หน้ารวมบทความ
   บทความ > ฉลาดซื้อ > เสียของ – ของเสีย
กลับหน้าแรก

เสียของ – ของเสีย
ตีพิมพ์ในหนังสือ"อยู่ย้อนยุค"
พระไพศาล วิสาโล

แบ่งปันบน facebook Share   

เมืองไทยสมัยก่อน วัดวาอารามมีให้เห็นทุกมุมเมือง แต่เวลานี้ไม่ว่าจะอยู่จุดไหนของเมืองสิ่งที่เห็นจนเจนตา ย่อมได้แก่ศูนย์การค้าอย่างไม่ต้องสงสัย มิใช่แต่กรุงเทพฯ เท่านั้นที่ศูนย์การค้าได้กลายเป็นตัวกำหนดภูมิทัศน์ของเมืองไปแล้ว แม้เมืองใหญ่น้อยทั้งหลายในอีก ๗๕ จังหวัดก็เห็นจะขาดสิ่งนี้เสียไม่ได้แล้ว แม้บางเมืองจะไม่มีกำลังสร้างอาคารทันสมัยหรือตึกสูงหลายชั้นติดแอร์เย็นฉ่ำ แต่ก็ต้องหาทางเนรมิตตึกแถวในตลาดให้กลายเป็นศูนย์การค้าให้ได้ โดยเรียกอย่างโก้หรูว่า “อาเขต” เพื่อไม่ให้น้อยหน้าที่อื่น

พร้อมๆ กับศูนย์การค้า ร้านค้าอย่างใหม่ก็กำลังไล่ตามมาในรูปร้านมินิมาร์ท เชนสโตร์ แม้แต่ร้านชำก็เปลี่ยนรูปแปลงโฉมให้เป็นคอนวีเนียนท์สโตร์ เสียจนทั่วกรุง แต่นอกจากร้านค้าแล้ว มีใครเคยนึกไหมว่าร้านอาหารก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่มีอยู่เกลื่อนเมือง จนกระทั่งเวลานี้แม้แต่ในหมู่บ้านหลายแห่งก็เปิดร้านอาหารกันแล้วทั้งๆ ที่มีคนอยู่ไม่ถึงร้อยครัวเรือน กรุงเทพฯ เมื่อ ๒๐ ปีก่อน ตลาดโต้รุ่งมีไม่กี่แห่ง แต่ปัจจุบันอย่าว่าแต่กรุงเทพฯ เลย มีมุมไหนของหัวเมืองใดบ้างที่ปลอดร้านอาหารโต้รุ่ง

มักพูดกันว่าคนไทยนั้นไม่ค่อยจริงจังกับอะไรเท่าไร ข้อนี้เห็นจะต้องเถียง เพราะอย่างน้อยก็มีอย่างหนึ่งที่คนไทยเอาจริงเอาจังอย่างยิ่ง นั่นคือการกินและจับจ่ายใช้สอย แม้จะดึกดื่นเพียงใดเราก็ยังแบกสังขารไปร้านอาหารหรือเสพสุรากันได้ ด้วยเหตุนี้จึงเป็นธรรมดาอยู่เองที่คนต่างชาติเวลามาเมืองไทยย่อมอดสะดุดใจไม่ได้ที่คนไทยช่างมีความสุขกับการกินและการช็อปปิ้งเหลือเกิน

ไม่ว่าคณะกรรมการเอกลักษณ์ไทยจะมีทัศนะอย่างไร แต่ถึงวันนี้เห็นจะต้องยอมรับว่าการใฝ่เสพใฝ่บริโภคได้กลายเป็นลักษณะประจำชาติไทยไปแล้ว กระนั้นก็ตามเอกลักษณ์ดังกล่าวหาใช่นิสัยที่สืบทอดกันมาแต่โบราณอย่างที่มักเข้าใจกันไม่ เมื่อนิโคลาส์แชรแวสมาเมืองไทยในสมัยพระนารายณ์เขาประทับใจอย่างมากกับความสมถะของคนไทย ดังได้บันทึกว่า “ไม่มีชนชาติใดที่จะบริโภคอาหารอดออมเท่าคนสยาม สามัญชนดื่มแค่น้ำเท่านั้น แล้วก็กินข้าวหุง ผลไม้ ปลาแห้งเล็กน้อย แล้วยังกินไม่ค่อยจะอิ่มท้องเสียด้วย ชนชั้นสูงก็มิได้บริโภคดีไปกว่านี้ ทั้งที่สามารถจะซื้อหามาบริโภคได้ตามปรารถนา”

ชาวตะวันตกคนอื่นๆ ก็มีความเห็นทำนองเดียวกัน การที่คนไทยมัธยัสถ์เช่นนั้นมิใช่เพราะอาหารมีน้อย แท้ที่จริงกลับตรงข้าม แชรแวสบรรยายว่า “ปลานั้นชุกชุมมากเหลือเกิน จับชั่วโมงหนึ่งพอกินได้ไปหลายวัน” แต่แล้วคนไทยกลับพอใจที่จะกินปลาแห้งและปลาร้ายิ่งกว่าปลาสดทั้งๆ ที่หาได้ง่ายมาก ความข้อนี้สอดคล้องกับบันทึกของลาลูแบร์ซึ่งเป็นคนร่วมสมัยกับแชรแวส “แม่น้ำลำคลองก็อุดมสมบูรณ์ไปด้วยปลา ส่วนใหญ่เป็นปลาไหลตัวงามๆ แต่ชาวสยามไม่สู้จะนิยมบริโภคปลาสดกันนัก” บาทหลวงเดอชัวซีย์ ซึ่งมาเจริญทางพระราชไมตรีสมัยพระนายราณ์ก็กล่าวเช่นเดียวกันว่า “(ปลา)มีอยู่เป็นอันมากในแม่น้ำ เวลาลงอาบน้ำมักว่ายมาชนแข้งชนขาเรา นี่เป็นความจริงอย่างยิ่งทีเดียว”

นอกจากปลาแล้ว สัตว์ชนิดอื่นก็มีอยู่มาก แต่คนไทยก็หาได้ไล่ล่ามาเป็นอาหารไม่ ดัง
ลาลูแบร์บันทึกว่า “ในกรุงสยาม มีสัตว์ป่าที่จะเป็นอาหารอยู่เป็นอันมากและสัตว์เลี้ยงที่เป็นอาหารได้ก็มีอยู่มาก เช่น วัว ควาย เป็ด ไก่และนก แต่ชาวสยามไม่นิยมบริโภคเนื้อสัตว์อื่นใดนอกจากปลา” แม้หลังจากนั้นถึง ๒๐๐ ปี ในสมัยพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว คาร์ล ซิมเมอร์แมนก็ประสบพบเห็นสิ่งเดียวกัน ภายหลังการสำรวจสภาพชนบทกว่า ๓๐ จังหวัดในเวลา ๑ ปี เขาตั้งข้อสังเกตว่า “แม้ในที่ต่างๆ มีอาหารหลายอย่างบริบูรณ์ หรือในที่ซึ่งชาวจีนฆ่าสัตว์ขาย ราษฎรก็ไม่สู้นิยมอาหารเนื้อนัก และยังคงใช้ข้าวเป็นอาหารประจำวันตามเคย โดยมากเป็ดไก่และเนื้อสดบริโภคกันเฉพาะวันหยุดงานและในเวลาทำบุญเท่านั้น”

คนสมัยนี้มักเข้าใจว่าความประหยัดมัธยัสถ์นั้นเป็นคุณค่าที่เกิดจากความจำเป็นบีบบังคับ เช่นอาหารมีน้อย ทรัพยากรขาดแคลน เป็นเพราะทุกวันนี้ฝนฟ้าแปรปรวน สิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม ขยะกำลังจะล้นเมือง เราจึงหันมาเรียกร้องให้ช่วยกันประหยัดน้ำไม่ใช้ไฟอย่างฟุ่มเฟือย และลดการใช้ถุงพลาสติก แต่สำหรับคนสมัยก่อนความประหยัดมัธยัสถ์เป็นคุณธรรมโดยตัวมันเอง แม้ปลาจะมีอยู่มากมาย ลงไปหว่านแหเมื่อไร ก็ได้ปลามากินเมื่อนั้น แต่เขาก็กินเท่าที่จำเป็นและใช้ประโยชน์จากทุกอย่างที่หามาได้ ด้วยเหตุนี้ปลาที่จับมาได้ ถ้ากินไม่หมดก็ไม่ทิ้งให้เสียของ หากเอามาหมักหรือตากแห้งไว้กินต่อ จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่คนแต่ก่อนจะกินปลาแห้งหมักมากกว่าปลาสด

สมัยก่อนไม้ในป่ามีอยู่มากมายมหาศาล แต่บ้านของคนไทยส่วนใหญ่ก็เป็นแค่เรือนฝากระดาน หรือเรือนขัดแตะมุงหลังคาจาก มิได้สร้างอย่างใหญ่โตด้วยได้แผ่นหนาและเสาต้นอวบ โดยที่ไม้แต่ละต้นที่ตัดมาก็ใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่าทุกส่วน เช่นเดียวกับสัตว์ป่าหากล่ามาได้ แม้แต่กระดูกก็ไม่ทิ้งให้เสียเปล่า ทั้งๆ ที่ป่าเกลื่อนกล่นไปด้วยสัตว์นานาชนิด เวลาเข้าป่าหาหน่อไม้และสมุนไพร ก็ตัดแต่พอกินพอใช้เท่านั้น

นิสัยการบริโภคของคนไทยแต่ก่อนนับว่าผิดจากสมัยนี้แทบจะสิ้นเชิง อะไรที่มีมากหาได้ง่ายก็ตักตวงมาใช้อย่างสุรุ่ยสุร่ายแทบจะล้างผลาญกันเลยทีเดียว ป่าจึงหมดอย่างรวดเร็ว สัตว์นานาชนิดจึงสูญพันธุ์ ปลาที่ถูกทิ้งลงทะเลเพราะเอาไปขายไม่ได้ ใครรู้ว่าบ้างว่าปีหนึ่งๆ รวมกันแล้วมีกี่พันกี่หมื่นตัน ขณะเดียวกันน้ำก็เน่าขึ้นเรื่อยๆ ส่วนกระดาษและถุงพลาสติกก็กลายเป็นขยะเกลื่อนเมือง แม้แต่ในชนบทการบริโภคอย่างฟุ่มเฟือยก็กำลังระบาดเข้าไปอย่างรวดเร็ว เศษไม้ตามหัวไร่ปลายนาและในป่าถูกทิ้งเกลื่อนกลาด เพราะสนใจแต่ตัวเสาและขื่อคาไม้กระดานเท่านั้น

น่าศึกษาว่าคนไทยเริ่มตีตัวหนีห่างจากความประหยัดมัธยัสถ์ตั้งแต่เมื่อไร ในหนังสือเรื่อง เศรษฐกิจหมู่บ้านไทยในอดีต ฉัตรทิพย์ นาถสุภาชี้ว่า ตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ หรือเมื่อร้อยปีที่แล้ว ก็เริ่มพบแล้วว่าคนไทยในภาคกลาง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวนาใช้เงินมือเติมขึ้น เงินที่หาได้จากการขายข้าวนอกจากจะหมดไปการกับซื้อเสื้อผ้าและอาหาร เช่น ปลาทูเค็ม ปูเค็ม หมากพลู ยาสูบ พริก หอม กระเทียมแล้ว ยังใช้ไปกับการจัดงานบวชอย่างใหญ่โต รวมทั้งงานแต่งงาน ขนาดต้องล้มวัวล้มควาย(ผลที่ตามมาคือสูญเสียที่ดินมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากเป็นหนี้สิน) โดยที่เราต้องไม่ลืมว่าก่อนหน้านั้นขึ้นไป ชาวบ้านล้วนทอผ้าหรือจับปลากินเองรวมถึงการปลูกพืชสวนครัวเองด้วย เช่นเดียวกับที่ไม่นิยมกินเนื้อสัตว์ใหญ่กันเท่าไรนัก ส่วนหนึ่งก็เพราะสำนึกในเรื่องบาปบุญยังมีอิทธิพลอยู่มาก

ที่ชาวบ้านใช้เงินมือเติบนี้ เข้าใจว่าเป็นเพราะเพิ่งมีเงินเป็นกอบเป็นกำนั่นเอง และที่เงินสะพัดเข้าไปในหมู่บ้านได้ก็เป็นผลจากการขยายตัวของเศรษฐกิจระบบตลาด ตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ เป็นต้นมา ชาวนาในภาคกลางก็เปลี่ยนจากการปลูกข้าวไว้กินเอง มาเป็นการปลูกข้าวเพื่อขาย การทอผ้าเริ่มลดลงเช่นเดียวกับการปลูกพืชรอง ชาวบ้านต้องพึ่งตลาดมากขึ้นสำหรับสิ่งของที่จำเป็นแก่การยังชีพ จึงนับเป็นครั้งแรกในประวัติสาสตร์ที่ชาวบ้านได้กลายเป็น “ผู้บริโภค”

ในเศรษฐกิจระบบตลาด เงินตราคืออำนาจ แต่ก็ดังที่ลอร์ดแอกตัน นักประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษได้กล่าวไว้ “อำนาจมักทำให้เสื่อมถอย” เงินตราที่ได้มา ได้กัดกร่อนนิสัยประหยัดมัธยัสถ์ในหมู่คนไทยลงไปเรื่อยๆ อำนาจในการจับจ่ายซื้อหาสินค้าถูกใช้อย่างพร่ำเพรื่อและไม่รู้ประมาณ ความสุขจากการบริโภคได้กลายเป็นสิ่งเสพติด มิหนำซ้ำคุณค่าแห่งความสันโดษยังถูกทำลายอย่างเป็นระบบในสมัยจอมพลสฤษดิ์(พระทั่วประเทศถึงกับถูกกำชับไม่ให้สอนคุณธรรมข้อนี้ ด้วยถือว่าขัดขวางการพัฒนา) ผลก็คือคนไทยในยุคนี้ได้กลายเป็นนักช็อปปิ้งหรือ“เซียมตือ” (หมูสยาม) ซึ่งลือชื่อไปทั่วโลก

จะว่าไปแล้ว วัฒนธรรมบริโภคนิยมมาระบาดอย่างจริงจังในเมืองไทยก็ระยะ ๓๐ ปีที่ผ่านมานี้เองเห็นจะได้ คนที่มีอายุ ๓๐-๔๐ ปีขึ้นไปเมื่อตอนเด็กๆ อาจจะคุ้นกับคำสอนของพ่อแม่ว่าให้กินข้าวเกลี้ยงจาน หาไม่จะ ”เสียของ” สิ่งของต่างๆ แม้แต่น้ำประปา เราถูกสอนให้ใช่เท่าที่จำเป็นเพื่อไม่ให้เสียของ คำว่า “เสียของ” ได้กลายเป็นคำที่เด็กแต่ก่อนคุ้นเคยเป็นอย่างดี แต่เดี๋ยวนี้คำๆ นี้แทบจะเลือนหายไปแล้วจากชีวิตสมัยใหม่ จึงไม่น่าแปลกใจที่ปัจจุบัน “ของเสีย” จึงเกิดขึ้นมากมายจนกลายเป็นปัญหาไปทั่ว

ปัญหาของเสียและมลภาวะทั้งหลายไม่อาจจะแก้ได้เลย หากเราไม่สำนึกเรื่อง “เสียของ” ในด้านหนึ่งสำนึกดังกล่าวหมายถึงการบริโภคอย่างประหยัดมัธยัสถ์รู้จักประมาณเพื่อไม่ให้มีส่วนเกินส่วนเหลือโดยใช่เหตุ แต่อีกด้านหนึ่งหมายถึงการใช้ประโยชน์จากสิ่งต่างๆ อย่างคุ้มค่า สิ่งที่หมดประโยชน์ใช้สอยในด้านหนึ่งมักมีประโยชน์ในอีกด้านหนึ่งเสมอ กระดาษที่ใช้แล้วทั้งสองด้านแม้จะเอามาขีดเขียนไม่ได้อีก ก็ยังสามารถนำมาประดิษฐ์เป็นของใช้และเครื่องประดับได้มากมาย น้ำล้างจานมิใช่ของไร้ค่า เพราะสามารถรดน้ำต้นไม้ได้ ในสมัยพุทธกาล เมื่อพระอานนท์ได้รับจีวรผืนใหม่มา จีวรผืนเดิมที่เก่าคร่ำคร่า ก็มิได้ทิ้ง หากทำเป็นผ้าห่มส่วนผ้าห่มผืนเดิมก็เปลี่ยนเป็นผ้านุ่ง ขณะที่ผ้านุ่งผืนเก่าแปรสภาพเป็นผ้าปูนอน เช่นเดียวกับผ้าปูนอนผืนเดิม ทำเป็นผ้าปูพื้นและผ้าปูพื้นผืนเดิมถูกใช้เป็นผ้าเช็ดเท้า และแม้แต่ผ้าเช็ดเท้าผืนเดิมที่ทำอะไรแทบไม่ได้แล้ว ก็ยังมีประโยชน์โดยเอามาสับแล้วผสมกับดินเหนียวทาเป็นผนังกุฏิได้อีก โดยนัยนี้จึงไม่มีของเสียแม้แต่น้อย เพราะทุกอย่างถูกใช้อย่างไม่ให้เสียของ ไม่เกินไปเลยที่จะกล่าวว่าไม่มีสิ่งที่เรียกว่าของเสียในสังคมที่รู้จักมัธยัสถ์ใฝ่สันโดษ

จริงอยู่สมัยก่อนจีวรเป็นของหายาก จึงต้องใช้อย่างมัธยัสถ์ที่สุด แต่นั่นก็มิได้หมายความว่าเมื่อคนยุคนี้สามารถผลิตผ้าได้มากมาย เราจึงสมควรใช้อย่างฟุ่มเฟือย ถ้าเห็นด้วยกับตรรกะนี้ ก็สมควรส่งเสริมให้พระฉันอาหารได้หลายมื้อเหมือนกับโยมเพราะสมัยนี้เราสามารถผลิตอาหารได้มากมายก่ายกองอย่างที่ไม่เคยมีในสมัยพุทธกาล แท้ที่จริงความสันโดษเรียบง่ายนั้นมีคุณค่าในตัวมันเอง เพราะนอกจากจะเอื้อให้มนุษย์ได้ใช้ศักยภาพที่มีอยู่อย่างจำกัด เพื่อความเจริญงอกงามในทางจิตใจแล้ว ยังอำนวยให้บุคคลได้บำเพ็ญประโยชน์แก่ผู้อื่นอย่างเต็มกำลังความสามารถอีกทั้งยังส่งเสริมให้มีความสัมพันธ์อย่างบรรสานสอดคล้องกับธรรมชาติ ยิ่งกว่าที่จะเบียดเบียนเพื่อปรนเปรอความสุขทางกายอย่างหาความพอดีไม่ได้

ความก้าวหน้าของยุคสมัยไม่น่าจะวัดกันที่สมรรถนะในการผลิตสินค้าอาหารและบริการเท่านั้น หากควรดูที่ความสามารถในการเข้าถึงประโยชน์ของสิ่งต่างๆ มากที่สุดโดยใช้ทรัพยากรน้อยที่สุด ต่อเมื่อคนยุคนี้สามารถแปรสารพิษจากควันโรงงานต่างๆ เช่น ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ มาใช้ให้เป็นประโยชน์ แทนที่จะปล่อยทิ้งให้กลายเป็นมลพิษในอากาศ เราจึงจะบอกได้ว่ายุคนี้ก้าวหน้ากว่ายุคก่อนในทางเทคโนโลยี นิมิตดีก็ตรงที่เวลานี้สิ่งที่เคยเป็นของเสียจากโรงงาน สามารถหมุนเวียนมาเป็นประโยชน์ได้ใหม่ ทั้งนี้เป็นผลมาจากพัฒนาการในทางเทคโนโลยีนานาประเภท อย่างไนก็ตามความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดขึ้นเพราะความจำเป็นทางด้านเศรษฐกิจและแรงกดดันจากรัฐรวมทั้งผู้บริโภค พัฒนาการขั้นต่อไปก็คือการผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงด้วยสำนึกในความประหยัด มัธยัสถ์และสันโดษ

แต่สำนึกดังกล่าวจะมีอิทธิพลต่อระบบการผลิตได้ ก็ต่อเมื่อสังคมยอมให้สำนึกเช่นนี้หยั่งรากลึก จุดเริ่มจึงอยู่ที่ประชาชน แม้จะปฏิเสธความเป็นผู้บริโภคได้ยาก แต่การเป็นผู้บริโภคที่ดี ก็มิได้หมายความว่า นิยมซื้อหาแต่สินค้าปลอดสารพิษ ที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และไม่ใช้สัตว์เป็นเครื่องทดลองเท่านั้น หากน่าจะไปถึงขั้นที่รู้จักประมาณ คือบริโภคเท่าที่จำเป็น รู้จักสันโดษคือพึงพอใจในสิ่งที่ตนมี มิใช่คอยแสวงหาความสุขจากการซื้อและการเสพเท่านั้น บ่อยครั้งการไม่ซื้ออะไรเลยนั้นสามารถช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมได้ดีกว่าการเลือกซื้อสินค้าสีเขียวเสียอีก ใช่แต่เท่านั้นการรู้จักใช้สิ่งต่างๆ อย่างคุ้มค่าไม่ให้เสียของ ยังช่วยให้คุณภาพชีวิตของเราดีขึ้นอีกโสตหนึ่งด้วยโดยไม่สิ้นเปลืองเงินทองแต่อย่างใด

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved