันนี้ คือลองดูใจของเรา ว่ามันบ่นไหม ไม่ใช่แค่บ่นเพราะทางไกล หรือเพราะไม่ยอมถึงเสียที แต่บางทีก็บ่นเพราะอากาศร้อน ทำไมเมฆไม่มา ตอนเราอยู่กรุงเทพฯ มีเมฆเยอะเหลือเกิน แต่พอมาเดิน ทำไมเมฆมันหายไปหมด ทำไมไม่มาบดบังดวงอาทิตย์ แต่ก่อนไม่เคยสนใจเมฆ ไม่สนใจร่มเงา เพราะเรานั่งรถ แต่เมื่อมาเดินธรรมยาตรา สิ่งเหล่านี้กลับมีความหมายมาก แต่ก่อนเวลานั่งรถ สองข้างทางจะปลูกต้นไม้หรือไม่ เราไม่สนใจเพราะเรานั่งรถติดแอร์ แต่พอเราลองเป็นคนเดินดูบ้างจะรู้สึกเลยว่า การปลูกต้นไม้สองข้างทางเป็นความเมตตากรุณาและเป็นความฉลาด เพราะเป็นความเอื้อเฟื้อต่อคนเดินทาง

เมื่อวานนี้เราก็ได้อาศัยร่มเงาของต้นไม้ เป็นระยะ ๆ โดยเฉพาะคนที่เดินถอดรองเท้าจะซาบซึ้งกับร่มเงาของต้นไม้มาก เมื่อปีที่แล้วเราเดินอีกฟากของถนน คือฟากตะวันออก จากนาฝาย ไปช่อระกา จนถึงชัยภูมิ ริมถนนซ้ายมือแทบจะไม่มีต้นไม้เลย หรือถึงมีก็ไม่มีร่มเงา เพราะว่าตอนบ่ายพระอาทิตย์อยู่ทางทิศตะวันตก เพราะฉะนั้นพวกเราจึงเดินรับแดดเต็มที่ แต่เมื่อวานเราเดินฟากตะวันตก ก็เลยได้ร่มเงาของต้นไม้ พวกเราเลยรู้สึกซาบซึ้งในบุญคุณของต้นไม้

แต่ถึงไม่มีร่มเงาก็อย่าบ่น หรือถึงบ่นโวยวาย ก็ให้รู้ใจที่บ่น บางคนโวยวายเพราะความเจ็บความปวด เวลารู้สึกปวด รู้สึกเจ็บ ให้ลองสังเกตดู นอกจากใจจะบ่นแล้ว บางทีก็หน้านิ่วคิ้วขมวดด้วย ลมหายใจจะถี่และสั้น ยิ่งทางไกล ทางลำบาก อากาศร้อน ฝุ่นเยอะ มีหินกรวดทิ่มเท้า ลอง สังเกตดูกายและใจของเรา อย่าเพิ่งไปดูทางข้างหน้า หรืออย่ามัวแต่บ่น พอใจมันบ่นโวยวาย เราก็จะเผลอตัวปรุงแต่ง คิดโน่นคิดนี่ เสร็จแล้วก็จะหาเรื่องบ่นคนโน้นคนนี้ ทีแรกก็บ่นดินฟ้าอากาศก่อน แต่พอใจหงุดหงิดแล้ว ก็จะพาลหาเรื่องเพื่อนร่วมเดิม ไปขุดเอาเรื่องโน้นเรื่องนี้ขึ้นมาบ่น เช่น เขากินแรงเรา เขาตักกับข้าวเยอะเหลือเกิน ตักน่องไก่จนไม่เหลือถึงเรา พอขุดเรื่องนั้นเรื่องนี้ขึ้นมาบ่น ทีนี้ก็ไปกันใหญ่เลย แทนที่จะทุกข์กายอย่างเดียว ก็ทุกข์ใจด้วย เป็นทุกข์สองต่อ

แต่ถ้าเรามีสติ ใจก็ฟุ้งไปไม่ไกล สติจะเห็นใจที่บ่น เห็นใจที่โวยวาย พอเห็นเข้า มันก็หายไป บางทีใจยังบ่นต่อ แต่พอเรามีสติเห็นมัน อาการเหล่านั้นก็ไม่ทำให้เราทุกข์แล้ว ถ้าเราทำอย่างนี้ได้ หรือว่ารู้เท่าทันความคิดที่ฟุ้งปรุงแต่ง คิดถึงบ้าน คิดถึงที่ทำงาน คิดถึงพ่อถึงแม่ คิดไปถึงศูนย์การค้าที่เราเคยเที่ยว แล้วเรามีสติเห็นใจที่เผลอคิด ความคิดเหล่านี้ก็ค่อยๆ ดับไป ถ้าเรารู้ทันความคิด เห็นใจที่มันบ่นโวยวาย ต่อไปเราก็จะไม่ทุกข์กับความปวดความเจ็บทางกาย ที่เราเรียกว่าทุกขเวทนา

การมาเดินธรรมยาตราเป็นโอกาสที่เราจะได้ฝึกสติ รู้เวทนา คือเห็นแต่ความปวด แต่ไม่เป็นผู้ปวด เห็นความเมื่อยแต่ไม่เป็นผู้เมื่อย เห็นมันเฉยๆ ทีแรก ยังเห็นเวทนายาก แต่ให้เห็นความคิดก่อน ให้รู้ทันความคิด ให้รู้ทันอารมณ์ที่หงุดหงิด รำคาญ อันนี้เป็นการบ้านที่อยากให้ฝึกทำ มันเป็นวิธีที่จะช่วยทำให้เราไม่ทุกข์ เพราะถ้าเราไม่เห็นไม่ทันเวทนาหรืออารมณ์ปรุงแต่ง ก็จะทุกข์สองอย่าง เหนื่อยสองอย่าง แต่ถ้าเราเห็นมัน มันก็จะดับไป จิตหลุดจากจากอารมณ์เหล่านั้นได้ จะมีแต่กายเท่านั้นที่ทุกข์ แต่ใจไม่ทุกข์ด้วย

ฉะนั้นเวลานึกบ่นในใจว่า ทำไมมาลำบากอย่างนี้ ก็ขอให้ระลึกว่า เรามาเดินก็เพื่อฝึกฝนและพัฒนาตน เพื่อทำให้เรามีความฉลาดในเรื่องจิตใจของเรา อันนี้คือการเตรียมตัว เรามาเหนื่อยมาลำบากวันนี้เพื่อที่เราจะสบายในวันหน้า เพราะชีวิตของเราใช่ว่าจะราบรื่นไปตลอด มันต้องมีความยากลำบาก โดยเฉพาะเด็กๆ หรือหนุ่มสาว ชีวิตเราตอนนี้อาจจะราบรื่น หลายคนจึงสงสัยว่าแล้วทำไมถึงต้องมาลำบาก คำตอบก็คือ เพราะว่าในอนาคตเราจะต้องเจอเรื่องที่ลำบาก มีหลายคนพูดว่าฉันก็สบายดีอยู่แล้ว ไม่เห็นลำบากอะไร ปฏิบัติธรรมไปทำไม ศีลฉันก็รักษา ให้ทานฉันก็ทำ ทำบุญฉันก็ทำ ทำไมต้องมาเข้าวัดปฏิบัติธรรมเจ็ดแปดวัน ก็จริงอยู่แต่เราแน่ใจได้อย่างไรว่าเราจะมีความสุขอย่างนี้ไปเรื่อยๆ เราแน่ใจหรือว่าเราจะไม่แก่ ไม่เจ็บ และไม่ตาย วันนี้เราเป็นสุขเพราะเรายังไม่ป่วย ยังไม่ประสบกับความพลัดพรากสูญเสีย แต่พรุ่งนี้ก็ต้องแก่ ต้องเจ็บป่วย อาจจะต้องผิดหวัง อกหัก กิจการล้มละลาย

หลายคนที่บอกว่าฉันสบายแล้ว ไม่ต้องปฏิบัติธรรมก็ได้ แต่พออกหัก ครอบครัวหย่าร้าง ลูกติดคุกเพราะติดยา หรือขับรถชนคนตาย หรือเพราะเจ็บป่วยเป็นมะเร็ง กลับทำใจไม่ได้ มีคนหนึ่งชีวิตสุขสบายมาตลอด การงานก็ดี มีความรู้สูง ทำงานสถานทูต มีเพื่อนมีมิตรสหายดี วันหนึ่งพบว่าตัวเองเป็นมะเร็งที่รักษาไม่หาย เป็นทุกข์มาก บ่นว่าอยากตายอย่างเดียว ฉันไม่อยากอยู่แล้ว ตอนที่ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ เขาก็เพลินกับความสุข และประมาทในชีวิต ก็เลยไม่สนใจปฏิบัติธรรม ชอบพูดว่าปฏิบัติไปทำไมฉันสบายแล้ว ปัญหาคือว่าเราจะไม่สบายอย่างนี้ไปตลอด สักวันหนึ่งก็จะต้องเจอเรื่องที่ผิดหวัง เรื่องที่ไม่คาดฝัน ถึงตอนนั้นธรรมะที่เราสั่งสมมาจะช่วยเราได้

ปฏิบัติธรรมใหม่ๆ ก็ลำบาก ไม่ใช่ลำบากกาย แต่ลำบากใจ แต่ว่าเมื่อทำไป ทำไป มันจะเป็นรางวัลให้แก่เรา มันคือการเตรียมใจเพื่อให้พร้อมสำหรับความทุกข์ในวันข้างหน้า พวกเราเป็นพวกที่มาเตรียมตัวก่อน มาลำบากก่อน เป็นความลำบากที่ไปหามาเอง แต่อย่าไปคิดว่ามันเป็นความโง่ ที่มาลำบากกว่าคนอื่น เราไม่ได้มาลำบากเฉยๆ เรามาลำบากเพื่อจะได้เกิดสติและปัญญา เพื่อสั่งสมความเพียร เมื่อถึงวันที่เราประสบความยากลำบาก เราก็จะเอาประสบการณ์ที่ผ่านมานี่แหละมาใช้ให้เป็นประโยชน์

ถึงเวลาเจ็บ เวลาป่วย เราก็ไม่ทุกข์ เพราะว่าเรารู้ว่ามันป่วยแค่กายแต่ใจไม่ป่วยก็ได้ ถึงเวลาที่เราอกหัก ผิดหวังในคู่รัก เราก็มีสติรู้ทันความทุกข์ ความเศร้า ไม่ปล่อยให้ความทุกข์ความเศร้าความเสียใจครอบงำจิตใจ มีสติพาจิตออกมาจากความโศกความเศร้า เราทำได้เพราะเราเคยปฏิบัติ เคยฝึกมา เพราะเราทำอยู่เป็นอาจิณ แต่ถ้าเราไม่เคยฝึกเรื่องนี้เลย เมื่อเจอปัญหารุมเร้า ก็จะทำใจไม่ได้ จะบ้าให้ได้ จะตายให้ได้ เวลาอกหัก ผิดหวัง หรือของหาย ก็กลุ้มอกกลุ้มใจ ไม่ใช่ของหายอย่างเดียว ใจก็หายด้วย ดังนั้นเราจึงต้องฝึกเอาไว้ ถือว่าเรามาเตรียมตัวเพื่อที่จะรับมือกับความผันผวนปรวนแปรของชีวิตในวันข้างหน้า และเมื่อถึงตอนนั้น เราก็สามารถจะรับมือกับมันได้

ขอให้เราคิดว่า เรามาลำบากวันนี้ ก็เพื่อเรียนรู้ที่จะมีความสุขท่ามกลางความทุกข์ให้ได้ ขณะเดียวกันก็ฝึกความอดทน สั่งสมความพากเพียรพยายามด้วย สมัยนี้อะไรๆ มักจะได้มาง่าย จนกระทั่งเราคอยไม่เป็น ไม่มีความเพียร คนเราถ้าไม่มีความเพียร คอยไม่เป็นแล้ว ชีวิตก็ยากที่จะเจริญก้าวหน้าได้ เพราะว่าความสำเร็จหรือความสุขที่แท้จริงนั้นต้องใช้ความเพียร ต้องใช้ความพยายาม ต้องรู้จักรอคอย แม้แต่จะมีคนรักสักคนเราก็ต้องคอยคนที่ใช่ เดี๋ยวนี้เราคอยกันไม่เป็น เห็นใครเข้ามาในชีวิตก็คว้าเลย เพราะเห็นใครๆ เขามีแฟนกัน ฉันก็อยากจะมีบ้าง แต่ถ้าเราฝึกตนไว้ดี ใครเขาจะมีก็มีไป เราคอยได้ ต้องเป็นคนที่ใช่ ไม่ใช่ใครก็ได้ที่เข้ามาอยู่ใกล้เรา เดี๋ยวนี้เราคอยกันไม่เป็นเราก็เลยเป็นทุกข์มาก การคอยให้เป็นนี่ต้องใช้ความเพียร และความเพียรเป็นสิ่งที่ต้องสะสม ต้องสร้างด้วยตัวเอง

เมื่อต้นปีนี้มีคุณป้าชาวเกาหลีผู้หนึ่ง อายุ ๖๘ ปี คุณป้าสอบใบขับขี่มาแล้ว ๗๗๐ ครั้ง เจ้าหน้าที่พยายามลุ้นเอาใจช่วยแต่ก็ไม่รู้จะลุ้นอย่างไร เพราะว่าประเทศเกาหลีใต้ การที่จะยัดเงิน หรือใช้เส้นเป็นเรื่องลำบากมาก ถ้าเป็นเมืองไทย สอบ ๒ ครั้งไม่ได้ ก็ยัดเงินหรือใช้เส้นแล้ว ไม่มีใครสอบใบขับขี่เกิน ๕ ครั้ง แต่ที่เกาหลีใต้ทำอย่างนั้นได้ยาก เพราะฉะนั้นต้องสอบด้วยความตั้งใจ คุณป้าสอบมา ๗๗๐ ครั้งแล้วยังไม่ได้ แต่เพิ่งมีข่าวเมื่อต้นเดือนที่แล้วบอกว่าคุณป้าสอบได้แล้ว หลังจากสอบมา ๙๕๐ ครั้ง คุณป้าเริ่มสอบตั้งแต่ต้นปี ๒๕๔๘ สอบแทบทุกวัน

คุณป้าไม่ได้เป็นคนรวยนะ เป็นแม่ค้าอาชีพขายผัก ต้องการขับรถไปส่งผักตามที่ต่างๆ แต่ก่อนก็คงใช้วิธีจ้างเอา หรือไม่ก็มีลูกน้องขับรถให้ แต่ตอนหลังต้องช่วยตัวเอง ก็เลยต้องขับรถให้เป็น แต่ไม่มีใบขับขี่ ต้องสอบข้อเขียนก่อน ข้อสอบมี ๕๐ ข้อ แต่คุณป้าคงไม่ค่อยมีความรู้ หรืออ่านหนังสือไม่ค่อยคล่อง จึงสอบไม่เคยได้ ๖๐ คะแนนเสียที เพิ่งมาได้เมื่อต้นเดือนที่แล้ว

อันนี้เป็นตัวอย่างของคนที่ขยัน คนที่ไม่ย่อท้อ แค่สอบ ๑๐ ครั้งไม่ได้เราก็เลิกแล้วใช่ไหม แต่คุณป้าสอบ ๑๐๐ ครั้งก็แล้ว ๒๐๐ ครั้งก็แล้ว ๓๐๐ ครั้งก็แล้ว ๙๐๐ ครั้งยังไม่เลิกเลย น่านับถือว่าเป็นคนที่มีความพยายามมาก คุณป้าบอกว่าคนเราถ้ามีความฝันแล้วมันต้องสำเร็จ พยายามอย่างไรต้องสำเร็จ ถ้าเราสอบมา ๔๐๐ ครั้งแล้วไม่ได้ อย่าไปคิดว่าโชคชะตากำหนดไว้แล้วว่าเราไม่มีวันสอบได้ คนไทยเชื่อโชคชะตามาก แต่ว่าคุณป้าคนนี้ไม่เชื่อโชคชะตา สอบ ๙๐๐ ครั้งไม่ได้ ก็ยังคิดว่าครั้งที่ ๙๐๑ น่าจะได้ ครั้งที่ ๙๐๑ ไม่ได้ ครั้งที่ ๙๐๒ ก็น่าจะได้ อันนี้เรียกว่าเป็นคนที่มีความเพียร เป็นนักปฏิบัติธรรมตัวแท้ คือไม่ย่อท้อ มุ่งมั่นว่าฉันต้องทำให้ได้ และไม่โกง ไม่ยัดเงิน ไม่ใช้เส้น เรียกว่าใช้ความเพียรเต็มที่

พวกเราถ้าทำอย่างนี้ได้ อย่างน้อย ๑ใน ๑๐ คือว่าแทนที่จะสอบ ๙๐๐ ครั้ง เอาสอบแค่ ๑๐๐ ครั้งก็พอ ถ้าไม่ท้อถอย ก็มั่นใจว่าอนาคตจะไปได้ไกล อันนี้ตรงกับเรื่องพระมหาชนก เรือล่มในทะเล คนอื่นตายหมด พระมหาชนกรอด ก็ต้องว่ายน้ำเข้าหาฝั่ง แม้มองไม่เห็นฝั่งเลยก็ตาม พระมหาชนกว่ายอยู่ ๗ วัน ๗ คืน ก็ยังไม่เลิกว่าย และไม่วิงวอนเทวดาให้มาช่วยด้วย จนกระทั่งนางมณีเมขลาต้องเหาะมาถามว่า ท่านว่ายทำไม ทั้ง ๆ ที่มองไม่เห็นฝั่ง พระมหาชนกก็ตอบว่าที่ว่ายไม่หยุดก็เพราะเห็นประโยชน์ของความเพียร นางมณีเมขลาก็แย้งว่า เพียรไปทำไม เพียรไปก็ตายเปล่า พระมหาชนกตอบว่าหากเราทำความเพียรอย่างถึงที่สุด แม้ไม่สำเร็จ ก็ไม่เป็นหนี้ใคร ไม่มีใครติเตียน เพราะว่าถือว่าได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่แล้ว ไม่ว่าจะบรรลุผลหรือไม่ แต่ขอได้ทำความเพียร ก็ได้ชื่อว่าคุ้มค่ากับการเป็นมนุษย์ นางมณีเมขลาได้ฟังเช่นนั้น ก็จนด้วยเหตุผล ยอมช่วยพระมหาชนกพาไปถึงฝั่ง

คุณค่าของความเป็นมนุษย์อยู่ที่ความเพียร นี่คือสิ่งหนึ่งที่เรามาฝึกในธรรมยาตรานี้ เพราะฉะนั้นก็ขอให้เราใจสู้นะ ยังมีอีกตั้ง ๗ วันที่จะต้องฟันฝ่าไป ถ้าเราเดินไม่หยุดก็ต้องถึงจุดหมายแน่นอน ยกเว้นแต่ว่าเราจะมีธุระกลับก่อน แต่จะถึงหรือไม่ ถ้าเราทำความเพียรเต็มที่ ก็ควรแก่ความภาคภูมิใจแล้ว

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved