หน้ารวมบทความ
   บทความ > ฉลาดซื้อ> ความคิดที่ต้องเปลี่ยนแปลง
กลับหน้าแรก

ความคิดที่ต้องเปลี่ยนแปลง
ตีพิมพ์ในหนังสือ"อยู่ย้อนยุค"
พระไพศาล วิสาโล

แบ่งปันบน facebook Share   

เหตุการณ์ต่อไปนี้สมมติว่าเกิดขึ้นในประเทศเผด็จการ

คุณกับเพื่อนบังเอิญถูกตำรวจจับพร้อมกับใบปลิวต่อต้านรัฐบาล แต่แทนที่คุณกับเพื่อนจะถูกขังรวมอยู่ในห้องเดียวกันกลับถูกแยก คุณสังหรณ์ใจว่าตำรวจคงรู้เบาะแสเกี่ยวกับคดีอีกคดีหนึ่งของคุณและเพื่อน ซึ่งร้ายแรงยิ่งกว่าการทำใบปลิวต่อต้านรัฐบาลเสียอีก คุณเดาไม่ผิดเลย ตำรวจเรียกคุณเข้าไปพบเพื่อสอบสวนอีกคดีหนึ่ง ตำรวจไม่มีหลักฐานจะปรักปรำคุณจึงยื่นเงื่อนไขให้คุณว่า หากคุณยอมเปิดเผยว่าเพื่อนของคุณทำความผิดในกรณีดังกล่าวจริง ตำรวจจะไม่เอาผิดกับคุณในกรณีใบปลิว คุณแน่ใจว่าตำรวจเสนอเงื่อนไขเดียวกันนี้ให้กับเพื่อนของคุณตรงนี้ทำให้คุณคิดหนัก

หากคุณกับเพื่อนปิดปากสนิท คุณทั้งสองก็โดนคดีใบปลิวคดีเดียว ซึ่งเป็นคดีที่เบากว่าอีกคดีหนึ่ง กรณีนี้นับว่าไม่เลวแต่หากคุณกับเพื่อนยอมเปิดปาก คุณกับเพื่อนก็ต้องเข้าซังเตด้วยข้อหาที่ร้ายแรง กรณีนี้นับว่าแย่มากๆ ดังนั้นคุณจึงคิดจะเลือกปิดปาก แต่แล้วคุณก็นึกขึ้นมาได้ว่าหากคุณเงียบคนเดียว แต่เพื่อนคุณกับพูด อะไรจะเกิดขึ้น คำตอบคือคุณจะต้องโดนทั้งสองคดีขณะที่เพื่อนของคุณพ้นผิด คุณกลับมาทบทวนอีกที ถ้าคุณนิ่งเงียบ คุณอาจเป็นฝ่ายเสียเปรียบ แต่ถ้าคุณเกิดพูดล่ะ คุณอาจโชคดีก็ได้ เพราะในกรณีที่เพื่อนคุณเป็นฝ่ายปิดปาก คุณก็เป็นอิสระ หากเพื่อนของคุณเปิดปากเช่นเดียวกับคุณ อย่างน้อยคุณก็หลุดคดีใบปลิว ไม่ว่ากรณีใดอย่างมากที่สุดคุณก็โดนคดีเดียว

แล้วคุณก็เปิดปาก แน่นอนว่า เพื่อนของคุณก็คิดแบบเดียวกับคุณ ผลก็คือคุณกับเพื่อนคุณถูกรวบตัวด้วยข้อหาที่หนักกว่าการแจกใบปลิวต่อต้านรัฐบาล

นิทานเรื่องนี้สอนว่าถ้าเราแต่ละคนคิดถึงแต่ประโยชน์ส่วนตน ผลก็คือลำบากกันทุกฝ่าย ในกรณีสมมติดังกล่าว ถ้าคุณกับเพื่อนไม่คิดเอาแต่ได้ หากยอมเป็นฝ่ายที่อาจจะเสียเปรียบด้วยการนิ่งเงียบ คุณกับเพื่อนก็จะประสบผลดีด้วยกันทั้งสองฝ่าย แต่ใครล่ะจะยอมเป็นฝ่ายนิ่งเงียบ ในเมื่อทุกคนมักคิดเสมอว่าถึงฉันไม่พูด คนอื่นก็ต้องพูด ใครล่ะจะยอมให้อีกฝ่ายสบาย ขณะที่ตนเองกลับลำบาก เป็นเพราะทุกคนคิดกันอย่างนี้ ในที่สุดก็เลยเดือดร้อนกันทุกฝ่าย

จะว่าเป็นเรื่องเศร้าสำหรับมนุษย์เราก็ได้ ราวกับต้องคำสาป แม้รู้หนทางที่เป็นประโยชน์แก่ทุกฝ่าย แต่เรากลับเลือกหนทางอื่นซึ่งทำให้ต้องทนทุกข์กันไปหมด ปัญหาไม่น้อยในสังคมปัจจุบันเกิดขึ้นและแก้ไขไม่ได้เพราะต่างคนต่างคิดว่า “ถึงฉันไม่ทำคนอื่นก็ทำ” เพราะฉะนั้นก็ทำมันเสียเลย(น่าสังเกตว่าข้ออ้างดังกล่าวเราเอามาใช้เป็นเหตุเป็นผลในการกระทำอะไรบางอย่าง ต่อเมื่อเป็นการกระทำที่ไม่สู้ดี แต่หากถึงคราวที่สมควรจะทำความดีเรากลับนำคำพูดดังกล่าว มาเป็นข้ออ้างในการหลีกเลี่ยงไม่กระทำสิ่งนั้น เพราะคิดกันเช่นนี้ เวลามีคนประสบอุบัติเหตุกลางถนนจึงไม่มีใครกล้าเข้าไปช่วยสักคน)

การฉ้อราษฎร์บังหลวงกลายเป็นมะเร็งร้ายในสังคมไทย ก็เพราะทุกคนคิดเหมือนกันว่า ถึงฉันไม่โกง คนอื่นก็โกง จะมีสักกี่คนที่ไม่โกง ทั้งๆ ที่มีโอกาส ชาวบ้านหลายแห่งก็คิดไม่ต่างจากข้าราชการส่วนใหญ่ น้อยคนนักที่หักห้ามใจไม่ตัดไม้ในป่า คนส่วนใหญ่แม้รู้ดีว่าป่าเป็นสิ่งที่ต้องอนุรักษ์แต่ก็คิดอย่างเดียวกันหมดว่าถึงฉันไม่ตัด คนอื่นก็ตัด ผลคือป่าถูกตัดถางจนเตียนเกิดความเดือดร้อนกันในทุกหย่อมหญ้า(รัฐมนตรีก็คิดแบบนี้ถึงสนับสนุนให้สร้างเขื่อนโดยอ้างว่าถึงอย่างไรป่าก็ต้องถูกทำลายวันยังค่ำ)

ไม่ต้องดูอื่นไกล สาเหตุที่การจราจรในกรุงเทพฯ วิกฤตส่วนหนึ่งก็เพราะคิดกันแบบนี้ รู้กันทั่วไปว่าหากกรุงเทพฯ มีรถเก๋งน้อยลง การจราจรจะคล่องตัวมากกว่านี้ แต่ทุกวันนี้ ใครที่สามารถซื้อรถได้หากไม่ซื้อ ดูจะเป็นคนแปลก เพราะใครต่อใครต่างคิดกันว่าถึงฉันไม่ซื้อ คนอื่นก็ซื้อ ถึงฉันไม่ขับรถเก๋งไปทำงานคนอื่นก็ยังทำอยู่ เพราะฉะนั้นก็เลยพากันซื้อรถขับรถไปออกันบนถนนจนติดเป็นแพ

มีคนเปรียบเทียบสถานการณ์ดังกล่าวว่าเหมือนกับกลุ่มคนที่ดูกีฬา หากทุกคนพร้อมใจกันนั่งก็เห็นกีฬาได้ชัด หากทุกคนพากันยืนขึ้นหมดจะมีกี่คนที่เห็นได้ชัดเจน แต่แน่ล่ะเรามักคิดว่าหากเรานั่งดู ก็เท่ากับเสียเปรียบคนยืนดู และเราก็คิดต่อไปด้วยว่าถึงเราไม่ยืน คนอื่นก็ยืน แต่เรามักลืมไปว่าการที่เราลุกขึ้นยืนก็เท่ากับกระตุ้นชักชวนให้คนอื่นยืนดูเช่นกัน เป็นอันว่าไม่มีใครได้ประโยชน์จากการยืนของตนเลย

การแสวงหาประโยชน์ส่วนตน โดยให้เหตุผลว่า ถึงฉันไม่ทำคนอื่นก็ทำนั้น จะเรียกว่า เป็นการกระทำแบบตัวใครตัวมันก็ได้ แต่รากเหง้าของมันมีมากกว่าความเห็นแก่ตัว คนที่คิดและทำแบบนี้ส่วนใหญ่เป็นเพราะโดยส่วนลึกแล้วไม่เชื่อว่า หากตนเลือกทำในสิ่งที่ถูกที่ควรแล้วจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวมได้ มีสักกี่คนที่คิดว่าหากตนไม่ขับรถเก๋งไปทำงานแล้วการจราจรในกรุงเทพฯ จะหายวิกฤต หากตนไม่ตัดไม้แล้วป่าจะคงสภาพเขียวครึ้มเหมือนเดิม และถ้าตนไม่กินนอกกินในแล้วการฉ้อราษฎร์บังหลวงจะยุติ ความคิดเช่นนี้มีส่วนถูกแต่ไม่ทั้งหมด

เป็นความจริงอย่างไม่ต้องสงสัยเลยว่า ปัญหาต่างๆ ในสังคมจะแก้ไขได้ต่อเมื่อทุกคนให้ความร่วมมือ แต่สิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อทุกคนเริ่มที่ตัวเองก่อน จำนวน ๑,๐๐๐,๐๐๐ ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลันแต่เริ่มที่หมายเลข ๑ คนทุกวันนี้แม้จะมีสติปัญญาและเทคโนโลยีที่ทรงพลัง แต่รู้สึกอยู่ตลอดเวลาว่าตนนั้นไร้พลัง จึงไม่เชื่อว่าการกระทำของตนเองจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรได้ แต่เราลืมไปแล้วหรือว่าเลข ๑ แม้จะดูน้อยแต่ก็มีความหมายมากกว่า ๐ หลายเท่าจนนับไม่ถ้วนอย่างที่นักคณิตศาสตร์เรียกว่าเป็น อนันต์ (infinity)

ความคิดที่ว่า “ถ้าฉันทำไปแล้วจะเกิดผลดีอะไรขึ้นมา” หากแพร่หลายทั่วทั้งสังคม ความปั่นป่วนย่อมเกิดขึ้นทุกหัวระแหงเดชะบุญที่ผู้คนไม่ได้คิดไปอย่างนี้เสียทั้งหมด ภาษีที่เราเสียให้แก่รัฐนั้น ว่าที่จริงก็เล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับงบประมาณที่รัฐต้องการปีละหลายแสนล้านบาท หากคุณคิดว่าเงินเพียงไม่กี่ร้อยกี่พันบาทจะมีผลอะไรต่อชาติบ้านเมือง ประเทศไทยคงล้มละลายเป็นแน่แท้ เป็นเคราะห์ดีสำหรับประเทศที่เราไม่คิดว่าเงินของเราไร้ความหมาย เวลาเราลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง เราเคยถามตัวเองหรือไม่ว่าเพียงเสียงเดียวของเราจะมีความหมายอะไรในเมื่อคนจะได้เป็น ส.ส. หรือผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครต้องได้รับคะแนนเสียงนับแสนๆ เสียง ถ้าเราถามตัวเองอย่างนั้น เราคงไม่ไปคูหาเลือกตั้งเป็นแน่ แต่ที่เราไปก็เพราะลึกๆ เราเชื่อว่าเสียงของเราแม้เพียงเสียงเดียวก็มีความหมายต่อสังคม

ความคิดเช่นนี้เป็นสิ่งที่เราควรส่งเสริมให้เกิดขึ้นทั่วสังคม ว่าที่จริงแล้วปัจจุบันเราทุกคนต่างลงคะแนนเสียงกันแทบทุกวันวันละหลายๆ ครั้ง จริงอยู่เราอาจไม่ได้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง แต่ทุกครั้งที่เราไปซื้อของหรือซื้อบริการจากใคร เราก็ได้ลงคะแนนเสียงสนับสนุนสินค้านั้นๆ บริการนั้นๆ แล้ว ถ้าเราซื้อผลิตภัณฑ์ก่อมลภาวะนั่นเท่ากับว่า เราลงคะแนนสนับสนุนการทำลายสภาพแวดล้อมโดยผลิตภัณฑ์นั้นๆ นอกจากนั้น การซื้อของเรายังเท่ากับเป็นการเพิ่มคะแนนนิยมในสินค้าและเจ้าของผลิตภัณฑ์อีกด้วย

ในฐานะผู้บริโภค เราจึงมิได้เป็นฝ่ายสนองที่คอยถูกกำหนดชี้นำจากผู้ผลิตแต่ฝ่ายเดียว หากเรายังเป็นผู้สนับสนุนและกำหนดชี้นำผู้ผลิตอีกด้วย เราจึงมิใช่ผู้ไร้พลัง แต่ปัญหาของเราในฐานะผู้บริโภคอยู่ตรงที่ว่า เรามักนึกว่า ตัวเองไร้พลังและพลังที่เราสำแดงด้วยการซื้อสินค้านั้นมักถูกใช้ไปในทางที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น แต่บ่อยครั้งกับเป็นโทษแก่สังคมเราและสภาพแวดล้อม

มีคนเป็นจำนวนไม่น้อย ที่เริ่มตระหนักว่า ในฐานะผู้บริโภคตนก็มีพลังอยู่เหมือนกัน แต่ก็เข้าใจไปว่าพลังของผู้บริโภคนั้นอยู่ที่การเรียกร้องรัฐบาลให้ควบคุมกวดขันราคาและคุณภาพสินค้า เช่น มิให้แพงเกินไปหรือเป็นโทษต่อสุขภาพ แต่มักลืมกันไปว่า พลังที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่านั้นของผู้บริโภค อยู่ที่การก่อผลกระทบต่อผู้ผลิตสินค้าหรืออุตสาหกรรมทั้งหมด รัฐบาลอาจจะสนใจคะแนนเสียงจากเรา แต่ผู้ผลิตนั้นอยู่ได้ด้วยเงินของเรา เงินของเราจึงไม่ต่างจากคะแนนเสียงที่เราลงให้ทุกครั้งที่เราซื้อของ

ในภาวะที่สินค้านานาชนิดกำลังเกลื่อนเต็มตลาด ภาพและเสียงโฆษณา ถูกระดมใส่เต็มตาและหูเรา สติและปัญญาของผู้บริโภคเป็นสิ่งที่จำเป็นยิ่งกว่าแต่ก่อน ยุคสารสนเทศมิได้เสนอแต่ข้อมูลเพียงอย่างเดียวแต่ยังเปิดช่องให้อวิชชาและตัณหาแพร่ระบาดเร็วขึ้น ด้วยเหตุนี้การมีสติและปัญญาเสือกสรรสิ่งดีงามที่เป็นคุณต่อชีวิตสังคมและธรรมชาติจึงเป็นคุณธรรมสำคัญของผู้บริโภคยุคปัจจุบัน

สติปัญญานั้นมีพลังเสมอ และจะมีพลังอย่างยิ่งในสังคมบริโภคหากว่าแต่ละคนหันมาตระหนักว่าการซื้อและการไม่ซื้อของเรามีความหมายต่อผู้ผลิตโดยตรง และต่อสังคมตลอดจนธรรมชาติโดยอ้อม

สินค้าและบริการบางอย่างไม่ควรที่จะได้รับความใส่ใจจากเรา ทุกครั้งที่เราเมินเฉยสินค้าหรือบริการนั้น นั่นมิใช่เป็นเพียงแค่การส่งสัญญาณคัดค้านไปยังผู้ผลิตเท่านั้น หากยังเป็นการท้าทายต่อสู้กับความคิดอันบั่นทอนสังคมที่ว่า “ถ้าฉันทำไปแล้วจะเกิดผลดีอะไรขึ้นมา”

แน่นอนว่า หากเราทำคนเดียวอาจไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยก็ได้ แต่ถ้าทุกคนพากันทำโดยไม่ยี่หระกับความคิดดังกล่าวการเปลี่ยนแปลงจะต้องเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved