หน้ารวมบทความ
   บทความ > ธรรมมาตา > เตรียมตัวเดินทางครั้งสุดท้าย
กลับหน้าแรก
 

วารสารธรรมมาตา
ปีที่ ๑๖ ฉบับที่ ๑

เตรียมตัวเดินทางครั้งสุดท้าย
พระไพศาล วิสาโล

เมื่อคนรักตายจากไป ญาติมิตรลูกหลานย่อมทำใจได้ยาก อันนี้เป็นเรื่องธรรมดา แต่เวลาจะช่วยเยียวยาเขาได้ หากผู้ป่วยจากไปอย่างสงบ ไม่ทุรนทุราย ก็ถือว่าเป็นของขวัญที่มีค่ามากสำหรับญาติมิตรลูกหลาน เพราะช่วยให้เขายอมรับความตายของคนรักได้ คน ๆ หนึ่งแม้ชีวิตจะประสบความสำเร็จแค่ไหน ความสำเร็จเหล่านั้นก็ไม่ประเสริฐหรือมีความหมายเท่ากับการตายอย่างสงบ มีหลายคนที่ยิ้มทั้งน้ำตาเมื่อคนรักจากไปอย่างสงบ เขาเสียใจเพราะคนรักจากไปก็จริง แต่ก็ดีใจที่เขาไปอย่างสงบ มันเป็นของขวัญที่มีค่ามาก ทั้งกับผู้จากไปและผู้ที่ยังอยู่

แม้ผู้ป่วยจะทำอะไรไม่ได้กับโรคในร่างกาย ที่จริงแม้กระทั่งอวัยวะต่าง ๆ ผู้ป่วยก็ควบคุมบังคับบัญชาได้น้อยลงหรือไม่ได้เลย แต่ยังมีสิ่งหนึ่งที่เขาทำได้ นั่นคือการดูแลรักษาใจ ไม่ให้กังวล หรือกระสับกระส่าย จนกระทั่งจากไปอย่างสงบ สิ่งนี้จะช่วยเยียวยาคนที่อยู่ข้างหลัง ทำให้เขายอมรับ หรือยิ้มรับการจากไปของผู้ป่วยได้ จะว่าไปแล้วการยอมรับหรือยิ้มรับความตายได้เป็นของขวัญล้ำค่าที่ผู้ป่วยและญาติ ๆ สามารถมอบให้แก่กันได้ เมื่อผู้ป่วยจากไปอย่างสงบ ญาติแม้เสียใจแต่ก็ยิ้มทั้งน้ำตา เขาจะเสียใจไม่นาน ขณะเดียวกันหากญาติยอมรับความตายของผู้ป่วยได้ ไม่คร่ำครวญเศร้าโศกให้ผู้ป่วยเห็น ผู้ป่วยก็จะคลายความห่วงใย รู้สึกสบายใจ และพร้อมตายได้มากขึ้น

เงินมากมายเท่าใดก็ซื้อความตายอย่างสงบไม่ได้ มีแต่ความรักที่มอบให้แก่ผู้ป่วย รวมทั้งความไว้วางใจว่าเขาจะไปดี สิ่งนี้จะช่วยให้ผู้ป่วยจากไปอย่างสงบได้ ไปดีในที่นี้ หมายความว่า ก่อนหมดลมก็ไม่ทุกข์ทรมาน หมดลมแล้วก็ไปสุคติ ลูกก็ดี คนรักก็ดี พ่อแม่ก็ดี จึงควรมอบความรักอย่างไร้เงื่อนไขให้แก่ผู้ป่วยเพราะเป็นสิ่งที่มีค่ามาก

ขณะเดียวกัน ถ้าหากว่าผู้ป่วยอยากจะช่วยคนที่ตนรัก ก็ช่วยด้วยการตายอย่างสงบ เพราะการตายสงบจะช่วยเยียวยาพวกเขา ทำให้เขายอมรับการจากไปของเราได้ อย่างไรก็ตามผู้ป่วยเองก็อย่าไปพะวงมากว่า เราจะไปอย่างสงบได้หรือไม่ ให้อยู่กับปัจจุบันอย่างสบายๆ อาตมาเจอมาหลายคนแล้วที่ทีแรกมีความวิตกกังวล ว่าตนจะไปอย่างสงบได้ไหม จะทุรนทุรายก่อนตายไหม จะมีสติไหม แต่แล้วในที่สุดส่วนใหญ่ก็ไปดี จากไปอย่างสงบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าหากว่าผู้ป่วยยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันได้ ไม่ว่าจะมีความเจ็บความปวด มีความไม่สบายอย่างไร ก็อย่าไปผลักไสมัน ให้ยอมรับและเป็นมิตรกับมันให้ได้

เป็นมิตร หมายความว่า ไม่รังเกียจ ไม่ผลักไส ต่างคนต่างอยู่ ความเจ็บปวดจะอยู่ก็อยู่ไป ฉันไม่ทำอะไรเธอ ฉันไม่ทะเลาะกับเธอ ต่างคนต่างอยู่ก็แล้วกัน ถ้าจะให้ดีก็แผ่เมตตาให้ความเจ็บปวดด้วย แผ่เมตตาให้โรคที่ทำให้เราไม่สบาย แผ่เมตตาให้อวัยวะที่ติดขัด สิ่งนี้จะช่วยให้ใจเราสงบ ความปวดทำอะไรเราไม่ได้ ถ้าเรารู้ทัน แล้วอยู่อย่างเป็นมิตรกับเขา ก็คือ ไม่ผลักไส ต่างคนต่างอยู่ ถ้าเราผลักไสความปวด ผลักไสอาการต่าง ๆ เราจะทุกข์ เพราะความทุกข์เกิดจากการผลักไส

หากทุกขเวทนารบกวนมาก อยากใช้ยาระงับปวด ก็ทำได้ แต่ก็อย่าใช้มากจนถึงกับทำให้เบลอ ขอให้มีความรู้สึกตัวอยู่ แล้วก็ขอให้มีความมั่นใจว่าเมื่อวินาทีนั้นมาถึง เราจะผ่านมันไปได้ มันเป็นแค่ก้าวเดียว ถ้าพร้อมที่จะก้าวไป ก็จะไปได้ดี แต่คนส่วนใหญ่เขาไม่แน่ใจ เขากลัว อันที่จริง อีกฟากหนึ่งไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด เหมือนกับเด็กที่อยู่ในท้องแม่ เด็กในท้องแม่ทุกคนไม่อยากออกมา ต้องให้แม่เบ่ง ต้องให้หมอช่วยดึงออกมา ทำไมแม่ต้องเบ่ง หมอต้องดึง ก็เพราะเด็กไม่อยากออก เขาคิดว่าข้างนอกมันน่ากลัว แต่จริง ๆ แล้ว ข้างนอกดีกว่าในท้อง เด็กออกมาอยู่ข้างนอกจะดีกว่าอยู่ข้างใน แต่เด็กเข้าใจผิด คิดว่าในท้องแม่วิเศษที่สุด เด็กจึงไม่ยอมออก พอออกมาเด็กจะร้อง เด็กจะตกใจ เพราะคิดว่าข้างนอกมันแย่ แต่จริง ๆ แล้วข้างนอกดีกว่าข้างในมาก กว้างขวาง ไม่อึดอัด เด็กออกมาข้างนอกแล้ว ก็สามารวิ่งเล่นได้ ทำอะไรได้อีกมากมาย มีสิ่งดี ๆมากมายรออยู่ข้างนอก

คนที่กลัวตายเพราะคิดว่าข้างหน้ามันน่ากลัว เขาจึงไม่อยากจากโลกนี้ไป แต่ถ้าเขารวบรวมความกล้า เต็มใจเดินทาง แล้วก้าวไปข้างหน้าเลย เขาจะพบว่ามันไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด ให้เราคิดว่าเรากำลังออกจากท้องแม่ไปสู่โลกใหม่ อย่าคิดว่าข้างหน้ามันแย่กว่าตอนนี้ มันอาจจะดีกว่าก็ได้ ถ้าเชื่อว่ามันดีกว่า และถ้ามั่นใจในความดี ในบุญกุศล ก็ก้าวไปเลย เมื่อวินาทีนั้นมาถึง

คนที่ไม่มั่นใจเพราะกลัวว่าความตายคือการสิ้นสุด ที่จริงมันเป็นการเปลี่ยนสภาพ เหมือนกับดักแด้เปลี่ยนสภาพเป็นผีเสื้อ เหมือนกับน้ำที่ระเหยเป็นไอ น้ำแข็งในแก้วถ้าปล่อยทิ้งไว้สัก 15 นาทีก็จะหายไป ที่จริงมันไม่ได้หายไปไหน มันแค่เปลี่ยนสภาพ และยังคงอยู่ในแก้วนั้น ชีวิตของเราก็เหมือนกับก้อนน้ำแข็ง สักวันหนึ่งก็ต้องเปลี่ยนสภาพ น้ำแข็งละลายหายไป ส่วนคนเราก็ตายจากไป แต่ที่จริงเราไม่ได้หายไปไหนเพียงแต่เปลี่ยนสภาพ เพราะฉะนั้นก็อย่าไปคิดว่า ความตายคือการสิ้นสุด มันคือการเปลี่ยนสภาพเท่านั้นเอง เปลี่ยนแล้วก็ไม่ได้ไปไหม เหมือนน้ำแข็งซึ่งเมื่อละลายแล้ว ก็ยังอยู่ในถ้วยนั่นแหละ แล้วเราก็เปลี่ยนสภาพอย่างนี้มาไม่รู้กี่ภพกี่ชาติ

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เราเดินทาง เราเดินทางมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว หลายครั้งก็ผ่านไปด้วยดี ครั้งนี้ก็เช่นกัน ก็อย่าวิตกกังวลหรือหวาดกลัวว่าจะเจออุปสรรคปัญหา หรือความทุกข์ทรมาน

ข้อสำคัญคือทำตอนนี้ให้ดี อยู่กับปัจจุบันอย่างมีคุณค่า เราทำให้ตนเองได้แม้จะยังป่วยอยู่ อย่าคิดว่าตัวเองเป็นภาระของลูก ๆ ของครอบครัว ให้คิดว่า ขณะที่ป่วยอยู่นี้เรากำลังสอนลูก ๆ และคนรักว่า จะตายให้ดีได้อย่างไร หน้าที่ของพ่อแม่ไม่ใช่แค่สอนลูกว่าจะอยู่ให้ดีอย่างไร เรายังมีหน้าที่สอนลูกว่าจะตายดีได้อย่างไรด้วย ขณะที่ป่วยอยู่นี้ขอให้ตระหนักว่าเรากำลังทำหน้าที่นี้ นี้คือสิ่งสำคัญที่เราจะมอบให้แก่คนที่เรารักอย่าคิดว่าตัวเองเป็นภาระของใคร ให้คิดว่าเรากำลังทำหน้าที่สุดท้ายให้แก่ลูกและคนรัก ว่าจะตายดีได้อย่างไร นี่คือการอยู่อย่างมีความหมาย แม้อยู่ตรงนี้ นอนอยู่ตรงนี้ เราก็ยังมีคุณค่ามีความหมาย ดังนั้นขอให้ทำหน้าที่นี้ให้ดีที่สุด แต่ผลจะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่เหตุปัจจัย ไม่มีใครสอบได้ร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก ถึงแม้จะเรียนเก่งแค่ไหนก็สอบได้แค่ 90 เปอร์เซ็นต์

ความตายเป็นการสอบวิชาชีวิตครั้งสุดท้าย ที่จริงเป็นการสอบครั้งแรกและครั้งสุดท้ายในเวลาเดียวกัน ก็อย่าไปคาดหวังว่าจะสอบได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ทำได้แค่ 70 หรือ 80 เปอร์เซ็นต์ก็น่าพอใจแล้ว ถ้าคิดจะสอบให้ได้ 90 หรือ 100 เปอร์เซ็นต์ก็จะรู้สึกเกร็ง แล้วเราก็จะเครียด ผลจะเป็นอย่างไร อย่าไปกังวล ขอให้เตรียมตัวให้ดีก็แล้วกัน ทำเต็มที่แต่อย่าคาดหวังผลสำเร็จ อย่าคาดหวังว่าจะทำได้ทุกข้อ ไม่ผิดเลย ถ้าจะมีผิดบ้าง 20 เปอร์เซ็นต์ 30 เปอร์เซ็นต์ ไม่เป็นไร ถ้าได้ 70 - 80 เปอร์เซ็นต์ ก็ควรพอใจแล้ว

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved