หน้ารวมบทความ
   บทความ > ฉลาดซื้อ > บริโภคให้สังคมเข้มแข็ง
กลับหน้าแรก

บริโภคให้สังคมเข้มแข็ง
ตีพิมพ์ในหนังสือ"อยู่ย้อนยุค"
พระไพศาล วิสาโล

แบ่งปันบน facebook Share   

แม้คนเราต้องทำมาหากิน แต่เศรษฐกิจก็มิใช่ทั้งหมดของชีวิตเรา มีกิจกรรมอีกมากมายที่ต้องทำหรือข้องเกี่ยว เช่น เรียนหนังสือ เลี้ยงลูกหรือดูแลพ่อแม่ สังสรรค์กับมิตรสหาย ร่วมเทศกาลงานบุญ ช่วยเหลืองานส่วนรวม ฯลฯ กิจกรรมทางสังคมเหล่านี้อาจไม่ช่วยให้เงินในกระเป๋าของเรามีมากขึ้นก็จริง แต่ก็เป็นสิ่งที่ชีวิตเราขาดไม่ได้

บ่อยครั้งที่กิจกรรมเหล่านี้ทำให้ชีวิตของเรามีความหมายเพราะได้ทำสิ่งที่มีคุณค่าและให้ความเต็มอิ่มในจิตใจ ความสุขเช่นนี้เมื่อเกิดขึ้นแล้วมักมิได้จำกัดซุกซ่อนอยู่กับคนใดคนหนึ่งหากยังแผ่ออกไปยังคนรอบข้างให้ได้รับความสุขด้วย ถ้าคนที่รู้สึกเช่นนี้มีมาก ทั้งชุมขนก็พลอยเป็นสุขด้วย ดังนั้นในแทบทุกชุมชน กิจกรรมทางสังคมจึงมีความสำคัญเพราะช่วยผูกใจให้ผู้คนมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน

หลายชุมชนได้ทำให้กิจกรรมเหล่านี้มีความหมายมากขึ้น ด้วยการทำให้เป็นประเพณีพิธีกรรมหรือสร้างค่านิยมขึ้นมาเพื่อให้คนพึงใจในการปฏิบัติ ขณะเดียวกันก็อาศัยกิจกรรมเหล่านี้เป็นตัวถ่ายทอดคุณค่าที่จะช่วยให้ชุมชนดำเนินไปได้ด้วยดี เช่นความเอื้อเฟื้อต่อกัน ความกตัญญูต่อพ่อแม่ ความใฝ่บุญกุศล ความเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม ความรักหมู่คณะ เป็นต้น การผนวกคุณค่าเหล่านี้ไปในกิจกรรมต่างๆ ยังช่วยให้ผู้ปฏิบัติรู้สึกว่าตนได้ทำสิ่งที่มีความหมายในเวลาเดียวกัน

ในอดีตจวบจนเมื่อไม่นานมานี้ คุณค่าดังกล่าวมิได้จำกัดอยู่เฉพาะในกิจกรรมทางสังคมเท่านั้นหากยังครอบคลุมไปถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจอีกด้วย เวลาชาวบ้านจะถางป่าทำไร่ก็นึกถึงกฎเกณฑ์ประเพณีของชุมชน ขืนทำ “ผิดผี” เข้า ไม่เฉพาะตนเองเท่านั้นแต่ทั้งหมู่บ้านจะเดือดร้อนไปด้วย เมื่อจะเก็บหาของป่า ก็ต้องเผื่อให้คนอื่นด้วย ถ้าจะยิงสัตว์ ก็ต้องเว้นตัวเมียและลูก เพราะคิดถึงบาปบุญคุณโทษ แม้กระทั่งเวลาหาบข้าวไปแลกกับเกลือ อันเป็นการแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจขั้นพื้นฐานก่อนที่การซื้อขายจะแพร่หลาย ชาวบ้านก็ไม่ได้คิดจะตักจะตวงเพื่อให้ตนได้กำไรมากๆ หากแต่คำนึงว่าให้ข้าวเท่าไรอีกฝ่ายจึงจะพอ จะเอาปลาแห้งเท่าไรถึงจะพอกิน และไม่ทำให้อีกฝ่ายลำบาก เพราะฉะนั้นการที่จะตวงของโดยคิดเป็นเงินหรือเทียบราคาตลาด จึงไม่ได้อยู่ในความคิดของชาวบ้าน การแลกเปลี่ยนสิ่งของโดยคำนึงถึงประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย หรือคำนึงถึงความเป็นญาติมิตร ยิ่งกว่ากำไร–ขาดทุน ยังถือปฏิบัติอยู่ในชุมชนชนบทหลายแห่งทุกวันนี้แม้ตลาดหรือการซื้อขายจะแพร่ไปนานแล้วก็ตาม

ถ้าเปรียบความสัมพันธ์ทางสังคมและเศรษฐกิจเหมือนกับพรมแดนที่แยกกัน ก็กล่าวได้ว่าในอดีตพรมแดนในสังคมได้ล้ำเข้าไปในพรมแดนทางเศรษฐกิจ กล่าวคือกิจกรรมทางเศรษฐกิจจะมีคุณค่าทางสังคมเป็นตัวนำ โดยคุณค่าทางเศรษฐกิจ(เช่น กำไร) เป็นปัจจัยรอง หรืออย่างน้อยก็ไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ชี้ขาด ในสังคมเดิมหลายแห่ง พ่อค้าเป็นชนชั้นที่ไม่ได้รับการยอมรับมากนัก ในอินเดีย วรรณะแพศย์ถูกจัดให้ต่ำกว่าวรรณะพราหมณ์และกษัตริย์ ในญี่ปุ่นชนชั้นซามูไรมีศักดิ์ศรีเหนือกว่าพ่อค้ามาก ส่วนในยุโรปอาชีพเรียกเก็บดอกเบี้ยถือเป็นอาชีพที่น่ารังเกียจซึ่งเหมาะกับชาวยิวเท่านั้น กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือเศรษฐกิจถูกสังคมควบคุมกำกับทั้งในนามธรรม(คุณค่า) และรูปธรรม(อาชีพ)

แต่สภาพปัจจุบันกลับตรงกันข้าม เศรษฐกิจกลายเป็นเรื่องหลัก สังคมกลับกลายเป็นรอง ผู้คนแทบไม่มีเวลาสังสรรค์กับเพื่อนบ้านเพราะต้องวุ่นอยู่กับการทำมาหากิน เพียงแค่เอาใจใส่ลูกหลานหรือพ่อแม่ ก็ทำไม่ได้แล้ว ชุมชนละแวกบ้านไม่มีความหมาย สิ่งสำคัญกว่าคือบริษัทและเครือข่ายธุรกิจ ความสัมพันธ์กับญาติพี่น้องหรือแม้แต่พ่อแม่ ไม่ใช่ความผูกพันเอื้ออาทรอีกต่อไป แต่มีผลประโยชน์มาเกี่ยวข้อง แม้กระทั่งความสัมพันธ์ระหว่างพระกับฆราวาส ก็มิใช่เรื่องบุญกุศลหรือการเกื้อกูลอีกต่อไป พระหวังเงินบริจาคจากญาติโยม ส่วนชาวบ้านก็หวังโชคลาภจากพระ การเอาใจใส่ดูแลซึ่งกันและกันให้สอดคล้องกับหลักธรรมแทบจะกลายเป็นอดีตไปแล้ว

เงินกลายเป็นแกนกลางของทุกอย่าง วัฒนธรรมและประเพณีกลายเป็นสินค้าเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว งานศพงานแต่งงานมิใช่เป็นโอกาสที่ผู้คนมาเอื้อเฟื้อต่อกัน หากแต่เป็นช่องทางในการแสวงหาผลประโยชน์ จะทำอะไรให้ใครต้องดูว่าได้รับผลประโยชน์ตอบแทนอย่างไรบ้าง ส่วนประโยชน์จะเกิดขึ้นกับตนหรือไม่เพียงใด มิใช่เรื่องที่ต้องนำพา ธรรมชาติแวดล้อมกลายเป็นปัจจัยรองรับเศรษฐกิจ น้ำจะเน่า อากาศจะเป็นพิษก็ไม่เป็นไร ขอให้ผลผลิตขยายตัวและกำไรเพิ่มขึ้น เป็นใช้ได้ ความสำเร็จในชีวิตอยู่ที่ทรัพย์สินฉันใด เข็มมุ่งของประเทศก็อยู่ที่การขยายตัวทางเศรษฐกิจฉันนั้น ถ้าผู้คนจะพลัดพรากจากครอบครัวไปตกระกำลำบากในตะวันออกกลาง ในโรงงานนรก หรือแม้แต่ซ่องโสเภณีก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายเกินไปนักถ้าหากช่วยให้เศรษฐกิจขยายตัวเร็วขึ้น สิ่งที่มีความหมายสำหรับชีวิตและชุมชนเช่นความสัมพันธ์แน่นแฟ้นในครอบครัว ความเอื้ออาทรต่อกัน ศาสนาและหลักธรรม ธรรมชาติที่เกื้อกูลต่อชีวิต ถ้าต้องเสียไปเพื่อแลกกับความเจริญมั่งคั่งของประเทศ ก็ไม่เป็นไร

กล่าวโดยสรุป เวลานี้เศรษฐกิจได้ครอบงำสังคมอย่างเต็มที่สิ่งที่สำคัญถือว่าเป็นคุณค่าไม่ว่ารูปธรรมหรือนามธรรม ถูกดึงและถูกบงการเพื่อสนองความเติบใหญ่ของเศรษฐกิจอย่างไม่รู้จักพอ แม้แต่ที่สิ่งที่เป็นเครื่องมือของสังคมเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สุขแก่ผู้คนและชุมชน เช่นการศึกษา ก็ถูกเศรษฐกิจเข้ามายึดกุม จนกลายเป็นแค่เพียงกลไกผลิตแรงงานให้แก่ภาคเศรษฐกิจต่าง ๆ โดยเฉพาะภาคธุรกิจเอกชนเท่านั้น ผลก็คือในขณะที่เศรษฐกิจโตเอาๆ แต่สังคมกลับเล็กลีบลง บรรษัทเอกชนเติบใหญ่จนอิทธิพลครอบคลุมทั่วโลก แต่สังคมกลับถูกรุมเร้าด้วยปัญหานานาชนิดไม่ว่าปัญหาอาชญากรรมยาเสพติด โรคจิตโรคประสาท ครอบครัวแตกสลาย มลภาวะรุนแรง ความขัดแย้งระหว่างผิวสีและวัฒนธรรม และล่าสุดก็คือการระบาดของโรคเอดส์

ตราบใดที่คุณค่าทางเศรษฐกิจยังเป็นใหญ่เหนือคุณค่าทางสังคม สิ่งที่เพิ่มพูนคือเงินตรา(ซึ่งกำลังเป็นแค่ตัวเลขที่ไม่สัมพันธ์กับความจริง) แต่คุณภาพชีวิตกลับเลวลง แม้ความสามารถในการหาสิ่งปรนเปรอตนจะเพิ่มมากขึ้น แต่ความสามารถในการมีความสุขกลับลดลง เพราะชีวิตว่างเปล่าและเหนื่อยอ่อนลงทุกที ขณะที่ความสัมพันธ์กับผู้อื่นมีแต่ความตึงเครียด และธรรมชาติรอบตัว มีแต่จะบีบคั้นกัดกร่อนตนเอง ถ้าเห็นเงินเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตเสียแล้ว ในที่สุดชีวิตก็อับจน จนแม้กระทั่งความสุขที่ยั่งยืนสำหรับตนเองก็หาได้นำพาไม่ ต่อเมื่อมีเงินเป็นแรงจูงใจเท่านั้นถึงจะหันมาใส่ใจตัวเอง

ในสหรัฐอเมริกาผู้คนเป็นอันมากปล่อยปละละเลยตนเองถึงขั้นว่า หน่วยงานการกุศลบางแห่งยอมจ่ายเงินให้แก่นักศึกษาหญิงเป็นวันเพื่อน “จ้าง” เธอไม่ให้ท้อง ทั้งนี้เพื่อแก้ปัญหาวัยรุ่นตั้งครรภ์ก่อนแต่งงาน ส่วนอีกแห่งก็มีเงินให้กับวัยรุ่นที่ตั้งท้องถ้าหากมาหาหมอเป็นประจำสำหรับคนที่เป็นแม่ตั้งแต่วัยรุ่นก็จะมีเงินให้เป็นรางวัล ถ้าหากเธอยอมไปโรงเรียนอย่างสม่ำเสมอจนกระทั่งเรียนจบ เพื่อว่าจะได้มีงานทำเป็นหลักแหล่งและสามารถเลี้ยงลูกให้เติบโตได้ โบสถ์บางแห่งไปไกลถึงขั้นให้เงินแก่สมาชิกใหม่ที่มาร่วมมิซซาและฟังเทศน์

ชีวิตจะเป็นสุข สังคมจะเข้มแข็งเมื่อเราหันกลับมาฟื้นฟูคุณค่าทางสังคมให้กลับมาเป็นใหญ่เหนือคุณค่าทางเศรษฐกิจ กำไร-ขาดทุนไม่ควรเป็นปัจจัยชี้ขาด กระทั่งกลายเป็นเกณฑ์วัดความสำเร็จหรือล้มเหลวในทุกเรื่อง จะคิดทำอะไรก็มิได้เอาเงินเป็นตัวตั้งว่าตนจะได้รับหรือเสียเท่าไร หากคำนึงถึงประโยชน์ที่จะเกิดแก่คุณภาพชีวิตเป็นสำคัญ เช่น สุขภาพ ความสุขทางใจ ความสัมพันธ์ในครอบครัว มิตรภาพ ตลอดไปจนถึงสันติสุขในสังคมและธรรมชาติ แทนที่ทั้งชีวิตจะหมดไปกับการทำมาหากินอย่างไม่รู้จักพอ ควรมีเวลาให้กับการเอื้ออาทรผู้อื่น ดูแลใส่ใจผู้ที่ร่วมชีวิตกับตน และขยายวงออกไปจนถึงสังคมวงกว้าง ขณะเดียวกันก็มีโอกาสได้ชื่นชมกับธรรมชาติและสัมผัสกับความสุขลึกซึ้งในทางจิตวิญญาณด้วย

นอกจากการมีเวลาให้กับชีวิตและกิจกรรมทางสังคมมากขึ้นแล้ว แม้แต่กิจกรรมทางเศรษฐกิจก็ควรคำนึงถึงคุณค่าทางสังคมด้วย มิใช่คิดแต่กำไร-ขาดทุนหรือผลตอบแทนเป็นตัวเงินเท่านั้น ถ้าเราเป็นผู้ผลิตก็ควรคำนึงด้วยว่าสินเค้าและบริการของเรามีส่วนในการทำลายวัฒนธรรมสังคมอันดีงามของสังคมหรือไม่ และเป็นพิษเป็นภัยต่อสิ่งแวดล้อมเพียงใด ถ้าถือเอาคุณค่าทางสังคมเป็นใหญ่เหนือคุณค่าทางเศรษฐกิจ การโฆษณาผลิตภัณฑ์โดยการปลูกฝังทัศนคติว่าความหมายของชีวิตอยู่ที่การบริโภค ย่อมเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงแม้จะทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นก็ตาม และถ้าโรงงานก่อให้เกิดน้ำเน่าอากาศเป็นพิษก็ย่อมปรับปรุงกระบวนการผลิต แม้จะทำให้กำไรลดลงก็ตาม

เราๆ ท่านๆ คงมีไม่กี่คนที่จะเป็นเจ้าของโรงงาน แต่เกือบทุกคนก็มีอาชีพการงาน เราจึงสามารถช่วยให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจดังกล่าวมีคุณค่าในทางสังคมได้ ด้วยการทำให้งานนั้นมีความหมายมากกว่าการหาเงินเลี้ยงชีพ หากยังมีส่วนในการเกื้อกูลสังคมได้ด้วย ถ้าเป็นพ่อค้าก็ควรส่งเสริมผลิตภัณฑ์ปลอดสารเคมีมากขึ้น ถ้าทำงานโฆษณา ก็พึงฝากค่านิยมอันดีงามไว้ในผลงาน ส่วนพนักงานบริษัทเอกชนก็ยังช่วยสังคมได้ เช่นการส่งเสริมการประหยัดพลังงานและการลดใช้กระดาษในสำนักงาน ทั้งนี้ยังไม่ต้องพูดถึงการเก็บรวบรวมเงินช่วยเหลือองค์กรการกุศล อันที่จริงแล้ว แค่การทำงานให้มีความสุข อาศัยงานเป็นเครื่องเสริมสร้างมิตรภาพยิ่งกว่าที่คิดจะตักตวงเงินทอง ก็เป็นการฟื้นฟูคุณค่าทางสังคมให้อยู่เหนือคุณค่าทางเศรษฐกิจแล้ว

แต่ถึงเราจะยังไม่มีอาชีพการงาน อย่างน้อยเราทุกคนก็เป็นผู้บริโภคด้วยกันทั้งนั้น เพียงแค่เราเลือกว่าจะซื้ออะไร ก็มีความหมายแล้ว ถ้าเราไม่เอาคุณค่าทางเศรษฐกิจเป็นหลัก หากพิจารณาคุณค่าทางสังคมเป็นสำคัญ เราจะมีส่วนช่วยให้สังคมเข้มแข็งได้มาก การไม่เอาคุณค่าทางเศรษฐกิจเป็นหลัก หมายความว่าเมื่อจะซื้อสินค้าสักชิ้นหนึ่งเราไม่ได้ดูที่ราคาเท่านั้นว่าถูกหรือแพงหากยังพิจารณาต่อไปอีกว่า สินค้าชิ้นนั้นมีส่วนในการทำลายสิ่งแวดล้อมหรือไม่ ผู้ผลิตเอาเปรียบคนงานหรือก่อปัญหาแก่ชุมชนรอบโรงงานหรือไม่ การโฆษณาสินค้าเป็นไปอย่างถูกทำนองคลองธรรมหรือไม่ เป็นต้น การซื้อสินค้าด้วยดุลยพินิจ เช่นนี้ แม้อาจจะทำให้เราควักเงินเพิ่มขึ้น แต่เงินที่จ่ายไปนั้นจะมีเสียงดังกว่าแต่ก่อน เพราะมันได้ประกาศให้ผู้ผลิตทั้งหลายรู้ว่า เขาต้องคำนึงถึงสังคมด้วย จะคิดเอาแต่กำไรหรือเพิ่มยอดขายอย่างเดียวหาได้ไม่ เงินแต่ละบาทที่จ่ายไปจะไม่ได้สร้างความร่ำรวยแก่ผู้ผลิตเป็นสำคัญ หากยังจะมีส่วนเสริมสร้างสังคมให้เข้มแข็งและแวดล้อมด้วยธรรมชาติที่น่าอยู่ ถึงที่สุดหากผู้ผลิตไม่สนที่จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลง การที่เราพร้อมใจไม่ซื้อสินค้าของเขา จะทำให้เขาหันมาฟังเราไม่ช้าก็เร็ว

ในฐานะผู้บริโภค เรามีพลังมากกว่าที่คิด ในสายตาของผู้ผลิต เรามีพลังในการซื้อ แต่เหนือกว่านั้น เรายังมีพลังในการฟื้นฟูและเสริมสร้างสังคม เงินของเราแต่ละบาทมีส่วนอย่างมากในการชี้นำกำหนดว่าสังคมของเราควรไปในทิศทางใด จะมุ่งไปสู่ความเสื่อมโทรมอ่อนแอหรือเติบโตไพบูลย์เกื้อกูลทั้งชีวิตและธรรมชาติ

ช่วยทำเงินของเราเป็นประดุจคะแนนเสียงเพื่อแสดงประชามติว่า ถึงเวลาแล้วที่สังคมต้องมาก่อนเศรษฐกิจ

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved