หน้ารวมบทความ
   บทความ > ฉลาดซื้อ > เมื่อความสะดวกสบายกลายเป็นพระเจ้า
กลับหน้าแรก

เมื่อความสะดวกสบายกลายเป็นพระเจ้า
ตีพิมพ์ในหนังสือ"อยู่ย้อนยุค"
พระไพศาล วิสาโล

แบ่งปันบน facebook Share   

สวนสนริมทางหลวงช่วงจอมทอง-ฮอดงดงามนัก แม้จะไม่ใช่ผลงานของธรรมชาติล้วนๆ แต่ลำต้นที่สูงใหญ่เรียงรายเป็นแนวแถวท่ามกลางร่มเงาคลุมครึ้มให้ความรู้สึกโปร่งโล่งเย็นใจอย่างยิ่ง ส่วนสนามหญ้าใต้คาคบเล่าก็เขียวขจีราบเรียบดังผืนพรม ใครเห็นเป็นต้องนึกอยากลงจากรถมาพักผ่อนเอนกาย คณะของเราก็เช่นกันเผอิญเป็นช่วงใกล้เพลพอดีจึงแวะลงข้างทาง เมื่อเลือกได้ร่มเงาที่พอใจ ก็ตั้งวงอาหารก่อนจะเดินทางต่อไป

ชายหนุ่มที่ร่วมเดินทางมาด้วยเปรยขึ้นมาว่า น่าจะมาจัดค่ายเยาวชนกันที่นี่ เพราะบรรยากาศดีเหลือเกิน อีกคนก็แย้งขึ้นมาว่า จะมาทำให้ที่นี่สกปรกเพิ่มขึ้นหรือไง พลางมองไปที่พงหญ้าไม่ใกล้ไม่ไกล ซึ่งเกลื่อนกลาดไปด้วยถุงพลาสติก ขวดเบียร์และเศษขยะอีกมากมาย ชายคนแรกตอบกลับไปว่า จัดค่ายก็เพื่อจะให้เด็กมาช่วยเก็บขยะไงล่ะ ว่าแล้วก็จัดอาหารถวายพระ

ใช้เวลาไม่นานอาหารมื้อเพลก็แล้วเสร็จ เศษอาหารนั้นมีหมาสองตัวคอยเก็บกวาดอยู่แล้ว ส่วนถุงพลาสติกนั้นต้องกลายเป็นขยะสถานเดียว ชายหนุ่มเก็บถุงพลาสติกอย่างคล่องแคล่วเผลอแวบเดียวเขาก็ไปอยู่ที่พงหญ้าแล้วโยนถุงพลาสติกไปสมทบกับกองขยะ ทั้งๆ ที่เมื่อไม่กี่นาทีมานี้เขาเองเป็นคนเสนอให้พาเด็กมาเก็บกวาดขยะที่สวนสนแห่งนี้

เหตุการณ์ทำนองนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลย หลายคนก็คงประสบด้วยตนเองมาแล้ว ใคร ๆ ก็รู้ที่ทางของถุงพลาสติกเหล่านี้ควรจะอยู่ตรงไหน แต่แล้วคนเป็นอันมากกลับเอาไปสุมกองไว้ในพงหญ้ากลางสวนสนอันงดงาม แม้กระทั่งชายหนุ่มผู้มีหัวคิดดีในเรื่องการแก้ปัญหาขยะในสวนสนแห่งนี้ ก็ยังกระทำไม่ต่างจากคนอื่น เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น? คำตอบก็คือ เพราะความสะดวกสบายนั่นเอง การโยนเศษขยะเข้าพงหญ้านั้นสะดวกและสบายกว่าการเก็บขึ้นรถเพื่อเอาไปทิ้งในที่ที่สมควรทิ้งเป็นไหนๆ

สมัยนี้ความสะดวกสบายกลายเป็นเรื่องสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ไม่ว่าอะไรก็ตาม แม้จะก่อปัญหาแก่สิ่งแวดล้อม เบียดเบียนผู้คนแต่หากก่อให้เกิดความสะดวกสบายแก่ตนเสียแล้ว ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีทั้งนั้น ตรงกันข้ามสิ่งใดก็ตามแม้จะเป็นประโยชน์แก่ชีวิต สังคม และธรรมชาติ แต่หากไม่ให้ความสะดวกสบายแก่เราแล้วก็เมินได้เลย การเปิดไฟจำเพาะเวลาที่เราต้องการใช้ นอกจากประหยัดเงินแล้วยังไม่ผลาญทรัพยากรสูญเปล่า แต่เป็นเพราะการกระทำเช่นนั้นไม่สะดวกสบายเท่าใดนัก ผู้คนจึงพากันเปิดไฟทิ้งแช่ไว้กันทั้งเมือง แม้จะรณรงค์ให้ประหยัดไฟเท่าไหร่ ก็ดูเหมือนจะทำไม่ขึ้น รู้ทั้งรู้ว่าโฟมนั้นเป็นภัยต่อบรรยากาศและก่อปัญหาขยะแต่ในเมื่อกล่องโฟมนั้นให้ความสะดวกมากกว่าถุงพลาสติก เราจึงไม่รู้สึกอะไรเวลากินอาหารบรรจุกล่องโฟม

น้ำดื่มบรรจุขวดนับวันจะก่อปัญหาแก่สิ่งแวดล้อมมากขึ้นทุกที แต่เป็นเพราะสินค้าชนิดนี้ให้ความสะดวกสบายกว่า ผิดกับการนำกระติกน้ำติดตัวไปด้วย ซึ่งต้องคอยรินน้ำและคอยล้างกระติกอยู่เสมอ ผลก็คือขวดพลาสติกกลายเป็นขยะเกลื่อนกลาดไปทั่วทุกหนแห่ง ไม่เว้นแม้กระทั่งบนยอดเขา ริมทะเลและกลางป่าลึก เช่นเดียวกับขวดน้ำอัดลม ซึ่งเดี๋ยวนี้ซื้อแล้วก็ไม่ต้องห่วงว่าจะต้องคืนขวด จะทิ้งเรี่ยราดที่ไหนก็ได้ ภาระจึงตกหนักอยู่กับสิ่งแวดล้อมและเทศบาล แต่ใครเล่าจะอินังขังขอบ เพราะรู้ๆ อยู่ว่าวิธีนี้ให้ความสะดวกสบายแก่ผู้ซื้อ(และผู้ผลิต) เป็นอย่างมาก

เป็นเพราะหลงใหลคลั่งไคล้ในความสะดวกสบาย เราจึงตกเป็นเหยื่อของลัทธิบริโภคนิยมไปโดยไม่รู้ตัว สินค้าต่างๆ พากันเรียงหน้าเข้ามาในนามของความสะดวกสบาย กาแฟสำเร็จรูปมีเสน่ห์ยวนใจเรา ไม่ใช่เพียงเพราะรสชาติที่จับจิตเท่านั้น หากยังเพราะเราสามารถเข้าถึงความสุขดังกล่าวได้ อย่างสะดวกสบายโดยไม่ต้องบด ไม่ต้องกรอง และไม่ต้องคอยให้ยุ่งยากอีกต่อไปเพียงแค่ได้ยินคำโฆษณาว่า ผงซักฟอกชนิดนี้ผสมสารพิเศษที่ทำให้เราขยี้น้อยลง ใจเราก็จดจ่ออยู่กับผงซักฟอกชนิดนั้นทันทีโดยไม่ถามต่อไปว่าสารดังกล่าวเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมหรือไม่ และด้วยเหตุผลเดียวกันเราจึงยินดีจ่ายเงินซื้อผ้าอ้อมชนิดใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้งเลย เพราะไม่ต้องเสียเวลาซักให้เมื่อย ทั้งนี้ยังไม่ต้องพูดถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ราคาแพง เช่น โทรศัพท์มือถือ โน้ตบุค ซึ่งสามารถสะกดผู้คนให้หลงได้ ส่วนหนึ่งก็เพราะมันสัญญาว่าจะให้ความสะดวกสบายแก่เรานั่นเอง

ที่พูดนี้มิได้ชักชวนให้เราปฏิเสธความสะดวกสบาย แต่เพียงอยากจะชี้ว่า ไม่มียุคใดที่ถือเอาความสะดวกสบายเป็นสรณะสูงสุดเท่ายุคนี้ จริงอยู่คนยุคไหนก็ปรารถนาความสะดวกสบายด้วยกันทั้งนั้น แต่อย่างน้อยคนแต่ก่อนก็ไม่ถือเอาความสะดวกสบาย เป็นคุณค่าสูงสุดอย่างปัจจุบัน จะทำอะไรก็ไม่ได้คำนึงความสะดวกสบายอย่างเดียว หากยังคำนึงถึงสิ่งอื่น ซึ่งมักถือว่าสำคัญกว่าความสะดวกสบายส่วนตน สิ่งนั้นอาจจะได้แก่ ความเจริญงอกงามในจิตใจ ความปกติสุขในสังคม ประโยชน์เกื้อกูลต่อธรรมชาติแวดล้อม รวมถึงความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับสิ่งสูงสุด เวลาเข้าป่าหาเห็ด แทนที่จะเก็บจนหมดหรือเก็บให้มากเท่าที่จะมากได้ จะได้ไม่ต้องกลับมาหาใหม่ให้เหนื่อยยาก กลับเก็บแต่พอกิน เพื่อเหลือให้คนอื่นได้เก็บบ้าง เวลาใช้น้ำ ทั้งๆ ที่ไม่ได้กันดารแร้นแค้นอะไร แต่น้ำถังหนึ่งๆ กลับใช้หลายครั้ง หลายหน เช่น ล้างผัก ถูบ้าน เสร็จแล้วแทนที่จะทิ้ง ก็รดต้นไม้ เช่นเดียวกับปลา แม้จะมีเต็มแม่น้ำ แต่แทนที่จะเลือกกินเฉพาะที่เอร็ดอร่อยแล้วทิ้งส่วนที่เหลือ กลับใช้ประโยชน์ทุกส่วน ถ้าเหลือก็เอามาหมักหรือแช่เกลือ แม้รสชาติจะไม่อร่อยเท่าของสด แถมยังต้องยุ่งยากเพิ่มขึ้นด้วย ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ใช่เพราะความตระหนี่ หากเป็นผลจากการเคารพและสำนึกในคุณค่าของธรรมชาติต่างหาก

ความสะดวกสบายจะมีคุณค่าอย่างแท้จริง ก็ต่อเมื่อเป็น มรรค ไม่ใช่เป็น ผล หรือจุดหมายในตัวมันเอง ในทางพระพุทธศาสนา “สัปปายะ” (ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า “สบาย” ) ถือเป็นธรรมฝ่ายกุศลที่สำคัญ แต่ “ความสบาย” ดังกล่าวมิใช่จุดหมายสูงสุด ไม่ว่าจะเป็นความสบายทางด้านที่อยู่อาศัย (อาวาสสัปปายะ) ความสบายทางด้านอาหาร (โภชนสัปปายะ) ความสายทางด้านดินฟ้าอากาศ (อุตุสัปปายะ) ตลอดจนความสบายอีก ๔ ประการ ที่เหลือนั้นล้วนมีประโยชน์ตรงที่เป็นปัจจัยเอื้อเฟื้อเกื้อกูลแก่การทำคุณงามความดี เพื่อให้ชีวิตจิตใจเจริญงอกงาม(เรียกสั้นๆว่า “การปฏิบัติธรรม”) หากมีความสะดวกสบายในด้านที่พักและอาหารแล้ว ไม่ใช้โอกาสอันเกื้อกูลนี้ทำกุศลเพื่อให้เกิดประโยชน์ตนประโยชน์ท่านกลับเพลิดเพลินในความสุข จนไม่ทำงานการ แถมเกิดความโลภ อยากได้ความสะดวกสบายมาปรนเปรอตนยิ่งขึ้น นั้นก็แสดงว่า ความสะดวกสบายกลายเป็นพิษภัยทิ่มแทงชีวิตแล้ว

เนื่องจากความสะดวกสบายมิได้เป็นจุดหมายในตัวมันเอง หากเป็นเพียงอุปกรณ์และเงื่อนไขไปสู่สิ่งที่ดีงามกว่า ดังนั้นจึงต้องมีขอบเขต กล่าวอีกนัยหนึ่งคือเราพึงรู้จักพอหรือรู้จักประมาณในความสะดวกสบาย การหมกมุ่นอยู่ในความสะดวกสบาย จนเห็นเป็นพระเจ้าที่อยู่เหนือทุกสิ่งทุกอย่างจึงเป็นการ ”ใช้” หรือเกี่ยวข้องกับความสะดวกสบายอย่างไม่ถูกต้อง ผลจะเป็นอื่นไปไม่ได้ นอกจากการเป็นโทษแก่ตนเองและผู้อื่น

โทษภัยของความสะดวกสบายที่ไร้ขอบเขตได้ปรากฏให้เห็นแล้วไม่เว้นแต่ละวัน การกินอย่างไม่รู้จักพอเพราะคิดถึงแต่ความเอร็ดอร่อยและสะดวกปากเป็นเกณฑ์ ตลอดจนวิถีชีวิตที่แวดล้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกจนใช้มือไม้ไม่เป็น แลไม่รู้จักออกกำลังกาย กำลังทำให้โรคหัวใจกลายเป็นสาเหตุการตายอันดับต้นๆ ของคนยุคนี้ ขณะเดียวกันการบริโภคสิ่งของแบบชั่วครู่ชั่วยาม ไม่เพียงแต่จะผลาญทรัพยากรธรรมชาติให้หมดลงไปอย่างรวดเร็วเท่านั้น หากยังก่อปัญหาขยะและมลภาวะไปทั่ว ซึ่งยังแก้กันไม่ได้จนทุกวันนี้แม้เทคโนโลยีจะมีมากมายเพียงใดก็ตาม ใช่แต่เท่านั้นความสะดวกสบายอย่างไม่รู้จักพอยังทำให้คนในสังคมแตกแยกกันเพราะแย่งชิงทรัพยากรเป็นเหตุ

เพียงแค่การประหยัดไฟ หากทำกันทั้งประเทศ โดยยอมสูญเสียความสะดวกสบายเสียหน่อยเท่านั้นจะทุ่นไฟได้นับพันเมกะวัตต์ นั่นหมายถึงการไม่ต้องสร้างเขื่อนนับสิบๆ เขื่อน เท่ากับลดการทำลายป่าและลดความขัดแย้งของคนในชาติไปในตัว หากเรายอมเสียเวลาซักผ้าเช็ดหน้ากันบ้าง ก็จะลดการผลิตทิชชูไปได้มหาศาล และหากโรงเรียนทั่วประเทศหันมาใช้ถุงผ้าบรรจุข้อสอบแทนที่จะใช้ถุงกระดาษ ซึ่งใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้งเลย น่าคิดว่าจะลดการตัดต้นไม้และลดปริมาณขยะในเมืองได้มากมายเพียงใด ยังไม่ต้องพูดถึงการใช้ปิ่นโตแทนถุงพลาสติก แม้จะต้องเสียเวลาล้างแต่ก็ก่อผลดีแก่สิ่งแวดล้อมมาก

นักเศรษฐศาสตร์อาจจะบอกว่าการล้างผ้าเช็ดหน้า ถุงผ้า และปิ่นโตนั้นเป็นการสิ้นเปลือง เปลืองทั้งสบู่หรือผงซักฟอก เปลืองทั้งค่าแรง(กรณีที่ต้องจ้างคน) สู้ใช้แล้วทิ้งเลยไม่ได้ แต่นั้นเป็นการมองเพียงด้านเดียว จริงอยู่ถึงแม้คนใช้ถุงกระดาษถุงพลาสติกจะไม่ต้องจ่ายค่าทำความสะอาด แต่ในที่สุดแล้วสังคมทั้งสังคมก็ต้องเป็นผู้แบกรับค่าใช้จ่ายเสียเอง ทั้งในด้านกำจัดขยะและการบำบัดมลพิษ นี้ก็ทำนองเดียวกับโรงงานที่ปล่อยน้ำเสียลงแม่น้ำย่อมจ่ายต้นทุนน้อยกว่าโรงงานที่บำบัดน้ำเสียด้วยตนเอง แต่เมื่อเอาความเสียหายจากมลภาวะในแม่น้ำมารวมต้นทุนในการผลิตแล้ว ไม่ต้องสงสัยเลยว่าจะมากกว่าโรงงานประเภทหลังสักเพียงใด

ไม่มีความสะดวกสบายใดๆ ที่ได้มาเปล่าๆ หากจะต้องมีราคาค่างวดติดตามมาเสมอ การรู้จักประมาณในความสะดวกสบายจึงควรเป็นหลักการสำคัญในการดำเนินชีวิตและบริโภค แม้จะพึงพอใจในความสะดวกสบาย แต่ก็ไม่พึงให้สิ่งนั้นขึ้นมาเป็นใหญ่จนกลายเป็นพระเจ้าของเรา วันใดก็ตามที่ความสะดวกสบายกลายเป็นคุณค่าระดับรองๆ ไม่เพียงแต่ชีวิตของเราจะเปลี่ยนเท่านั้น แม้สังคมทั้งสังคมก็เปลี่ยนไปด้วย ลองคิดดูว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับกรุงเทพฯ ของเราหากว่าคนนับล้านๆ หันมาขี่จักรยานแทนที่จะนิยมนั่งรถเก๋ง จะว่าไปแล้ว ไม่ต้องถึงขั้นขี่จักรยานเพียงแค่หันมาใช้บริการขนส่งมวลชนกันให้ทั่วกรุง กรุงเทพฯ ก็จะเปลี่ยนโฉมไปทันที

เป็นเพราะใครๆ ก็หวังความสะดวกสบายเฉพาะตน จึงพากันซื้อรถเก๋งกันทั้งเมือง ผลก็คือจราจรกลายเป็นจลาจลจนเข้าขั้นวิกฤต มลพิษระบาดทั้งเมือง นี้จะเรียกว่าอะไรหากไม่ใช่ราคาของความสะดวกสบายที่กลายเป็นพระเจ้าของเราไปแล้ว

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved