หน้ารวมบทความ
   บทความ > ฉลาดซื้อ > ปรับตน เปลี่ยนสังคม
กลับหน้าแรก

ปรับตน เปลี่ยนสังคม
(“อยู่ย้อนยุค” ใน ฉลาดซื้อ ฉบับที่ ๑๑)
พระไพศาล วิสาโล

แบ่งปันบน facebook Share   

“ลูกใครหว่า” พูดสั้นๆเพียงเท่านี้ บางคนอาจนึกไม่ออกว่ากำลังหมายถึงอะไร

แต่ถ้าแพลมออกมาว่า “พี่ขาอย่าทับหนู” หลายคนคงร้องอ๋อ

คนกรุงเทพฯ น้อยคนที่ไม่เคยเห็นป้ายรณรงค์แก้วิกฤตจราจร ที่ตั้งอยู่ริมถนนแทบทุกสายทั่วกรุงในช่วง ๒-๓ เดือนที่ผ่านมา ถ้อยคำสวิงสวาย และสีสันเด่นสะดุดตา ย่อมทำให้ป้ายเหล่านี้กลายเป็นจุดสนใจของผู้คนสมใจผู้จัดทำ แต่อันที่จริงแล้ว ถ้อยคำพาดหัวตัวใหญ่เหล่านี้ไม่ใช่หัวใจของป้ายดังกล่าว สาระสำคัญนั้นอยู่ที่เนื้อความในวงเล็บถัดลงมาซึ่งดูเป็นจริงเป็นจังด้วยภาษาการจราจร เช่น “ไม่หยุดตรงทางร่วมแยก” หรือ “ไม่เบียดแทรกช่องทาง” เป็นต้น และที่ทำให้ดูขึงขังดูน่าเชื่อถือยิ่งขึ้นก็คือการกำกับตัวเลขให้เห็นชัดว่า ถ้าทำตามข้อความในวงเล็บนั้นแล้ว จะช่วยแก้ปัญหารถติดไปได้ ๑๐ %

อ่านดูแล้ว ไม่ต้องไตร่ตรองอะไรมาก ก็น่าจะเห็นจริงตามนั้น เพราะทุกวันนี้ใครต่อใครก็ล้วนบ่นกันทั้งนั้นว่าคนไทยไม่มีวินัยในการใช้รถใช้ถนนเอาเสียเลย กรุงเทพฯไม่เพียงแต่เต็มไปด้วย “มนุษย์ปาด” เท่านั้น หากยังมี “ลูกช่างปีน” ให้เห็นมากมายตามรั้วบนเกาะกลางถนน ถ้าหากเราทำตามกฎจราจรกันอย่างจริงจังแล้ว จจราจรกรุงเทพฯจะดีขึ้นอีกเยอะ

แต่มีใครเคยตั้งคำถามไหมว่า ถ้าคนกรุงเทพฯ หันมาบำเพ็ญตนตามคำชี้แนะในป้ายรณรงค์เหล่านี้แล้ว จะแก้ปัญหาจราจรตามคำชี้ชวนดังกล่าวได้จริง ถ้าลองนับป้ายเหล่านี้ดู จะพบว่ามีอยู่ ๑๐ ชนิด แต่ละชนิดก็พูดถึงพฤติกรรม ๑๐ แบบที่ควรจะมีในการใช้รถใช้ถนน และยังบอกด้วยว่าพฤติกรรมแต่ละแบบนั้น หากทำได้จะลดปัญหาจราจรได้ ๑๐ % นั่นก็หมายความว่า ถ้าคนกรุงเทพฯทุกคนพร้อมใจกันมีวินัยในการใช้รถใช้ถนน โดยหันมาปฏิบัติตัว ๑๐ ประการดังกล่าว ก็จะแก้ปัญหาจราจรได้ ๑๐๐ % พูดอีกนัยหนึ่งก็คือถ้าทำได้ดังว่าจะไม่มีรถติดอีกเลยในกรุงเทพฯ

ฟังดูก็เพลินดี แต่ถ้าหยุดคิดสักหน่อย ก็คงอดสงสัยไม่ได้ จะเป็นไปได้หรือ ที่ตั้งคำถามเช่นนี้ มิใช่เพราะเห็นว่าเมืองที่ปลอดปัญหารถติดนั้นไม่มีในโลก เมืองที่ว่านั้นมีอยู่จริงและมีมาแล้ว แต่สำหรับกรณีกรุงเทพมหานครของเรานั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว จะโดยจงใจหรือไม่ได้จงใจก็ตาม ผู้จัดทำป้ายรณรงค์ดังกล่าวกำลังจะบอกเราว่าปัญหาจราจรในกรุงเทพฯนั้น มีสาเหตุมาจากการขาดวินัยในการใช้รถใช้ถนนโดยแท้ แต่ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงระบบขนส่งมวลชนก็ไม่ใช่สิ่งจำเป็น และหากจะรื้อโครงการรถไฟฟ้ามหานครทิ้งไป ก็คงไม่เสียหายอะไร เพียงแต่หันมาข้ามถนนตรงทางม้าลาย ไม่หยุดรถตามสัญญาณแยก ฯลฯ เรื่องปวดเศียรเวียนเกล้าสำหรับนักขับรถในกรุงเทพฯ ก็จะหมดไป แต่สามัญสำนึกบอกเราว่า เรื่องคงไม่ง่ายอย่างนั้น ตราบใดที่ยังมีรถยนต์เพิ่มขึ้นบนท้องถนนวันละเกือบ ๑,๕๐๐ คัน (ไม่นับรถจักรยานยนต์) ขณะที่ผิวถนนมีจำกัด ถึงแม้ทุกคนจะปฏิบัติตัวให้ดีเพียงใด ปัญหาจราจรก็ยังตามมาหลอกหลอนเราอยู่นั่นเอง

วินัยในการจราจรเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ข้อนี้ไม่มีใครเถียง แต่ปัญหาจราจรในกรุงเทพฯเป็นเรื่องที่ใหญ่และซับซ้อนเกินกว่าที่จะแก้ด้วยการปรับปรุงพฤติกรรมส่วนบุคคล โดยพื้นฐานแล้วนี้ปัญหาทางโครงสร้าง ซึ่งไม่เพียงแต่จะเกี่ยวพันกับการวางผังเมืองเท่านั้น หากยังเป็นผลจากระบบคมนาคม ที่ให้อภิสิทธิ์รถส่วนตัวอย่างเต็มที่ โดยไม่เปิดโอกาสให้ระบบขนส่งมวลชนได้เติบโต เป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนทั่วไป ทั้งยังกีดกันพาหนะอื่นๆ เช่น รถจักรยานหรือแม้แต่เรือ (ในขณะที่ประเทศอื่นหันไปใช้นโยบายตรงกันข้ามกันมากขึ้นแล้ว กล่าวคืออุดหนุนชนิดพาหนะอื่นๆ แต่เข้มงวดกับรถส่วนตัว เช่น ห้ามใช้รถเก๋งในตัวเมืองชั้นใน ขึ้นภาษีและค่าจอดรถ ควบคุมการนำเข้า) ยิ่งไปกว่านั้นปัญหาจราจรในกรุงเทพฯยังเชื่อมโยงกับนโยบายการพัฒนาประเทศที่รวบอำนาจและทรัพยากรเข้าสู่ศูนย์กลาง จนทำให้กรุงเทพฯขยายตัวอย่างเทอะทะและน่าเกลียด ตราบใดที่โครงสร้างแห่งปัญหาเหล่านี้ยังไม่ถูกแตะต้อง การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมส่วนบุคคลก็เพียงแต่ชะลอปัญหา ไม่ให้ลุกลามไปรวดเร็วเท่านั้นเอง

รถติดมิใช่เป็นปัญหาที่เพิ่งเกิด หากส่อเค้าแสดงอาการมาตั้งแต่ ๓๐ ปีก่อน แต่มิได้มีความพยายามที่จะแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง แม้ถนนจะถูกตัดเพิ่ม วงเวียนจะถูกทุบเพื่อเปลี่ยนเป็นสี่แยก คอมพิวเตอร์จะถูกนำมาใช้กับสัญญาณจราจร แต่ก็เป็นเพียงการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงในทางเทคนิคและปริมาณ ขณะที่ผังเมืองถูกขีดฆ่าตามอำนาจเงิน ไม่มีนักการเมืองคนใดกล้าท้าทายรถยนต์เพื่อประโยชน์สาธารณะ และกรุงเทพฯก็ยังถูกปล่อยให้โตเอาๆผลก็คือเดี๋ยวนี้เด็กๆต้องตื่นแต่ตี ๔ เพื่อเดินทางจากบางนาไปเรียนหนังสือที่บางรัก ครอบครัวรวมตัวกันไม่ติด เพราะแตกฉานซ่านเซ็นตั้งแต่เช้ามืด กว่าจะโผเผกลับบ้านก็ดึกดื่น ถ้าคำนวณเฉพาะความเสียหายทางเศรษฐกิจ เวลานี้เราสูญเสียไปถึง ๙๖,๐๐๐ บาทต่อปี นี้คือผลพวงของการปล่อยปัญหาให้หมักหมมนานกว่า ๓๐ ปี

ปัญหาจราจรแม้จะยังแก้ไม่ได้ในวันพรุ่งนี้ แต่ความทุกข์และความเสียหายจากปัญหานี้อย่างน้อยก็น่าจะมีคุณประโยชน์อยู่บ้าง ตรงที่กระตุ้นเตือนให้เห็นโทษของความประมาทและการขาดความมุ่งมั่นที่จะแก้ปัญหาขณะที่ยังมีโอกาสอยู่ ทุกวันนี้ปัญหาหนึ่งซึ่งกำลังซ้ำรอยปัญหาจราจรก็คือปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหานี้เริ่มแสดงอาการอย่างเด่นชัดเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ตอนนั้นป่ามีถึง ๓๐ % ของพื้นที่ทั้งประเทศ แต่ฝนแล้งน้ำท่วมก็เริ่มถี่ขึ้น และนับวันจะมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น ๒ ปีก่อนฝนแล้งกินอาณาบริเวณกว้างขวางอย่างไม่เคยมีมาก่อน มาปีที่แล้วน้ำก็เกิดท่วมอย่างรุนแรงเป็นประวัติการณ์ ขณะเดียวกันปัญหาน้ำเน่าก็หนักหนาสาหัสขึ้นเรื่อยๆ และลามไปถึงสายน้ำลำคลองในหัวเมืองไกลๆ จากเชียงใหม่ถึงนราธิวาส ส่วนเจ้าพระยานั้นกำลังจะวิกฤต ไล่ตามปัญหาจราจรในกรุงเทพฯอย่างกระชั้นชิด เพราะกลายเป็นทางระบายขยะไปแล้ว

ขยะกำลังเป็นปัญหาในทุกจังหวัดเพราะที่ฝังกลบหายากขึ้นเนื่องจากชุมชนขยายตัวทำให้ที่ดินราคาแพง ในเมืองใหญ่ๆมลพิษในอากาศกำลังเป็นเรื่องธรรมดา ในกรุงเทพฯ มีคนถึง ๑ ล้านคน (จากจำนวน ๘ ล้านคน) ที่ต้องพึ่งโรงพยาบาลของรัฐ เพราะโรคทางเดินหายใจ ๒๗ % ของเด็กกรุงเทพฯที่สำรวจมาพบว่ามีสารตะกั่วในเลือดสูงกว่ามาตรฐาน

ปัจจัยในการดำรงชีวิตของผู้คนกำลังเสื่อมคุณภาพ นอกจากน้ำและอากาศแล้ว ผืนดินก็เสื่อมโทรมลงไปทุกที ปัจจุบันมีพื้นที่ที่ไม่สามารถทำการเพาะปลูกได้ถึง ๑๐๐ ล้านไร่ หรือ ๓๑% ของพิ้นที่ทั้งประเทศ เนื่องจากสาเหตุนานัปการเช่น ดินเปรี้ยว หน้าดินถูกกัดเซาะ เพราะป่าถูกทำลายจนบัดนี้เหลือเพียง ๒๕% เท่านั้น ที่เรายังไม่รู้ก็คือมีพรรณพืชและสัตว์กี่ชนิดที่สูญพันธุ์ไปแล้วบ้าง และจะมีผลกระทบต่อห่วงโซ่ทางนิเวศวิทยาเพียงใด ทั้งในปัจจุบันและอนาคต

เช่นเดียวกับปัญหาจราจร ปัญหาสิ่งแวดล้อมดังกล่าวมิใช่เพิ่งเกิด หากส่อเค้าแสดงอาการมานานแล้ว แต่การแก้ไขก็ยังไล่ไม่ทันกับตัวปัญหาสักที แม้ประเทศไทยจะมีกฎหมายสิ่งแวดล้อม ซึ่งกล่าวอ้างกันว่าก้าวหน้ามากที่สุดในเอเชีย แต่หลังจากออกมาได้ ๓ ปีก็ยอมรับกันว่า ยังแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ได้มากเท่าไหร่ หลายคนชี้นิ้วไปยังเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า ยังไม่เข้มแข็งและขาดความรู้เกี่ยวกับกฎหมายฉบับนี้ จึงยังไม่กล้าดำเนินคดีกับผู้ทำลายสิ่งแวดล้อมซึ่งส่วนใหญ่เป็นเจ้าของโรงงานและธุรกิจขนาดใหญ่

เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงมีเสียงเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่รัฐเข้มงวดกวดขันโรงงานใหญ่ๆมากขึ้น ซึ่งก็สอดคล้องกับกระแสรณรงค์ให้ประชาชนช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อมเช่น ไม่ทิ้งขยะลงแม่น้ำลำคลอง หมั่นแยกขยะ หันมาใช้น้ำมันไร้สารตะกั่ว ตรวจสภาพรถยนต์อยู่เสมอ ไม่ลักลอบฆ่าสัตว์ป่าสงวน ไม่ใช้อวนที่มีความถี่เกินกว่ากฎหมายกำหนด หมั่นปลูกต้นไม้ปีละหลายๆต้น ฯลฯ

แต่ปัญหาสิ่งแวดล้อมก็เช่นเดียวกับปัญหาจราจร ตรงที่เป็นปัญหาในเชิงโครงสร้าง ลำพังการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมส่วนบุคคลดังว่า แม้จะทำกันอย่างแพร่หลายและทั่วถึง ก็ไม่สามารถทำให้สภาพแวดล้อมดีขึ้นได้อย่างแท้จริง ทั้งนี้ก็เพราะเหตุปัจจัยทางด้านโครงสร้างที่เป็นตัวการทำลายสิ่งแวดล้อม ยังดำรงคงอยู่อย่างมั่นคง ที่สำคัญก็คือโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ยังเน้นการเจริญเติบโตอย่างไม่มีขีดจำกัดและปราศจากการจำแนกแยกแยะ การถือความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นคุณค่าสูงสุดทำให้ป่าธรรมชาติถูกทำลาย เพื่อเปิดทางให้แก่สวนยูคาลิปตัส ซึ่งให้ผลตอบแทนเป็นตัวเงินได้มากกว่า และหากจะต้องให้น้ำท่วมป่าอุดม เพื่อสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้าให้แก่เมืองและโรงงาน ก็ไม่เห็นเสียหายอะไร แม้ปุ๋ยเคมีและยากำจัดศัตรูพืช จะทำให้ดินเสื่อมน้ำเป็นพิษ แต่ในเมื่อทำให้เศรษฐกิจเจริญเติบโตเร็วขึ้นก็สมควรสนับสนุน

ลำพังการถือเอาความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นสรณะสูงสุด ก็หนักพอแรงแล้ว แนวทางการสร้างความเจริญดังกล่าวยังเป็นตัวปัญหาอีกชั้นหนึ่ง การส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมและบริการยิ่งกว่าภาคเกษตรกรรมหมายถึงการสนับสนุนให้โรงงานและนิคมอุตสาหกรรมกระจายไปทั่วประเทศ ซึ่งในที่สุดก็คือ การกระจายมลพิษสู่ชนบท จนทำไร่ทำนากันไม่ได้ การกดราคาวัตถุดิบทางเกษตรกรรมเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมในประเทศยังหมายถึงการทำให้ชาวนาชาวไร่ยากจนลง จนต้องขายที่และไปบุกเบิกใหม่ในเขตป่า เป็นเหตุให้ป่าถูกทำลายลงอย่างรวดเร็ว (แต่ที่หลายคนนึกไม่ถึงก็คือรีสอร์ตและสนามกอล์ฟนั้นทำลายป่ามากกว่าการทำไร่เลื่อนลอยของชาวเขาเสียอีก)

เท่านั้นยังไม่พอ ครั้นเศรษฐกิจของประเทศเพิ่มพูนขึ้นแล้ว โภคทรัพย์เหล่านั้นยังถูกแบ่งอย่างไม่เป็นธรรม โดยไปกระจุกอยู่ที่คนกลุ่มน้อย ทำให้ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อ ๒๐ ปีก่อน ประชาชน ๑ ใน ๕ ของประเทศที่มีรายได้ต่ำสุดมีรายได้รวมกัน ๖% ของรายได้ทั้งประเทศ ขณะที่ประชาชนอีก ๑ ใน ๕ ที่มีรายได้สูงสุดมีทรัพย์สินรวมกัน ๔๙% (หรือมากเป็น ๘ เท่า) แต่ปัจจุบันรายได้ของประชาชนกลุ่มแรกรวมกันแล้วลดลงเหลือ ๓.๔% ขณะที่กลุ่มที่สองมีรายได้รวมเพิ่มขึ้นเป็น ๖๓% (มากเกือบ ๒๐เท่า) อำนาจทางเศรษฐกิจที่เพิ่มพูนขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้ประชาชนกลุ่มหลังสามารถเข้าไปครอบงำทรัพยากรธรรมชาติที่ประชาชนกลุ่มแรกเคยพึ่งพาอาศัย หรืออาจถึงกับแย่งชิงมาได้มากขึ้นซึ่งก็มักจะลงเอยด้วยการทำให้ทรัพยากรดังกล่าวหมดสิ้นไปอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นป่า น้ำ ดิน และปลา

โครงสร้างทางเศรษฐกิจเช่นนี้เป็นตัวการสำคัญทำให้สิ่งแวดล้อมเลวร้ายลงไปเรื่อยๆ การไม่ทิ้งขยะลงแหล่งน้ำก็ดี การไม่ไล่ล่าค้าสัตว์ป่าก็ดี การปลูกต้นไม้ให้ร่มครึ้มก็ดี แม้จะมีอานิสงส์มากและถึงจะทำทุกตัวคน แต่ก็ไม่สามารถฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมให้เป็นปกติได้ ชั้นแต่จะสกัดยับยั้งไม่ให้สิ่งแวดล้อมเลวร้ายลงกว่าเดิม ก็ทำได้ยากเสียแล้ว เพราะพลังในการทำลายล้างนั้นมีมากกว่า เว้นเสียแต่ว่าจะช่วยกันเปลี่ยนแปลงโครงสร้างดังกล่าวให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยติดยึดกับความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจน้อยลง และกระจายผลพวงของความเจริญเติบโตดังกล่าวให้ทั่วถึงและเป็นธรรม ซึ่งก็หมายความถึงการกระจายอำนาจทางการเมืองให้มากขึ้นด้วย

อันที่จริงการปรับปรุงพฤติกรรมส่วนบุคคล หากทำอย่างลึกซึ้งจนถึงขั้นเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคและหากทำกันอย่างแพร่หลายทั่วถึง ก็จะมีผลฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมอย่างขนานใหญ่ ปัจจุบันแนวทางการบริโภคที่ได้รับการกล่าวถึงอย่างมากก็คือ “การบริโภคสีเขียว” หรือการบริโภคโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม แต่ดูเหมือนว่า เวลาพูดถึงการบริโภคสีเขียว คนเป็นอันมากมักนึกถึงการซื้อสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่ไม่คุกคามต่อสิ่งแวดล้อม เช่น สเปรย์ที่ไม่ใช้สารซีเอฟซี ผงซักฟอกที่ไม่ก่อมลพิษแก่แม่น้ำลำคลอง เครื่องสำอางที่ไม่เกี่ยวข้องกับการทารุณสัตว์ หรือผักปลอดสารพิษ เป็นต้น แต่ที่มักมองข้ามไปก็คือ การซื้อของน้อยลง หรือการบริโภคอย่างประหยัด ซึ่งช่วยลดปัญหาขยะและลดการผลาญพร่าทรัพยากร โดยสิ้นเปลืองเงินทองและเทคโนโลยีน้อยที่สุด

การบริโภคสีเขียวจะมีความหมายต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริงต้องเริ่มต้นด้วยหลักการข้อแรกคือ บริโภคน้อยลง รู้จักประมาณมากขึ้น รู้ว่าอะไรคือสิ่งจำเป็นต่อชีวิต ต่อเมื่อถึงคราวจะต้องจับจ่ายใช้สอย จึงใช้หลักการข้อที่สองคือซื้อผลิตภัณฑ์ที่ก่อผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด การบริโภคสีเขียวโดยนัยนี้แหละ หากปฏิบัติอย่างแพร่หลายจึงจะช่วยให้สิ่งแวดล้อมมีอนาคตยั่งยืนถึงลูกหลาน แต่พฤติกรรมดังกล่าวจะแพร่หลายไป จนกลายเป็นวิถีชีวิตของคนทั้งสังคมได้ ก็ต่อเมื่อโครงสร้างปัจจุบันปลอดพ้นจากอิทธิพลของวัตถุนิยมและบริโภคนิยม ไม่กระตุ้นเร้ามอมเมาให้ผู้คนใฝ่เสพใฝ่ครอบครอง พร้อมกันก็สนับสนุนการดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่ายเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เพราะเหตุนี้เองลำพังการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมส่วนบุคคลจึงยังไม่เพียงพอแต่เรายังต้องร่วมกันเปลี่ยนแปลงสังคมให้งดงามและเกื้อกูลกัน

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved