หน้ารวมบทความ
   บทความ > ธรรมยาตรา > เดินด้วยใจ
กลับหน้าแรก

๓ เดินด้วยใจ

ธรรมยาตราลุ่มน้ำลำปะทาวปีที่ ๑๐
วันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๕๒ เย็น
พระไพศาล วิสาโล

แบ่งปันบน facebook Share   

คืนนี้เป็นคืนแรกที่เราได้มาค้างแรมหลังจากเดินกันมาทั้งวัน ไม่รู้มีใครรู้สึกเหมือนกับอาตมาหรือเปล่าว่าเวลาผ่านไปเร็ว ตอนเช้าออกจากวัดป่าชัยภูมิครู่เดียวมาถึงวัดช่อระกา และมาถึงวัดนี้ตอนบ่ายสี่โมงครึ่ง เราใช้เวลาเดิน ๓ ชั่วโมงครึ่งในช่วงบ่าย อาจจะดูมากแต่กลับรู้สึกว่าเวลาผ่านไปเร็ว ทั้งๆ ที่แดดร้อน วันนี้เราเดินมาทั้งหมดเกือบห้าชั่วโมงครึ่ง หลายคนคงไม่เคยเดินนานหรือเดินยาวๆ ขนาดนี้ ยังไม่ต้องพูดถึงว่า ต้องมาเดินกลางแดด หลายคนไม่แน่ใจว่าจะเดินได้หรือเปล่า ตอนที่เริ่มออกเดินจากวัดป่าชัยภูมิ คนที่ถอดรองเท้าก็ไม่แน่ใจว่าจะถอดได้ตลอดหรือเปล่า ระยะทางสิบกว่ากิโลนั้นไม่ใช่น้อยสำหรับคนเมือง แม้แต่ชาวบ้าน ลูกชาวบ้านเอง เดี๋ยวนี้ก็ไม่ได้เดินไกลขนาดนี้กันแล้ว แต่พวกเราก็เดินมาจนถึงได้

ใครที่รู้สึกว่าวันนี้เราสู้ไหว วันนี้เราผ่านมาได้ด้วยดี ก็ขอให้มั่นใจได้ว่า วันอื่นๆ จากนี้ไป เราก็จะทำได้เช่นกัน เพราะว่าวันนี้เราใช้เวลาเดินค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับวันข้างหน้า ปกติวันแรกของการเดินธรรมยาตราเราจะไม่เดินไกล เราจะเดินสั้นกว่านี้ เพื่อฝึกให้พวกเรามีกำลังอยู่ตัว แต่ว่าถ้าเดินได้เรียบร้อยดี ตั้งแต่วัดป่าชัยภูมิมาถึงที่นี่ ก็แสดงว่าระยะทางที่เหลือจะไม่ใช่เรื่องยากลำบากแล้ว จากนี้ไปเป็นเรื่องของใจ

เดินธรรมยาตราตั้งแต่วันแรกถึงวันสุดท้าย มันเป็นเรื่องของใจล้วนๆ คือ ถ้าไม่ถึงกับชราหรือเจ็บป่วยมาก ร่างกายของคนเราโดยเฉลี่ยแล้วสู้ไหว แต่ที่จะเป็นอุปสรรคหรือไม่นั้นก็คือใจ เดินธรรมยาตราสิ่งสำคัญคือเดินด้วยใจ ร่างกายพร้อมจะสู้อยู่แล้ว อยู่ที่ใจจะสู้หรือเปล่า คนที่เดินไม่ไหวอาจจะเป็นเพราะใจไม่สู้ กายก็เลยไม่สู้ตาม แต่ถ้าใจสู้ ถึงแม้แดดจะร้อน ถึงแม้ถนนจะขรุขระ มีกรวดแหลมทิ่มก็ยังเดินไหว เวลาเล่นไพ่ บางคนเล่นไพ่ข้ามคืน นั่งพับเพียบก็ยังเล่นกันได้ทั้งคืนโดยไม่รู้สึกเมื่อย ร่างกายมันเมื่อย แต่ใจไม่ให้ความสำคัญ เล่นได้ข้ามคืนจึงไม่รู้สึกเมื่อย ต่อเมื่อเล่นเสร็จจึงรู้สึกเมื่อยขึ้นมา หรือเวลาดูบอล ดูการละเล่นกลางแดดกล้า ถ้าใจเราอยู่ที่สนาม เราก็เพลินไปกับการละเล่น แดดร้อนก็ไม่รู้สึก บางทียุงกัดแต่ใจเราจดจ่ออยู่กับอะไรสักอย่าง เช่นกำลังคุยโทรศัพท์ หรือเล่นคอมพิวเตอร์อยู่ ก็ไม่รู้สึกคันเลย แต่พอมานั่งฟังพระเทศน์ ๕ นาที ๑๐ นาทีก็เริ่มขยับแข้งขยับขาแล้ว อันนี้อยู่ที่จิตใจ

เดินธรรมยาตราเป็นการเดินที่ต้องใช้ใจ ถ้าใจเรา “สู้” และถ้าใจเรามี ส. อีกตัวคือ “สติ” ด้วย ไกลแค่ไหนก็ยังไหว ไม่ใช่เฉพาะการเดินเท่านั้น เวลาเราจะทำอะไรก็ตามแม้ว่าจะเป็นเรื่องยาก แต่ถ้าใจเราสู้ ไม่ย่อท้อ ใจเราไม่ถอยแล้วมันก็ไม่ยาก เรื่องการเดินอย่างที่บอกแล้วเมื่อเช้าว่า สติสำคัญเป็นสิ่งสำคัญมาก ถ้าใจเราไปกังวลกับจุดหมายปลายทาง อยากให้ถึงไวๆ เราก็จะหมดแรงง่ายๆ เพราะท้อ เพราะไม่รู้ว่าเมื่อไรจะถึงเสียที ไม่รู้ใครเป็นแบบนี้บ้างหรือเปล่า ตอนบ่ายสามโมงถึงวัดนาฝาย หลายคนรู้สึกดีใจ เพราะคิดว่าถึงแล้ว แต่พอรู้ว่าเป็นแค่จุดพักต้องเดินต่อ ใจคอก็ห่อเหี่ยว หลายคนคิดว่าเดินต่ออีกสักครึ่งชั่วโมงก็ไหว แต่พอผ่านไปครึ่งชั่วโมงแล้วก็ยังไม่ถึงจุดหมายสักที ใจก็เริ่มหงุดหงิดขึ้นมา ใจที่หงุดหงิด ใจที่บ่น ใจที่ตีโพยตีพาย โวยวายเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เราเหนื่อย ไม่ว่าเดินหรือทำงาน มันจะกลายเป็นเรื่องยากขึ้นมา แต่ถึงแม้งานหนักแต่ใจไม่บ่น ไม่โวยวาย งานนั้นก็กลายเป็นงานเบาที่เราทำได้

เมื่อสัก ๔-๕ เดือนก่อนมีสารคดีรายการพลเมืองเด็ก เขาให้เด็ก ๓ คนมาทำกิจกรรม แต่ละอาทิตย์ก็เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ เด็กส่วนใหญ่ก็อายุ ๑๐-๑๒ ขวบ ตอนหนึ่งมีเด็ก ๓ คน เขาให้ขนของขึ้นรถไฟ เผอิญวันนั้นโทรทัศน์มีถ่ายทอดสดการชกของสมจิตร จงจอหอ นักชกเหรียญทองโอลิมปิก เด็กชาย ๒ คนเป็นแฟนสมจิตร เลยทิ้งงานไปดูมวยที่ร้านกาแฟข้างสถานี ปล่อยให้เพื่อนผู้หญิงขนของคนเดียว ลองนึกว่าเพื่อนทิ้งงานให้เราทำคนเดียว เราจะรู้สึกอย่างไร พิธีกรเห็นเด็กผู้หญิงขนของคนเดียวก็ไปสัมภาษณ์ว่า คิดอย่างไรที่เพื่อน ๒ คนทิ้งงานไป เด็กหญิงตอบว่า “เห็นใจเขา เขาอยากดูมวยก็ดูไป หนูก็ขนไป” พิธีกรจึงแหย่ไปว่า “หนูไม่โกรธหรือ ไม่คิดจะด่าว่าเขาหรือที่ทิ้งให้หนูทำคนเดียว” เด็กผู้หญิงคนนี้ตอบดีนะ เธอว่า “หนูขนของขึ้นรถไฟหนูก็เหนื่อยอย่างเดียว แต่ถ้าหนูโกรธหรือไปด่าว่าเขาด้วย หนูก็เหนื่อยสองอย่าง” ถ้าเราเป็นเด็กผู้หญิงคนนั้นเราจะเลือกอะไร เลือกเหนื่อยอย่างเดียว หรือเหนื่อยสองอย่าง

เดินธรรมยาตราเราก็เลือกได้นะ ว่าเราจะเหนื่อยอย่างเดียวหรือเหนื่อยสองอย่าง เหนื่อยอย่างเดียวคือเหนื่อยกายแต่ไม่เหนื่อยใจ เหนื่อยสองอย่างคือเหนื่อยกายด้วยเหนื่อยใจด้วย กายก็เหนื่อยแล้วทำไมต้องให้ใจเหนื่อยด้วย อย่างนี้เรียกว่าขาดทุนสองต่อ กายเหนื่อยเป็นเรื่องที่หนีไม่พ้น แต่เรารักษาใจไม่ให้เหนื่อยได้ เดิน ๕ กิโล ๑๐ กิโล ๑๕ กิโล ถ้าเดินเป็น มันจะเหนื่อยแต่กายแต่ใจไม่เหนื่อย แต่ถ้าเดินไม่เป็นก็เหนื่อยทั้งกายเหนื่อยทั้งใจ เรียกว่าเหนื่อยสองอย่าง

เหนื่อยใจเป็นอย่างไร คือรู้สึกท้อแท้ หงุดหงิด อาจจะหงุดหงิดคนที่คุยอยู่ข้างหลังหรือข้างหน้า หรืออาจจะหงุดหงิดทางที่ยาวไกล ไม่ถึงสักที มันบ่นอยู่ข้างในว่าเมื่อไรจะถึง ๆ

ฝากไว้เป็นการบ้านสำหรับพรุ่งนี้ว่า คำว่า “เมื่อไหร่จะถึง” เรารู้ทันบ้างไหม สังเกตและลองนับดูว่าบ่นในใจกี่ครั้ง ถ้าใครสังเกต ก็จะฉลาด เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่เราสังเกต เรารู้ว่าใจมันบ่น มันจะหยุดบ่นทันทีเลย เพราะว่ามันกลัวเราเห็น เมื่อใดก็ตามที่เรารู้ว่าใจมันบ่น นั่นแสดงว่าเรามีสติ ถ้าเราไม่รู้ เราก็จะคิดโน่นคิดนี่แล้วก็หงุดหงิด เรียกว่าไม่มีสติ ลืมตัว เมื่อลืมตัวเราก็เลยเหนื่อยสองอย่าง ใจแทนที่จะช่วยกาย ให้กำลังใจกาย ว่าเดี๋ยวก็ถึงแล้ว สู้หน่อยๆ กายเหนื่อยแต่ใจเชียร์ให้สู้ เรียกว่าใจช่วยกาย แต่ถ้าเดินไม่เป็น ใจก็จะซ้ำเติมกาย บั่นทอนกาย ว่า ไม่ไหวแล้ว ไกลเหลือเกิน ไม่รู้จะทำอย่างไรดี แต่ถ้าเรารู้ว่าใจกำลังบ่น ตัวบ่นก็จะค่อยๆ หนีหายไป

กิเลสมันคอยแกล้งเรา บางทีเราก็เรียกว่ามาร มารเป็นตัวขัดขวางการทำความดี มันจะคอยบ่น คอยโวยวาย ทำให้เราหมดกำลังใจ ทำให้เราเหนื่อย แต่เมื่อใดก็ตามที่เราเห็นมัน คือมีสติ กิเลสก็ดี มารก็ดี จะค่อยๆ หลบหายไปเอง มันอาย เหมือนโจรที่ลักลอบเข้ามาในบ้านเรา เพียงแค่เราเห็น หรือ แค่เอาไฟฉายส่อง เขาก็หนีแล้ว เขากลัว เขาอาย กิเลสหรือมารก็เหมือนกัน มันคอยแทรกซึมมาเล่นงานเรา คอยปลุกระดมใจเราให้บ่นโวยวาย แต่ถ้าเรารู้ทันมันก็หนีไป ถ้าไม่อยากทุกข์ก็ขอให้เราฉลาดในการดูใจ

ถ้าเดินอย่างนี้เรียกว่าเดินเป็น คือว่าใจกับกายช่วยกัน วิธีช่วยคือ ใจอยู่กับกาย อยู่กับแต่ละก้าว ๆ อย่าไปมองไกล อย่าไปนึกไกล มันจะถึงเมื่อไหร่ จะได้พักเมื่อไหร่ ไม่ว่ามันจะยากหรืออันตรายแค่ไหน อย่าไปสนใจ ให้ใจอยู่กับแต่ละก้าว ๆ

ประเทศอเมริกาเคยมีตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ ตอนนี้ไม่เหลือแล้ว ถูกเครื่องบินถล่มเมื่อปี ๔๔ ที่เป็นข่าวใหญ่ตัวโลก ตึกเวิลด์เทรดพังพินาศทั้ง ๒ ตึก ตึกแฝดนี้เพิ่งสร้างเมื่อ ๓๐ ปีก่อน มีฝรั่งคนหนึ่ง เป็นคนที่ประหลาดคือชอบเดินบนเส้นลวดที่ขึงระหว่างตึก ๒ ตึก เขาชอบไปตามที่ต่างๆ เอาเส้นลวดขึงระหว่างยอดตึกแล้วเดินบนเส้นลวด วันหนึ่งเขาลอบขึ้นไปบนตึกเวิลด์เทรด ตอนนั้นสร้างเกือบเสร็จแล้ว พอเขาขึ้นไปถึงยอดตึกก็ลวดขึงระหว่างยอดตึกแฝด ห่างประมาณกัน ๑๐๐ เมตร พอขึงให้ตึงแล้วเขาก็เดินไต่ลวด ไม่มีอะไรนอกจากถือไม้ยาวๆ เอาไว้เลี้ยงตัว ตึกเวิลด์เทรดสูงถึง ๔๐๐ เมตร เกือบครึ่งกิโลเมตร ตกลงมาก็ตาย แต่ฝรั่งคนนี้ชื่อฟิลลิปเดินเลี้ยงตัวอยู่บนเส้นลวด

เราลองนึกภาพว่ากำลังเดินไต่ลวด มองลงมาข้างล่างเห็นคนตัวเท่ากับมดเลย แต่ว่าเขาสามารถเดินไต่ลวดได้สบายมาก ไม่ใช่เดินเที่ยวเดียว แต่เดิน ๘ เที่ยว ไปกลับ ไปกลับ ไปกลับ และไม่ใช่เดินสบาย มีตำรวจกลุ่มหนึ่งรอจับเขาอยู่ที่ยอดตึก พอฟิลลิปเดินเข้ามาใกล้ยอดตึก ตำรวจก็คว้าตัวเขา เขาก็หลบ แล้วหันหลับกลับเดินต่อ เดินนานถึง ๔๕ นาที พอหนำใจแล้วก็ยอมให้ตำรวจจับ กลายเป็นข่าวใหญ่

หลังจากเหตุการณ์ผ่านไป เขาถูกตำรวจจับ ถูกปรับไปเรียบร้อยแล้ว ก็มีคนไปสัมภาษณ์ ว่าเวลาเดินเขารู้สึกอย่างไร เพราะมันน่าเสียวไส้ เขาบอกว่าเวลาเดินเขาไม่สนใจเป้าหมาย ไม่สนใจยอดตึกเลย ใจเขาอยู่ที่ขาแต่ละก้าว ไม่สนใจจุดหมายข้างหน้า ไม่สนใจข้างล่าง ข้างล่างน่ากลัวมากเพราะว่าตึกมันสูงมาก เขาสนใจแต่ละก้าว ๆ แค่เดินแต่ละก้าวๆ ให้ได้ก็พอแล้ว นี่คือเคล็ดลับในการเดินเสี่ยงอันตราย คนเราถ้าใจอยู่กับแต่ละก้าวๆ มันไม่น่ากลัวเท่าไหร่ แม้ว่าจะอันตราย แล้วก็ไม่ท้อด้วยแม้ว่าทางจะไกล พวกเราลองฝึกจิตให้อยู่กับแต่ละก้าวๆ ดู มีบางวันที่เราจะต้องเดินถึง ๑๖ กิโลเมตร มากกว่าวันนี้อีก แต่อย่าไปสนใจตัวเลข ให้สนใจแต่ละก้าวๆ ให้ท่องคาถาว่า “จุดหมายอยู่ที่ปลายเท้า” จุดหมายไม่ได้อยู่ข้างหน้า ๒๐ กิโลเมตร หรือ ๑๐ กิโลเมตรข้างหน้า แต่อยู่ที่ปลายเท้าของเรา ถ้าปลายเท้าของเราไม่ขยับ ก็ไม่ถึงจุดหมาย ถ้าปลายเท้าเราขยับทุกทีก็ถึงจุดหมายทุกที สนใจปลายเท้าแต่ละก้าวๆ ให้มันเขยื้อนขยับแค่นี้พอ ใหม่ๆ ก็ทำไม่ได้ อาจจะคิดโน่นคิดนี่ เอาแต่บ่นหรือกังวลว่าเมื่อไหร่จะถึง เมื่อไหร่จะถึง ก็ให้รู้ใจที่คิดนึกแล้วก็กลับมา

ตัวที่รู้ใจนั้นคือสติ พอเรารู้ว่าเผลอคิดไป รู้ว่าคิดแบบนี้มันทำให้ท้อ พอรู้ตัวความเผลอก็หายไป จิตก็กลับมาอยู่กับการเดินแต่ละก้าวๆ บางคนอาจจะใช้วิธีนับก้าวก็ได้ ทำได้หลายอย่าง รับประกันเลยว่าถ้าทำแบบนี้แล้ว เวลาเดินจะเพลินมาก แล้วจะรู้สึกเลยว่าถึงเร็ว และเร็วกว่าที่คิด ถ้าอยากให้ถึงไวๆ มันกลับถึงช้า นี่มันเล่นตลกกับเรา ถ้าเราไม่สนใจจะให้ถึงไวๆ มันกลับถึงเร็ว จึงมีหลักว่า ต้องเดินช้าจึงจะถึงเร็ว แต่ถ้าเดินเร็วกลับถึงช้า อาจจะช้าในความรู้สึกคือรู้สึกว่า ทำไมมันถึงช้าอย่างนี้ หรือว่าถึงช้าจริงๆ เพราะว่าร่างกายมันเหนื่อย เวลาเดินแบบจ้ำเอาๆจะเหนื่อยง่าย

อาตมาเคยไปเดินธุดงค์ที่ประเทศญี่ปุ่น ไปกันหลายคน มีคนญี่ปุ่นเดินด้วย เดิน ๘ วัน ระยะทางประมาณ ๑๐๐ กิโลเมตร ช่วงเดือนเมษายน อากาศหนาว เย็นเฉียบ ลมพัดมาทำให้ปากแตกได้ แถมบางวันยังมีฝนด้วย ทุกวันมีคนไทยตามรายทางนิมนต์ให้ไปรับเพล บางวันสถานที่ฉันเพลอยู่ไกลมาก เพื่อนที่เดินด้วยก็จะเร่งให้เดินไวๆ เพราะกลัวจะไม่ทันเพล แต่อาตมารู้ว่าถ้าเร่งเดินจะกลับถึงช้า ก็เลยเดินอย่างสบายๆ ปรากฏว่าคนที่ชอบเดินไวๆ พอเดินไปได้สองสามวัน ขาก็แพลงแถมรองเท้ากัดอีกต่างหาก จากคนที่เคยเดินไวกลายเป็นคนเดินช้าเลยเพราะขามีปัญหา

เราเดิน ๘ วันเราต้องถนอมร่างกาย เดินช้าๆ ไม่ต้องรีบ แล้วเราจะถึงเป้าหมายตามกำหนด คนที่ต้องการเดินไวๆ เดินได้ ๓-๔ วันขาก็จะเดี้ยง วิธีการเดินมันมีหลักอยู่ว่า เดินทุกก้าวก็พักทุกก้าว หมายความว่าพักระหว่างเดิน คนที่เดินไวๆ ทำไมจึงถึงที่หมายช้าก็เพราะว่าเขาพักบ่อย เพราะเดินไวทำให้เหนื่อยเร็ว ยิ่งเดินขึ้นที่สูง ก็ยิ่งเหนื่อยง่าย บางคนเดินจ้ำๆ ได้สัก ๑๐ นาที ๒๐ นาที ก็เหนื่อยแล้วต้องพัก แต่คนที่เดินช้าๆ ไปเรื่อยๆ บางทีไม่ต้องพักเลย เพราะว่าได้พักในตัวอยู่แล้ว

พักระหว่างก้าวนี่เป็นศิลปะ เวลาทำงานก็เช่นกัน ไม่ใช่ว่าโหมทำงานแล้วก็หมดแรงกลางทางจนต้องพัก ถ้าเราทำงานเป็น ทำงานอย่างมีสติ เราสามารถพักระหว่างที่เราทำก็ได้ คือทำช้า ๆ ทำไปเรื่อย ๆ แล้วก็พักใจไปด้วย บางคนเวลาทำงาน กายก็เหนื่อย ใจก็เครียด นี่เรียกว่าทุกข์สองต่อ แต่ถ้าเราทำเป็น ทำไปเรื่อยๆ แต่ว่าทำไม่หยุด ถ้าทำๆ หยุดๆ ก็ยังใช้ไม่ได้ ทำไปเรื่อยๆ บางทีสามารถทำได้ตลอดโดยไม่ต้องพักเลยก็ได้ เพราะว่าใจไม่เหนื่อย ใจไม่บ่นเพราะปล่อยวาง

เพื่อนของอาตมาเป็นพระเซ็นอยู่ประเทศอเมริกา เขาเล่าถึงอาจารย์ของเขาที่เป็นชาวญี่ปุ่น เป็นคนสร้างวัดเซ็นแห่งแรกในประเทศอเมริกา คือที่ซานฟรานซิสโก เมื่อประมาณ ๕๐ ปีมาแล้ว เขาเล่าว่าตอนที่มีการสร้างวัดว่า อาจารย์เป็นชาวญี่ปุ่นตัวเล็กๆ อายุ ๖๐ ปีแล้ว แต่ก็ต้องขนหิน ขนไม้ด้วยตัวเอง โดยมีลูกศิษย์มาช่วย ลูกศิษย์ทั้งหมดเป็นหนุ่มสาวชาวอเมริกัน แต่ลูกศิษย์ขนได้ครึ่งวันก็เหนื่อยแล้ว ตรงกันข้ามอาจารย์ตัวเล็กๆ อายุ ๖๐กว่ากลับขนได้ทั้งวัน ลูกศิษย์สงสัย จึงถามอาจารย์ว่าทำไมอาจารย์ขนได้ทั้งวัน อาจารย์ตอบว่า “ก็ผมพักตลอดเวลา” ลูกศิษย์ฟังแล้วงง เพราะเห็นอาจารย์ทำทั้งวัน นั่นเป็นเพราะอาจารย์พักใจระหว่างที่ทำงาน กายขนหินก็จริง แต่ใจไม่ได้ขนด้วย ใจจึงไม่เหนื่อย ใจได้พักตลอดเวลา พวกเราส่วนใหญ่ ถ้าขนหิน กายไม่ได้ขนหินอย่างเดียว ใจก็ขนด้วย คือแบกความทุกข์ แบกความกังวล ตลอดเวลา

ขอให้เราลองฝึกดู เดินด้วยใจที่สบาย ใจอยู่กับปัจจุบัน ไม่บ่น ไม่ตีโพยตีพาย หรือถ้าใจบ่นก็ให้รู้ว่าบ่น รู้แล้วเดี๋ยวใจก็จะเบาเอง ลองสังเกตดูเป็นการบ้านสำหรับพรุ่งนี้ ให้เรารู้ทันใจของเรา ให้สังเกตดูว่า ใจอยู่กับแต่ละก้าว ๆ หรือไปรออยู่จุดหมายปลายทางข้างหน้าโน่นแล้ว

อันนี้คือเคล็ดลับในการเดิน เดินทางไกลต้องเดินให้เป็น เดินเป็นแล้วจะเดินได้ยาว เดินได้นาน และเดินด้วยใจที่สบายโปร่งเบา

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved