หน้ารวมบทความ
   บทความ > ฉลาดซื้อ > ความอ้วนในสังคมบริโภค
กลับหน้าแรก

ความอ้วนในสังคมบริโภค
ตีพิมพ์ในหนังสือ"อยู่ย้อนยุค"
พระไพศาล วิสาโล

แบ่งปันบน facebook Share   

เมื่อไม่นานมานี้มีข่าวชิ้นหนึ่งซึ่งได้รับความสนใจอย่างมากจากวงการวิทยาศาสตร์การแพทย์ นั่นคือ การพบยีนที่ทำให้ร่างกายอ้วนท้วน ยีนที่ว่านี้ค้นพบในหนู นักวิทยาศาสตร์พบว่าในยามที่ยีนดังกล่าวปกติ ร่างกายจะผลิตโปรตีนที่เรียกว่า “เลปติน” อย่างพอเหมาะพอสมเพื่อควบคุมการเผาผลาญอาหาร จากการทดลองพบว่าเวลาหนูปกติกินอาหารมากจนเกินไปจนน้ำหนักเพิ่มเลปตินจะออกมามากเพื่อเร่งการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย ขณะเดียวกันก็ทำให้อยากอาหารน้อยลง แต่เมื่อพลังงานในร่างกายเหลือน้อยลงเลปตินในกระแสเลือดจะเพิ่มมากขึ้นทำให้เกิดความหิว ส่วนการเผาผลาญพลังงานก็จะช้าลง ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อยีนที่ว่าเกิดผิดปกติขึ้นมา ทำให้เลปตินออกมาน้อยเกินไป หนูเลยกินเอาๆ จนอ้วนตัวกลม

ลำพังแค่นี้ก็เป็นข่าวใหญ่แล้ว อาจจะเทียบเท่ากับการค้นพบโครโมโซมที่ทำให้มะเร็งเต้านมในคนสามารถถ่ายทอดจากแม่ไปยังลูกได้ แต่เรื่องที่ทำให้หลายคนตื่นเต้นมากกว่านั้นคือ นักวิทยาศาสตร์ผู้ค้นพบยีนดังกล่าวไม่เพียงแต่จะทำให้หนูอ้วนได้เท่านั้นหากยังรู้วิธีลดความอ้วนของหนูด้วย โดยการถ่ายยีนที่ว่าให้กับแบคทีเรีย แล้วเอาเลปตินที่ได้จากแบคทีเรียนั้นไปฉีดให้หนูอ้วนปรากฏว่าน้ำหนักของหนูลดอย่างฮวบฮาบจนเป็นปกติ

สำหรับคนหาเช้ากินค่ำ ข่าวนี้ไม่น่าสนใจอะไรเลย แต่คนที่มีอันจะกินจำนวนไม่น้อยต่างสดับตรับฟังข่าวนี้ด้วยความตื่นเต้นระคนยินดีไปทั่วทั้งโลก เพราะความอ้วนได้กลายเป็นปัญหาใหญ่ของคนกลุ่มนี้ไปแล้ว คนกลุ่มนี้หากจะเทียบกับคนที่ไม่มีอะไรจะกินซึ่งมีเกือบ ๒,๐๐๐ ล้านคนแล้ว ก็นับว่าเป็นคนกลุ่มเล็กแต่ถ้าจะว่ามากก็มาก เพราะเพียงแค่ในสหรัฐอเมริกาประเทศเดียวก็มีคนอ้วนหรือมีน้ำหนักมากเกินไปถึง ๑ใน ๓ ของผู้ใหญ่ทั้งหมด ในประเทศที่มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วเช่น จีน เกาหลีใต้และไทย ความอ้วนได้กลายเป็นปัญหาของเด็กนักเรียนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จึงเป็นที่น่าวิตกว่าต่อไปแบบแผนความเจ็บป่วยของผู้คนในประเทศเหล่านี้จะเจริญรอยตามสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีการตายด้วยโรคหัวใจมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก โดยที่สาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งมาจากการบริโภคอาหารมากเกินไป

ความอ้วนนำมาซึ่งโรคภัยไข้เจ็บมากมาย นี่เป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้หลายคนพยายามจะลดความอ้วนให้ได้ แต่จะลดความอ้วนได้อย่างไรในเมื่อมีของอร่อยๆ คอยยั่วยวนตลอดเวลา ไม่ว่าตามร้านอาหารซูเปอร์มาเก็ต หรือแม้แต่ในห้องนอนก็มีโฆษณามากระตุ้นกิเลส คนเป็นอันมากพร้อมทำทุกอย่างเพื่อลดความอ้วน จะให้อบเซาน่าก็ได้ ดูดไขมันก็ยอม ขอเพียงอย่างเดียวคือขอให้ได้กินอย่างสะดวกปากอย่างเคยก็แล้วกัน ด้วยเหตุนี้เมื่อมีข่าวว่าต่อไปในอนาคตเราสามารถลดความอ้วนได้โดยเพียงแค่เปลี่ยนถ่ายยีน หรือฉีดเลปตินเข้าไป หลายคนจึงรู้สึกเหมือนกับจะได้ขึ้นสวรรค์เลยทีเดียว หญิงอเมริกันผู้หนึ่งซึ่งหนัก ๘๘ กิโลกรัม (จากเดิม ๑๒๐ กิโลกรัม) ให้สัมภาษณ์นิตยสารไทม์ ว่านี่เป็นข่าวที่ดี “เหมือนกับกับคำมั่นสัญญาว่าจะได้นิพพาน”

ปัญหาจากการบริโภคมากเกินไปไม่เพียงรังควานสิ่งแวดล้อมเท่านั้น หากยังตามมาถึงเนื้อถึงตัวเราและฝังอยู่ใต้ผิวหนังตลอดจนตามเส้นเลือดต่างๆ ในรูปไขมัน เราถูกกระตุ้นให้บริโภคไม่หยุดด้วยความเชื่อว่าการบริโภคจะให้ความสุขแก่เรา และเมื่อมีปัญหาจากการบริโภคขึ้นมา เราก็ถูกทำให้เชื่อว่าและหวังว่าด้วยการบริโภคนั่นแหละ ปัญหาจะแก้ไขได้ ถ้าอ้วนนักหรือก็มี “ยาวิเศษ” ให้บริโภค ถ้าเป็นโรคหัวใจก็ไม่ต้องทำอะไรดอก เพียงแต่ “บริโภค” บริการทางการแพทย์จากโรงพยาบาลชั้นหนึ่ง ซึ่งอ้างว่ามีเทคโนโลยีนานาชนิดที่จะช่วยได้ ถ้าอากาศเป็นพิษมากเกินไปก็แก้ไขได้โดยการบริโภคน้ำมันไร้สารตะกั่วหรือซื้อรถยนต์ที่มีเครื่องกรองมลพิษ หากเป็นห่วงว่าขยะจะท่วมเมือง ถุงย่อยสลายง่ายก็กำลังรอให้ท่านมาซื้อ

การเลือกเฟ้นสินค้าสำหรับบริโภค เป็นสิ่งจำเป็นอย่างไม่ต้องสงสัย แต่หากไม่ควบคุมการบริโภคให้อยู่ในขอบเขตแล้วก็ยากที่จะแก้ปัญหาได้ ปัญหามลพิษท่วมเมืองนั้น ลำพังเราคนเดียวคงแก้ไม่ได้ แต่ถ้าเป็นปัญหาไขมันเต็มร่างกายแล้วการรู้จักประมาณในการบริโภค เป็นวิธีแก้ปัญหาที่สำคัญเป็นอันดับแรกเลยทีเดียว

การค้นพบยีนอ้วนในด้านหนึ่งก็อาจช่วยให้เรามีปัญญา เกิดความรู้ความเข้าใจในธรรมชาติของตนเองดีขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ง่ายที่จะถูกกระแสบริโภคนิยมครอบงำจนทำให้ผู้คนขาดปัญญา เพราะแทนที่จะแก้ปัญหาน้ำหนักล้นเกินให้ตรงจุด ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบริโภค กลับมามีมายาคติหนักกว่าเดิม ว่าทุกอย่างจะเรียบร้อยหากมี “ยาวิเศษ” ออกมาขาย บางคนทำท่าจะไปไกลมากกว่านั้น ทันทีที่รู้ข่าวดังกล่าวก็สรุปว่า ที่ตนเองไม่สามารถลดน้ำหนักลงได้ก็เพราะเจ้ายีนตัวนี้นี่เอง ความรับผิดชอบแทนที่จะอยู่ที่ตัวเองกลับถูกผลักให้ไปตกอยู่ที่ยีนตัวนี้ กลายเป็นแพะรับบาปในทันที เมื่อเป็นเช่นนี้ก็เลยหมดความเพียร คอยแต่ว่าเมื่อไรถึงจะมีการผลิตยาลดความอ้วนที่ว่าเสียที

ยีนอ้วนจะมีอยู่ในคนหรือไม่ ยังเป็นเรื่องที่ต้องศึกษากันต่อไป แต่ถึงมีจริง ก็ใช่ว่าชีวิตเราจะต้องตกอยู่ใต้การบงการของยีนดังกล่าวไปเสียทั้งหมด คนเรานั้นเป็นอะไรได้มากกว่าปฏิกิริยาทางชีวเคมีที่กำหนดโดยยีนในเซลล์ ยีนแม้จะมีบทบาทสำคัญแต่พฤติกรรมของเราเองก็มีบทบาทสำคัญไม่น้อยในการกำหนดชะตากรรมของเรา มีหลายโรคที่มีสาเหตุมาจากยีนผิดปกติแต่ปรากฏว่าคนเป็นอันมากที่มียีนดังกล่าวหาเป็นโรคดังกล่าวไม่ ทั้งนี้เนื่องจากเกี่ยวข้องกับอาหารและสิ่งแวดล้อมอย่างถูกต้อง คนอินเดียจำนวนไม่น้อยมียีนบางชนิดที่เปิดโอกาสให้เป็นโรคเส้นเลือดหัวใจตีบตันได้ง่ายกว่าคนยุโรป แต่การณ์กลับกลายเป็นว่าคนยุโรปเป็นโรคนี้มากกว่าคนอินเดีย สาเหตุส่วนหนึ่งก็เพราะคนอินเดียกินอาหารเนื้อนมไข่น้อยกว่าคนยุโรป อีกทั้งยังมีความเครียดน้อยกว่า

การปรับปรุงพฤติกรรมการบริโภคและวิถีการดำเนินชีวิตเป็นมาตรการลดความอ้วนที่วางใจได้มากที่สุด จะทำเช่นนั้นได้ก็ต้องรู้เท่าทันกระแสบริโภคนิยม ไม่หลงตกเป็นเหยื่อของการโฆษณาชวนเชื่อที่คอยปลุกเร้าให้ต้องบริโภคไม่หยุดหย่อน กระแสบริโภคนิยมนั้นไม่เพียงแต่จะเอารสอร่อยของสิ่งเสพมายั่วยวนให้เราเกิดความอยากเท่านั้น หากยังเอาภาพพจน์และรูปลักษณ์มาล่อ คนเป็นอันมากจึงไม่ได้กินน้ำอัดลม แฮมเบอร์เกอร์ พิซซ่า ตลอดจนอาหารต่างๆ ที่บ่มไขมันได้ดีเพียงเพื่อหวังความเอร็ดอร่อยเท่านั้น หากยังต้องได้ชื่อว่าเป็นคนทันสมัย มีรสนิยมและดูโก้เก๋

กล่าวได้ว่าความอ้วนนั้นเป็นผลผลิตของสังคมบริโภคโดยแท้ ที่พูดนี้มิใช่ว่า สังคมอื่นหรือในอดีตไม่มีคนอ้วน คนอ้วนมีมาทุกยุคทุกสมัย แต่ไม่เคยเป็นปัญหาของคนหมู่มากอย่างในปัจจุบัน อันที่จริงสังคมบริโภคไม่เพียงแต่จะสร้างปัญหาความอ้วนขึ้นมาโดยการส่งเสริมให้ผู้คนพอกพูนไขมันตามร่างกายอย่างเป็นล่ำเป็นสันเท่านั้น ปัญหาความอ้วนส่วนหนึ่งยังเกิดขึ้นเพราะผู้คนถูกทำให้รู้สึกว่าตนมีร่างกายอ้วนน้ำหนักเกิน เวลานี้คนเป็นอันมาก ตั้งแต่เด็กไปจนถึงผู้ใหญ่พากันรู้สึกว่ารูปร่างของตนไม่ได้ “มาตรฐาน” คำถามคือ “มาตรฐาน” ดังกล่าวได้มาอย่างไร ? จริงอยู่ปัจจุบันมีการกำหนดเกณฑ์วัดโดยอาศัย “ดรรชนีความหนาของร่างกาย” แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่าเอาน้ำหนักตัวหารด้วยความสูงยกกำลังสองหารได้ผลลัพธ์เกิน ๒๕ ก็แสดงว่าอ้วนแล้ว

ถ้าเช่นนั้น “มาตรฐาน” ที่ว่านั้นเอามาจากไหน ? คำตอบคือเอามาจากสื่อต่างๆ โดยเฉพาะสื่อเพื่อการโฆษณาและการบันเทิง ซึ่งมุ่งเพื่อการบริโภคโดยตรง รูปร่างทรวดทรงของ
พรีเซนเตอร์ ดาราและนางแบบได้กลายมาเป็นมาตรฐานที่คนทั่วไปเอามาเปรียบเทียบกับตัวเองหรือผู้อื่น แต่จะมีสักกี่คนที่มีรูปร่างทรวดทรงเช่นนั้นผลก็คือความรู้สึกว่าร่างกายของตนเป็นปัญหาจึงเกิดขึ้นกับคนเป็นอันมาก ถ้าไม่รู้สึกว่าเตี้ยเกินไป หน้าอกเล็กเกินไป ก็คิดว่าอ้วนเกินไป

ความรู้สึกที่ไม่พอใจในร่างกายของตนนั้นจะเรียกว่าเป็นปรากฏการณ์เฉพาะตัวของสังคมบริโภคก็ย่อมได้ สมัยก่อนนั้นไม่ค่อยมีการกำหนดรูปร่างที่เป็น “มาตรฐาน” อย่างเวลานี้ จริงอยู่ทุกสังคมต่างก็มีเกณฑ์ความงามกันทั้งนั้น แต่ก็มักเป็นที่อุดมคติจนหลุดลอยจากความเป็นจริงเวลากวีพรรณนาความงามของนางสีดาหรือบุษบา ใครๆ ก็รู้ว่าคนแบบนี้มีอยู่เฉพาะในวรรณคดีเท่านั้น ภาพปั้นหรือภาพวาดแม้จะงามเพียงใด ก็เป็นแค่จินตนาการ ต่อเมื่อมีการคิดค้นกล้องถ่ายรูป ภาพยนตร์และโทรทัศน์ คนส่วนใหญ่จึงมีโอกาสเห็นทรวดทรงความงามที่เป็นจริง(ทั้งของหญิงและชาย) แต่สื่อเหล่านั้นมาถูกใช้อย่างจริงจัง เพื่อให้ผู้ชมการเกิดลอกเลียนเอาอย่างความงามเหล่านั้นก็ในยุคบริโภคนิยมนี้เอง การโหมประโคมโฆษณาผลิตภัณฑ์ต่างๆ ด้วยภาพ พรีเซนเตอร์ มีรูปร่าง “สมส่วน” ทำให้เกิดทัศนคติอย่างแพร่หลายว่ารูปนั้นเป็นทรัพย์ที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะสามารถเป็นปัจจัยให้ได้คู่ครองที่งดงาม เป็นที่ไว้วางใจของเพื่อนร่วมงานและผู้บังคับบัญชาและยังอาจถางทางไปสู่อำนาจได้ด้วย แต่ยิ่งให้คุณค่ากับรูปร่างที่เป็น “มาตรฐาน” เพียงใด ความทุกข์ก็ยิ่งมากเพียงนั้นเมื่อพบว่าตนเองไม่สามารถมีร่างกายเช่นนั้นได้

ในสหรัฐอเมริกาซึ่งจัดว่าเป็นสังคมบริโภคอย่างเต็มที่ คนที่ไม่พอใจในร่างกายของตนกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว กว่าครึ่งของคนอเมริกันรู้สึกเป็นกังวลกับน้ำหนักหรือพุงของตน ยิ่งวัยรุ่นด้วยแล้ว ตัวเลขยิ่งเพิ่มสูงขึ้น ในการสำรวจความเห็นของนักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง พบว่านักศึกษาหญิง ๘๕ เปอร์เซ็นต์เป็นทุกข์กับร่างกายของตนไม่ส่วนใดก็ส่วนหนึ่ง ใช่แต่เท่านั้นแม้เด็กก็เริ่มมีความรู้สึกเช่นนี้แล้ว ดังการสำรวจพบว่า กว่าครึ่งของนักเรียนหญิงชั้นประถมในโรงเรียนแห่งหนึ่งรู้สึกว่าตนมีน้ำหนักมากเกินไป

ความไม่พอใจในร่างกายของตนไม่ใช่เป็นแค่ความทุกข์ธรรมดา อิทธิพลของการโฆษณาและการเน้นรูปร่างที่ “ได้มาตรฐาน” กำลังทำให้ความอ้วน(ไม่ว่าจะเป็นความอ้วน “แท้” หรือ “เทียม”) กลายเป็นสิ่งเลวร้ายอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน คนอเมริกันเป็นอันมากจะรู้สึกเลวร้ายกับตัวเองมากหาทนความอยากไม่ไหว เผลอกินอาหารหรือขนมที่อุดมด้วยน้ำตาลและไขมันเข้าไป การวิจัยเมื่อ ๒ ปีก่อนพบว่า หญิงโสดที่ไปมีความสัมพันธ์ทางเพศกับคนที่มีครอบครัวแล้วจะไม่รู้สึกผิดเลย ขณะที่คนซึ่งพยายามควบคุมอาหารกลับรู้สึกเลวร้ายกับตัวเองมากหลังจากกินของโปรดที่มากด้วยน้ำตาลไปแล้ว ที่รัฐนิวอิงแลนด์ผลการสำรวจ พบว่าคู่สามีภรรยา ๑ เปอร์เซ็นต์พร้อมจะทำแท้งหากลูกมีเพศไม่ตรงกับที่ต้องการ ๖ เปอร์เซ็นต์จะทำแท้งหากลูกมีแนวโน้มจะเป็นโรคอัลไซเมอร์(โรคที่มักเกิดกับคนสูงอายุเนื่องจากเซลล์สมองตาย) แต่ที่น่าตกใจก็คือ ๑๑ เปอร์เซ็นต์จะทำแท้งหากลูกมีแนวโน้มว่าจะเป็นคนอ้วน

กระแสบริโภคนิยมในด้านหนึ่งพยายามกระตุ้นให้เราบริโภคจนอ้วน แต่ถ้าหากเราไม่อ้วน เราก็จะถูกโน้มน้าวให้รู้สึกว่าตนเองมีรูปร่างอ้วน(เพราะไม่เข้ากับ ”มาตรฐาน” ที่เขากำหนด)
สิ่งที่ตามมาคือความรู้สึกเป็นทุกข์ เพราะความอ้วนถูกวาดภาพให้เป็นสิ่งเลวร้าย มิใช่เลวร้ายเพราะก่อปัญหาทางด้านสุขภาพเท่านั้น ความอ้วนเป็นสิ่งที่เลวร้ายมากกว่านั้นก็เพราะถูกวาดภาพว่าเป็นอุปสรรคกีดขวางไม่ให้ตนได้สิ่งปรนเปรอคือเงินทอง คู่ครอง ความโดดเด่นเป็นที่นิยมและอำนาจ ไม่มีอะไรที่จะมีความหมายต่อชีวิตในยุคบริโภคนิยมเท่ากับสิ่งเหล่านี้ เมื่อเป็นเช่นนี้การลดความอ้วน(ทั้งๆที่อาจจะไม่อ้วน) จึงเป็นเรื่องสำคัญในชีวิตขึ้นมา ผลก็คืออุตสาหกรรมลดความอ้วนเติบโตอย่างรวดเร็ว รวมไปถึงธุรกิจทางด้านรูปลักษณ์ทรวดทรง ปัจจุบันคนอเมริกันใช้จ่ายทางด้านปรับปรุงทรวดทรงและประทินโฉมรวมกันทั้งประเทศแล้วมากกว่าค่าใช้จ่ายทางด้านการศึกษาและบริการสังคมเสียอีก

ความอ้วนจึงไม่ใช่ปัญหาทางสรีระเท่านั้น หากยังเป็นปัญหาทางทัศนคติ การแก้ปัญหานี้ด้วยการพยายามจัดการกับร่างกายของตนจึงหาเพียงพอไม่ สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือการปรับทัศนคติของตนเองเพื่อไม่ให้หลงติดกับภาพ “มาตรฐาน” ซึ่งสื่อต่างๆ ได้เสกสรรค์ปั้นแต่งขึ้นมาเพื่อล่อให้เราหลงบริโภคมากขึ้น เราอาจมีกรรมวิธีมากมายที่ช่วยลดน้ำหนักได้ แต่ไม่มีเทคโนโลยีใดๆ จะช่วยเราในเรื่องการปรับทัศนคติ สติปัญญาของเราต่างหากที่จะเป็นที่พึ่งของเราได้อย่างแท้จริง

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved