หน้ารวมบทความ
   บทความ > ฉลาดซื้อ > กรรมของผู้บริโภค
กลับหน้าแรก

กรรมของผู้บริโภค
ตีพิมพ์ในหนังสือ"อยู่ย้อนยุค"
พระไพศาล วิสาโล

แบ่งปันบน facebook Share   

ถึงคุณจะไม่เชื่อเรื่องกรรม แต่อย่างน้อยก็คงมีสักครั้งหนึ่งที่คุณอดรำพึงกับตนเองไม่ได้ว่า เกิดมาเป็นคนไทยยุคนี้ช่างมีกรรมเสียเหลือเกิน เมืองไทยนั้นอุดมสมบูรณ์ก็จริงอยู่ แต่อาหารที่สะอาดปลอดภัยไว้ใจได้ กลับหายากอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะหยิบอะไรใส่ปาก ก็ไม่มีวันแน่ใจได้เลยว่าจะปลอดพ้นจากสารพิษหรือไม่ เวลามีการสำรวจสารตกค้างในอาหาร เดาได้เลยว่า ๘๐-๙๐ เปอร์เซ็นต์ของตัวอย่างที่ตรวจจะต้องพบสารพิษตกค้าง แม้แต่ข้าวสารก็ไม่เว้น อันตรายของพืชผักผลไม้ในตลาดเมืองไทยมีมากเพียงใด ก็ดูได้จากข้อเท็จจริงที่ว่า เดี๋ยวนี้ชาวสวนเป็นอันมากไม่ยอมกินพืชผลที่ตนเองปลูก ไม่ว่าจะเป็นกะหล่ำปลีบนดอยสูงในเชียงใหม่ หรือแตงโมที่นครปฐม ล้วนปลูกเพื่อขายถ่ายเดียวส่วนผลจะตกอยู่กับผู้ซื้อเพียงใด ใครบ้างจะนำพา

เจอแบบนี้ชั่วนาตาปี หากใครจะบอกให้ปลงก็คงปลงไม่ได้ ถ้าเช่นนั้นก็ต้องหาคนผิด แน่นอนว่าจำเลยรายแรกที่เราหมายตาไว้ก็คือ ผู้ผลิต ส่วนจำเลยที่สองก็คือ รัฐบาลนั่นเอง ขั้นตอนต่อไปก็คือเรียกร้องให้รัฐบาลเข้มงวดกวดขันกับผู้ผลิต หากกฎหมายยังไม่รัดกุมก็ต้องแก้ไขให้มีบทลงโทษหนักๆ พร้อมกับกำหนดค่ามาตรฐานให้แน่ชัดเพื่อสินค้าจะได้มีความปลอดภัยมากขึ้น

สมมติว่าวันดีคืนดีรัฐบาลเกิดแข็งขันขึ้นมาเป็นเดือดเป็นร้อนแทนเราจริงๆ และทำตามข้อเรียกร้องข้างต้นโดยไม่มีลูบหนักปะจมูกใดๆ เลย(ขอย้ำว่านี่เป็นเรื่องสมมติ ซึ่งแปลว่าไม่ใช่เรื่องจริงและคงเป็นจริงได้ไม่ง่ายนัก) นี้ย่อมเป็นข่าวดีสำหรับเราอย่างแน่นอน แต่ข่าวร้ายก็คือ ในที่สุดอาหารเปื้อนสารพิษก็คงจะยังเกลื่อนตลาดเหมือนเดิม กฎหมายหรืออาญาสิทธิ์ของรัฐมิใช่แก้วสารพัดนึกที่จะแก้ปัญหาได้ทุกเรื่อง หากทำได้เช่นนั้นจริงระบอบคอมมิวนิสต์ก็จะไม่มีวันล่มสลาย และสหภาพโซเวียตก็คงยังไม่แตกเป็นเสี่ยงๆ อย่างที่ได้เห็นกันอยู่

จริงอยู่ใครๆ ก็ไม่อยากมีเรื่องมีราวกับตำรวจ แต่ถ้าคุณเป็นชาวสวนซึ่งเป็นหนี้สินรุมเร้า คุณคงไม่มีทางเลือกนอกจากต้องเร่งผลผลิตเพื่อเอาไปขายใช้หนี้ นั่นหมายความว่านอกจากจะต้องระดมใส่ปุ๋ยและฮอร์โมนแล้ว ยังต้องรีบเก็บรีบขนผลผลิตไปตลาดทั้งๆ ที่ยากำจัดศัตรูพืชยังไม่ทันสลายตัว อันที่จริงสารเคมีเหล่านี้ คุณอาจจะรู้ด้วยซ้ำว่า มันไม่เพียงแต่จะเป็นภัยต่อสุขภาพ หากยังเป็นโทษต่อสภาพแวดล้อม ทำให้ดินเสื่อมคุณภาพ และมีแมลงศัตรูพืชมากขึ้นเพราะธรรมชาติเสียสมดุล ผลผลิตจึงมีแต่จะลดลงไปเรื่อยๆ เพราะเหตุนี้เอง คุณจึงต้องพึ่งปุ๋ยและยาฆ่าแมลงมากขึ้น เพื่อให้มาทำงานทดแทนธรรมชาติ แม้จะชั่วคราวก็ยังดี จะมีสักกี่คนที่คำนึงถึงผลระยะยาว ตราบใดที่ยังไม่แน่ใจว่าตนเองจะอยู่รอดในวันนี้วันพรุ่งนี้หรือไม่ ยิ่งไปกว่านั้น สำหรับคนที่ไม่มีทุนรอนและร้อนเงิน การปลูกพืชโดยใช้สารเคมีอาจเป็นทางเดียวที่ช่วยให้คุณสามารถหาเงินมาคืนนายทุนหรือธกส.(ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร) ได้ทันเวลา

ความจำเป็นทางการเงินเป็นเหตุผลส่วนหนึ่งเท่านั้น ยังมีปัจจัยทางสังคมอีกมากหลายที่บังคับให้ชาวนาชาวสวนต้องหันไปหาสารเคมี เวลานี้ชนบทหลายแห่งขาดแคลนกำลังคน จนถึงขั้นต้องไปขนคนจากหมู่บ้านไกลๆ เพื่อมาเก็บเกี่ยวผลผลิต แน่ล่ะในกรณีเช่นนี้ค่าจ้างจะต้องสูงพอ ส่วนค่าขนส่งก็ต้องจ่ายอีกต่างหาก แต่บางครั้งทั้งๆ ที่สร้างแรงจูงใจถึงเพียงนั้นก็ยังหาคนได้ยาก ดังนั้นเมื่อถึงคราวจะต้องกำจัดวัชพืช แทนที่จะเสียเวลาตามหาคนมาถางหญ้า ชาวไร่ชาวสวนเป็นอันมากก็หันไปใช้ยากำจัดศัตรูพืชเสียให้รู้แล้วรู้รอดไป บางทียังจะทุ่นเงินอีกด้วยซ้ำ

ทางสายตรงแม้จะสั้น แต่เมื่อรกชัฏเสียแล้ว ใครต่อใครหันไปใช้ทางอ้อมเพราะราบเรียบกว่า การเกษตรแบบไร้สารเคมีนั้นเป็นของประเสริฐ แต่การที่ชาวนาชาวสวนไม่เลือก คงไม่ใช่เพราะเขาไม่เห็นประโยชน์ หากเลือกได้เขาคงเลือกเกษตรกรรมอินทรีย์เป็นอันดับแรก ดังที่หลายคนก็เลือกวิธีการนี้เวลาจะปลูกไว้กินเอง แต่เมื่อถึงคราวจะต้องปลูกขาย มีเหตุปัจจัยมากมายดังกล่าวแล้วที่ทั้งบังคับทั้งชักจูงให้เขาต้องพึ่งสารเคมีที่ร้ายแรง การจะสรุปว่าเป็นเพราะความโลภและความเลวของเกษตรกร ชีวิตของเราจึงไม่ปลอดภัยนั้น เห็นจะไม่ถูกต้องเสียทีเดียวนัก คนดีๆ หรือคนที่มีความโลภพอประมาณไม่ต่างจากเราๆ ท่านๆ หากเลือกที่จะปลูกพืชผักขาย ในที่สุดก็คงจะหลีกสารเคมีเหล่านี้ไม่พ้น

จะว่านี่เป็นกรรมของเราในฐานะผู้บริโภคก็ย่อมได้ แต่กรรมในที่นี้มิได้หมายถึงคราวเคราะห์หรือวิบากกรรมที่ซ้ำเติมชีวิต หากแต่หมายถึงกรรมที่เป็นการกระทำของเราเอง เมื่อมองไปอย่างถึงที่สุดแล้ว ปัจจัยหรือเงื่อนไขทางสังคมที่กำหนดให้ผู้ผลิตทั้งหลายต้องตกอยู่ในสภาพ “ฆาตกรผ่อนส่ง” นั้น เราทุกคนล้วนมีส่วนส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดมีขึ้นทั้งสิ้น เวลาเราหลงใหลได้ปลื้มกับการที่ประเทศไทยกำลังจะเป็นนิกส์ เรารู้หรือไม่ว่ากำลังเชียร์ให้รัฐบาลเร่งสนับสนุนภาคธุรกิจอุตสาหกรรมให้หนักมือขึ้นและปล่อยปละละเลยชาวนาชาวไร่ยิ่งกว่าเดิม จนเป็นหนี้สินกันทั้งประเทศ เวลาเราดีใจที่ตัวเลขการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยพุ่งพรวดเป็น ๑๐ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๑๒ เปอร์เซ็นต์ เราเคยมองต่อไปหรือไม่ว่ารายได้ที่เพิ่มขึ้นนี้ช่วยให้เกษตรกรสามารถลืมตาอ้าปากหรือไม่ และเขามีทางเลือกมากขึ้นเพียงใดในการผลิตพืชผลด้วยวิธีการที่ต่างไปจากเดิมซึ่งรวมถึงการไม่ใช้สารเคมี เมื่อเราสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างที่เป็นอยู่ เราตระหนักหรือไม่ว่า กำลังส่งเสริมให้ชนบทล่มสลายและสนับสนุนให้ผู้คนต้องอพยพมาทำงานในเมือง จนแรงงานขาดแคลนในชนบท ในสภาพเช่นนี้ใครที่คิดจะทำการเกษตรปลอดสารเคมี คงต้องคิดหนัก เว้นเสียแต่ว่าสามารถหาแรงงานมาช่วยได้ แต่นั่นก็อาจจะหมายถึงต้นทุนที่สูงขึ้น คำถามก็คือผู้บริโภคยินดีจ่ายเงินเพิ่มขึ้นหรือไม่

ตรงนี้เองก็เป็นกรรมของเราอีกเช่นกัน เพราะผู้บริโภคส่วนใหญ่ต้องการของถูก เมื่อเป็นเช่นนี้ก็เท่ากับว่า เรากำลังสนับสนุนให้เกษตรกรใช้สารเคมีเนื่องจากเป็นหนทางที่จะได้ผลผลิต “ราคาถูก” ความจริงแล้วเกษตรแบบสารเคมี ไม่มีวันที่จะผลิตพืชผักราคาถูกได้เลยหากว่าเอาต้นทุนทางสังคมและสภาพแวดล้อมที่เสียไปมาคำนวณด้วย ในขณะที่การเกษตรปลอดสารเคมี แม้จะมีสภาพต้นทุนด้านแรงงานมากกว่า แต่ต้นทุนทางสังคมและสภาพแวดล้อมกลับน้อยกว่ามาก กระนั้นก็ตาม เมื่อผู้บริโภคให้ความสำคัญกับตัวเงินมากกว่าก็ยากที่อาหารปลอดสารเคมีจะแย่งชิงพื้นที่ในตลาดได้ ดังนั้นการที่ตลาดบ้านเรามีอาหารธรรมชาติน้อยมาก จึงต้องโทษผู้บริโภคคือเราทุกคนด้วย

เวลาเราชี้นิ้วกล่าวโทษใคร เราต้องไม่ลืมว่าอีกสามนิ้วกำลังชี้กลับมาที่ตัวเรา สินค้าในตลาดนั้นไม่ได้ถูกกำหนดโดยผู้ผลิตฝ่ายเดียว ดังนั้นหากมีสินค้าเลวๆ อยู่เต็มตลาด นั่นก็เพราะว่าตลาดต้องการสินค้าเช่นนั้นด้วย เป็นเพราะเราต้องการพืชผักสวยๆ ชาวสวนจึงไม่รีรอที่จะใช้สารเคมีนานาชนิดเพื่อให้ผลผลิตออกมาน่ากิน เป็นเพราะเรายอมไม่ได้ที่ข้าวสารจะมีราคาแพง จึงเท่ากับว่าเราเห็นดีเห็นงามกับการที่รัฐบาลกดราคาข้าว ผลก็คือชาวนาจำต้องปลูกข้าวแบบเอาปริมาณเข้าว่า ยิ่งกว่าที่จะเน้นคุณภาพ

สรรพสิ่งล้วนเชื่อมโยงสัมพันธ์กันตามหลักอิทัปปัจจยตาไม่มีอะไรที่เกิดขึ้นลอยๆ หรือเป็นไปด้วยตัวมันเองล้วนๆ ในทางการเมือง มีคำกล่าวว่าราษฎรเป็นอย่างไรรัฐบาลก็เป็นอย่างนั้นหากได้ผู้ปกครองที่เลวร้าย ต้นตอก็อยู่ที่ประชาชนนั่นเอง ฉันใดก็ฉันนั้น คุณภาพของผู้ผลิตก็ย่อมเป็นผลสะท้อนมาจากคุณภาพของผู้บริโภค ด้วยเหตุนี้การแก้ปัญหาคุณภาพสินค้าจึงมิได้อยู่ที่การเข้มงวดกวดขันกับผู้ผลิตอย่างเดียว หากยังขึ้นอยู่กับการพัฒนาตัวผู้บริโภคเองด้วย

คุณภาพของตัวเราเองในฐานะผู้บริโภคจึงเป็นสิ่งสำคัญ และบางทีจะสำคัญยิ่งกว่าผู้ผลิตเสียด้วยซ้ำ คุณภาพของผู้บริโภคมิได้หมายถึงการมีความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าที่ตนจับจ่ายใช้สอยเท่านั้น หากจะต้องมองให้เห็นปัญหาอย่างเชื่อมโยงกับปัจจัยแวดล้อม จนประจักษ์แก่ใจว่าเราเองก็มีส่วนทำ “กรรมร่วม” คือร่วมกันสร้างเงื่อนไขในสังคมซึ่งก่อผลเสียแก่ตัวเราเองในท้ายที่สุด ยิ่งสามารถมองจนเลยพ้นคุณค่าอันฉาบฉวยและคำนึงถึงผลประโยชน์อันยาวไกลไปได้มากเพียงใด สิ่งที่สะท้อนกลับคืนมาก็จะเป็นคุณประโยชน์แก่เรามากเพียงนั้น

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved