หน้ารวมบทความ
   บทความ > ฉลาดซื้อ > ตามรอยความฟุ่มเฟือย
กลับหน้าแรก

ตามรอยความฟุ่มเฟือย
(“อยู่ย้อนยุค” ใน ฉลาดซื้อ ฉบับที่ ๑๕)
พระไพศาล วิสาโล

แบ่งปันบน facebook Share   

คนไทยจับจ่ายใช้สอยกันหนักขึ้นทุกทีจนนายกฯ บรรหารเป็นห่วง เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมามีจดหมายจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเวียนไปถึงรัฐมนตรีทุกกระทรวงโดยคำสั่งของนายกรัฐมนตรี ปรารภถึงข้อมูลจากหนังสือพิมพ์ฝรั่งฉบับหนึ่งว่าคนไทยกำลังติดอันดับโลกในด้านความฟุ่มเฟือยโดยมีตัวเลขระบุว่าคนไทยซื้อรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์มากเป็นที่ ๒ ในเอเชียรองจากญี่ปุ่น ทั้งๆที่รายได้ต่อหัวโดยเฉลี่ยของคนไทยมีไม่ถึงร้อยละ ๗ ของรายได้คนญี่ปุ่น นอกจากนั้นคนไทยยังจับจ่ายใช้สอยด้วยบัตรเครดิตโดยเฉลี่ยมีปริมาณสูงกว่าคนสิงคโปร์และเกาหลีใต้ แม้ว่ารายได้ของคนไทยจะต่ำกว่าทั้งสองประเทศมากก็ตาม

ดูเหมือนว่าจะเป็นประเพณีแล้วว่า ในที่สุดนายกรัฐมนตรีก็จะกำชับให้หน่วยงานราชการทุกกระทรวง ทบวง กรมลดการใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือย เพื่อส่งเสริมนโนบายประหยัด ในท้ายจดหมายดังกล่าว ยังระบุอีกด้วยว่าขอให้ระบบราชการเป็นตัวอย่างในการนิยมใช้ของไทย ต่อจากนั้นก็มีข่าวนายกรัฐมนตรีแจกเนคไทไหมไทยแก่รัฐมนตรีทุกคน นัยว่าเพื่อรณรงค์ใช้ของไทย แต่นโนบายนี้เห็นทีจะไม่เป็นผล เพราะไม่กี่วันหลังจากนั้นก็มีข่าวดังไปทั่วประเทศว่า อดีตรองนายกรัฐมนตรีผู้หนึ่งมอบรถเบนซ์ราคา ๖ ล้านแก่รองนายกรัฐมนตรีที่เคยร่วมคณะรัฐมนตรีเดียวกัน

อันที่จริงว่ากันโดยตัวเลข คนไทยซื้อรถเบนซ์น้อยกว่าคนอาฟริกาใต้ด้วยซ้ำ อีกทั้งจำนวน ๑๓,๔๓๙ คันที่ซื้อเมื่อปีที่แล้วก็ยังน้อยกว่าจำนวนรถอีกหลายยี่ห้อที่ขายดีอยู่ในเวลานี้ เทียบแล้วก็มีสัดส่วนไม่ถึงร้อยละ ๓ ของรถยนต์ทั้งหมดที่ซื้อขายกันเมื่อปีที่แล้ว ถึงอย่างไรก็ตามความฟุ่มเฟือยของคนไทยก็เป็นเรื่องจริงที่ปฏิเสธได้ยาก และกลายเป็นปัญหาเรื้อรังไปแล้ว การที่นักศึกษามหาวิทยาลัยสะพายกระเป๋าใบละ ๘๐,๐๐๐ บาท ขับรถคันละหลายแสนบาท ไม่ใช่เรื่องแปลกเลย เดี๋ยวนี้ สามารถพูดอย่างเต็มปากได้แล้วว่า นี้คือความเป็นไทยอย่างหนึ่ง

ความเป็นไทยแบบนี้นับว่าเป็นของใหม่เมื่อเทียบกับประวัติศาสตร์อันยาวนานของไทย ย้อนหลังไปไม่กี่สิบปีคนไทยยังมีกิตติศัพท์ในด้านการเป็นอยู่อย่างสมถะ ฝรั่งที่มาเยือนเมืองไทยไม่ว่าสมัยพระนารายณ์หรือสมัยรัชกาลที่ ๗ ล้วนบันทึกตรงกันว่าคนไทยกินอยู่อย่างง่ายๆ ทั้งๆที่บ้านเมืองอุดมสมบูรณ์ อย่างไรก็ตามที่น่าสนใจก็คือ คนไทยไม่ได้อยู่อย่างสมถะไปทั้งปีทั้งชาติ ฝรั่งเขียนตรงกันอีกเหมือนกันว่าถึงหน้าเทศกาล วันนักขัตฤกษ์ หรือมี “งาน” เมื่อไร คนไทยจะฉลองกันเต็มที่ มีอาหารกินกันอย่างฟุ่มเฟือย และที่ขาดไม่ได้คือดื่มเหล้าจนมากมาย แต่หมดงานสิ้นเทศกาลเมื่อไรก็กลับมาอยู่กันง่ายๆ มีข้าว ปลา กับผักเป็นหลัก เนื้อวัวเนื้อหมูนานครั้งถึงจะได้กิน ขณะที่ “เครื่องดื่ม” มีเพียงอย่างเดียวคือน้ำ
น่าคิดว่าทั้งๆที่คนไทยมีนิสัยรักสนุกแต่เหตุใดจึงไม่ฟุ่มเฟือยเหมือนในปัจจุบัน ความเชื่อทางด้านศาสนาและประเพณีท้องถิ่นย่อมมีส่วนอยู่มาก แต่คงไม่ใช่สาเหตุเดียว เงื่อนไขทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมคงมีส่วนอยู่ไม่น้อย พูดง่ายๆคือการที่คนไทยแต่ก่อนอยู่กันอย่างสมถะ สาเหตุส่วนหนึ่งก็เพราะทรัพยากรที่เป็น “ส่วนเกิน” นั้นมีน้อย จริงอยู่ธรรมชาติแวดล้อมในอดีตนั้นอุดมสมบูรณ์อย่างยิ่ง แต่วิถีการผลิตของคนสมัยก่อนเป็นการผลิตแบบยังชีพ นั่นคือผลิตแค่พอกินไม่ได้ผลิตจนล้นเกินความต้องการ สมัยก่อนไม่ค่อยมีการค้าขายจึงไม่รู้จะผลิตมากๆไปทำไม สาเหตุสำคัญอีกประการก็คือการผลิตส่วนใหญ่ต้องทำด้วยตนเองและต้องทำกับมือด้วยเพราะเทคโนโลยีเป็นแบบพื้นๆ ลงคนเราต้องทำอะไรด้วยตนเองแล้ว ก็มักจะทำเท่าที่จำเป็นคือเท่าที่ตัวเองต้องการบริโภคและในทางกลับกัน ในเมื่อมีเงื่อนไขว่า ถ้าต้องการอะไรก็ต้องทำด้วยตนเองแล้ว ผู้คนก็ย่อมจำกัดความต้องการของตนให้เหลือเท่าที่จำเป็น ดอลสตอยเคยกล่าวว่า “ใครก็ตามหากจำเป็นต้องต่อเก้าอี้ด้วยตนเอง ในที่สุดก็จะพบว่า นั่งกับพื้นนั้นแหละดีแล้ว”

วิถีการผลิตเช่นนี้ทำให้คนไทยไม่มีสิทธิฟุ่มเฟือยได้มากนัก ถ้ากินทิ้งกินขว้าง ก็หมายความว่าต้องทำนาหนักขึ้น หาไม่ข้าวก็จะหมดยุ้งก่อนข้าวรุ่นใหม่จะมา ถ้าอยากมีเสื้อผ้าหลายๆชุด ก็ต้องยอมเหนื่อยกับการทอผ้า ถึงอยากจะเมาทุกวี่ทุกวัน ก็ติดขัดเพราะต้องเก็บข้าวไว้กินก่อน จะกู้ยืมเงินใครมาเสพสุขก็ทำได้ยากเพราะนายทุนเงินกู้มีน้อย มิหนำซ้ำการเป็นหนี้เป็นสินใครก็ไม่ใช่ของดี ในยุคที่ผู้คนผลิตเพียงแค่พอกินพอใช้ การเป็นหนี้สินย่อมหมายความว่า ถ้าไม่ขี้เกียจ (ผลิตน้อยกว่าที่ต้องการ) ก็ต้องเป็นคนมือเติบหรือฟุ่มเฟือย (ต้องการมากกว่าที่ผลิตได้)

วิถีชีวิตดังกล่าวเริ่มเปลี่ยนแปลงเมื่อเศรษฐกิจแบบเงินตราเข้ามา หลังจากที่คนไทยผลิตข้าวเพื่อขายมากขึ้น สิ่งที่ตามมาก็คือแบบแผนการบริโภคได้เปลี่ยนไป นอกจากซื้อเสื้อผ้ากันมากขึ้นแล้ว อาหารการกินก็ยกระดับสูงขึ้น และที่เห็นได้ชัดคืองานเลี้ยงงานฉลอง เช่นงานทำบุญ บวชลูก แต่งงานลูก ทำกันใหญ่โต ขนาดล้มวัวล้มควาย จนเป็นหนี้เป็นสินกันแพร่หลาย ในภาคกลางสภาพดังกล่าวเห็นได้ชัดเมื่อ ๗๐ ปีที่แล้ว อันเป็นระยะเดียวกับที่นายทุนเงินกู้ ซึ่งเป็นชาวจีนส่วนใหญ่ แพร่เข้าไปในท้องถิ่น เมื่อเงินหาง่ายขึ้นอุปสรรคกีดขวางการบริโภคของคนไทยก็พังทลายลง ผู้คนสามารถหาสิ่งมาปรนเปรอความต้องการของตนได้โดยไม่ต้องลงไม้ลงมือทำด้วยตนเอง แม้ว่านั่นอาจหมายถึงการสูญเสียที่ดินของตนไปในที่สุดก็ตาม

ตกมาถึงปัจจุบัน เงื่อนไขทางเศรษฐกิจยิ่งอุดหนุนจุนเจือความรักสนุกของคนไทยให้เบ่งบานอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน แถมคนไทยยังสามารถรักสบายได้อีกต่างหาก เพราะเงินหาได้ง่ายขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก อยู่เฉยๆก็อาจได้เงินมาเป็นล้านๆเพราะขายที่ดินหรือขายหุ้นได้ (ยังไม่ต้องพูดถึงเงินกู้หรือสินเชื่อแบบต่างๆที่หาได้ง่ายรวมทั้งในรูปบัตรเครดิต ซึ่งคนไทยใช้กันชนิดติดอันดับโลก) ขณะเดียวกันสภาพเศรษฐกิจที่โตเอาๆก็ทำให้รายได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว การที่เมืองไทยมีเศรษฐีหมื่นล้านหลายคนในชั่วเวลาไม่ถึงสิบปีนอกจากจะแสดงถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วแล้ว ยังบ่งชี้ถึงความผิดพลาดในการกระจายรายได้ที่ทำให้เงินจำนวนมหาศาลไหลเทไปยังคนจำนวนเพียงหยิบมือเท่านั้น เงินที่ได้มาอย่างง่ายดายโดยแรงหนุนจากระบบเศรษฐกิจเช่นนี้ (รวมถึงรายได้จากเศรษฐกิจนอกระบบเช่น การพนัน ตลอดจนการคอรัปชั่นซึ่งระบาดไปทั่วทุกหัวระแหง) ทำให้ไม่น่าแปลกใจเลยว่า ในชั่วเวลาไม่ถึง ๖ ปี จำนวนคนไทยที่ไปท่องเที่ยวในต่างประเทศเพิ่มเป็นเกือบ ๕ เท่า จำนวนคนไทยที่ไปท่องเที่ยวในต่างประเทศเพิ่มเป็นเกือบ ๕ เท่า คือจาก ๓๘๓,๐๐๐ คนเป็น ๑,๘๒๐,๐๐๐ คนโดยหมดเงินไปกับสิ่งของฟุ่มเฟือยในต่างแดนถึง ๒๗,๕๐๐๐ ล้านบาทในเพียงปีเดียว ส่วนเงินที่ควักไปให้กับของฟุ่มเฟือยในประเทศรวมทั้งเพื่อการบันเทิงเริงรมย์ต่างๆนั้นคงจะมีมากกว่านี้กลายเท่า

นิสัยรักสนุกและชอบสบายน่าจะเป็นเหตุผลอธิบายได้ว่า เหตุใดคนไทยจึงไม่ค่อยเก็บออมเงินเหมือนคนญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ หรืออาจจะรวมถึงมาเลเซียด้วย แต่สาเหตุนอกเหนือจากนั้นเชื่อว่าคงมีอีกมากที่สำคัญคือทัศนคตินิยมวัตถุ ซึ่งกำลังแพร่ระบาดไปทุกอณูของชีวิตคนไทย เริ่มตั้งแต่เด็กก็ถูกเลี้ยงดูด้วยการปรนเปรอวัตถุ เพราะพ่อแม่ไม่มีเวลาให้ลูก จึงคิดว่าวัตถุสิ่งของราคาแพงจะเป็นเครื่องแสดงความรักของตนได้ (หรือมิฉะนั้นก็เป็นอุปกรณ์ตัดความรำคาญ) เด็กที่กำลังเติบโตตามเมืองใหญ่ๆของไทยยามนี้ยากที่จะซาบซึ้งหรือเข้าใจความรักหรือคุณค่านามธรรมอื่นๆ เพราะถูกเลี้ยงดูด้วยวัตถุไม่ใช่ด้วยความรัก จึงเข้าใจไปว่าคุณค่าของคนอยู่ที่วัตถุและแสดงด้วยวัตถุเท่านั้น หากถามเยาวชนในปัจจุบันว่าอะไรบ้างที่ทำให้เขาอับอายคำตอบคือ ถ้าเป็นเด็กเล็กก็อายเพราะไม่มีสเกตบอร์ดหรือกระเป๋าเวิร์กช็อป ถ้าเป็นวัยรุ่นก็อายเพราะไม่มีวิทยุมือถือหรือกระเป๋าหลุยส์วิตตอง

ถ้าเป็นผู้ใหญ่ก็จะพบด้วยตัวเองในเวลาไม่นานว่าหากขับรถเบนซ์หรือรถหรูมีระดับแล้ว ก็จะเป็นเจ้าถนนได้ง่ายเพราะตำรวจจราจรจะไม่มากวนเลย และถ้าไปติดต่อธุระการงานที่ไหน ก็จะได้รับความเชื่อถือจากผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ฝรั่ง (ฉบับเดียวกับที่กล่าวมาแต่ต้น) เขียนเล่าว่า ที่ปรึกษาชาวต่างประเทศของธนาคารไทยแห่งหนึ่งเตรียมจะซื้อรถโตโยต้า ฮอนด้าหรือไม่ก็ซูซูกิด้วยซ้ำ ปรากฎว่าพอเจ้านายรู้เข้า ต้องรีบห้ามทันทีพร้อมกับเสนอให้ซื้อรถเบนซ์ “มิฉะนั้นภาพพจน์จะไม่ดีเอาเลย” เขากล่าว สองสามตัวอย่างที่กล่าวมาแสดงว่า ความฟุ่มเฟือยหรือการนิยมของหรูหรานั้น ไม่ใช่เป็นเรื่องของความอยากเสพอยากสนุก หรือหน้าตาล้วนๆ หากยังเป็นเรื่องของความอยู่รอดด้วย

การเอาตัวรอดในยามที่ต้องเจรจากับตำรวจหรือคู่ค้าทางธุรกิจนั้นเป็นเรื่องเข้าใจได้ แต่หากว่าในยามพบปะเพื่อนฝูง ผู้คนยังคิดถึงการเอาตัวรอด โดยการสร้างภาพลักษณ์ให้ดูดีด้วยของใช้ราคาแพงชนิดใหม่ล่าสุด นั่นเป็นเรื่องไม่ธรรมดาแล้ว ในทุกวงการแม้กระทั่งในหมู่เด็กและวัยรุ่น ภาพลักษณ์กำลังถูกสร้างขึ้นมาอย่างเอาเป็นเอาตายไม่หยุดหย่อน จะเพื่อเป็นกำแพงปกป้องตนเองไม่ให้ใครมาข่มขู่ดูถูกก็ดี เพื่อเชิดชูตนให้สูงเด่นก็ดี หรือเพื่อเป็นเครื่องมือแสวงผลประโยชน์จากผู้อื่นก็แล้วแต่ ย่อมแสดงว่าผู้คนเวลานี้กำลังมองคนอื่นเป็นคู่แข่งหรือไม่ก็เป็นเหยื่อ เท่ากับเป็นการบ่งบอกถึงสภาพอันเปราะของสังคมที่ปราศจากแรงยึดเหนี่ยวทางจิตใจ เช่นความรัก ความเอื้อเฟื้อเกื้อกูล กลุ่มชุมชน หรือสังคมใดก็ตามถ้าหากมีความแน่นแฟ้นกลมเกลียวกันแล้ว แม้ภาพลักษณ์ของแต่ละคนจะสำคัญ แต่ก็หาได้มีความสำคัญที่สุดไม่ เพราะมีสิ่งอื่นที่สำคัญกว่า นั่นคือมิตรภาพ ความเอื้ออาทร และการคำนึงถึงประโยชน์ของส่วนรวม ในสังคมเช่นนี้ทรัพย์สินไม่ได้มีไว้โชว์หรือแสดงตัวตนเหนือผู้อื่นเป็นสำคัญ หากแต่เป็นไปเพื่อเผื่อแผ่ส่วนรวม ในหมู่บ้านสมัยก่อน คนรวยได้รับการนับหน้าถือตา เพราะมีบ้านใหญ่ วัวควายเยอะ ก็หามิได้ หากแต่เป็นเพราะรู้จักสงเคราะห์เพื่อนบ้านต่างหาก

การแก้ปัญหาความฟุ่มเฟือยในสังคมไทย หากจะให้ได้ผลต้องมีหลายมิติ นอกจากการใช้มาตรการทางเศรษฐกิจ เช่น เพิ่มภาษีดอกเบี้ย ควบคุมการใช้จ่ายเงินของภาครัฐบาล หรือขึ้นภาษีสินค้าฟุ่มเฟือยแล้ว ยังมีมิติทางสังคมวัฒนธรรมเช่น การเลี้ยงดูเด็ก การเสริมสร้างแรงยึดเหนี่ยวในสังคมให้เข้มแข็ง เป็นต้น แม้แต่มาตรการทางกฎหมายหรือกระบวนการยุติธรรมก็สำคัญ เพราะตราบใดที่ตำรวจยังไม่กล้าแตะต้องคนขับรถเบนซ์ ขณะที่คนมีเงินสามารถหลุดคดีอุกฉกรรจ์ได้ง่าย ความฟุ่มเฟือยหรือการอวดมั่งอวดมีก็ย่อมเป็นวิธีเอาตัวรอดที่ดีที่สุดสำหรับสังคมตัวใครตัวมันอยู่นั่นเอง

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved