หน้ารวมบทความ
   บทความ > จดหมายข่าวพุทธิกา > เปิดเล่ม
กลับหน้าแรก

เปิดเล่ม
พระไพศาล วิสาโล

จดหมายข่าวพุทธิกา
เพื่อพระพุทธศาสนาและสังคม
ปีที่ ๑๔ ฉบับที่ ๕๒
ตุลาคม - ธันวาคม ๒๕๕๖

แบ่งปันบน facebook Share   

ในทัศนะของพุทธศาสนา ชีวิตจะเจริญงอกงามและประสบความผาสุก ต้องเริ่มต้นจากการรู้จักให้ 

ด้วยเหตุนี้ คำสอนเรื่องบุญกิริยาวัตถุหรือการทำบุญ จึงเริ่มต้นด้วยข้อแรกคือ “ทาน” ตามด้วยศีล และภาวนา การจะทำบุญให้ครบถ้วน ต้องเริ่มที่ทาน  หลักทศพิธราชธรรม ๑๐ ประการ ก็เริ่มต้นที่ทาน เพราะทานเป็นจุดเริ่มต้นของการทำความดี และช่วยให้ชีวิตเรามีความสมดุล 

ความสุขจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเกิดดุลยภาพในชีวิต ดุลยภาพจะเกิดขึ้นได้ก็เริ่มต้นจากสมดุลระหว่างการรับกับการให้หรือการสละ  ร่างกายที่เอาแต่รับหรือรับมากแต่สละน้อยจะป่วยได้ง่าย สุขภาพอ่อนแอ เช่น  น้ำหนักเกิน ไขมันเยอะ จึงจำเป็นต้องไปออกกำลังกาย เพื่อให้เหงื่อไขมันและแคลอรี่ถูกเผาผลาญ นี่เป็นส่วนหนึ่งของการทำให้เกิดดุลยภาพระหว่างการรับกับการสละ 

ที่จริงไม่ต้องดูอื่นไกล ถ้าเราหายใจเข้าอย่างเดียวโดยไม่หายใจออกเลย ก็อยู่ไม่ได้ ฉะนั้น วิถีของธรรมชาติที่ก่อให้เกิดความผาสุก ราบรื่น สอดคล้องเป็นปกติได้ จะต้องมีสมดุลระหว่างการรับและการให้หรือสละออกไป แหล่งน้ำที่เอาแต่รับแต่ไม่ถ่ายเท ไม่ระบายออกไป ไม่นานก็กลายเป็นน้ำเน่า  แหล่งน้ำที่มีทั้งรับและให้ คือระบายถ่ายเทออกไปเท่านั้น จึงจะเป็นแหล่งน้ำที่น่าใช้สอยเพราะน้ำไม่เน่าไม่เสีย เป็นสถานที่ที่งดงาม  ทำไมน้ำตกจึงงดงาม ก็เพราะน้ำตกรับน้ำเท่าไหร่ ก็ส่งต่อออกไปเท่านั้น  เงินก็เช่นกัน  ถ้าเอาแต่เก็บ ไม่ใช้หรือให้ผู้อื่น เงินนั้นก็กลายเป็นพิษภัยต่อเจ้าของเองด้วย 

ถ้าเราลองสังเกตวิถีของธรรมชาติ ความราบรื่น ปกติ และความอุดมสมบูรณ์เกิดขึ้นได้เพราะมีทั้งการรับและการให้ 

ต้นไม้เป็นตัวอย่างที่ดี เมื่อยังเป็นต้นกล้าก็ดูดเอาน้ำ ดูดเอาปุ๋ยจากแผ่นดิน ทีละน้อยๆ  เมื่อต้นกล้าเจริญเติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ขึ้น ต้นไม้ก็จะเป็นฝ่ายให้  ที่จริงแล้วต้นไม้เริ่มให้ตั้งแต่เป็นต้นกล้า เช่น คายน้ำสู่ฟ้า หรือ ทิ้งกิ่งใบสู่ดินให้กลับคืนเป็นปุ๋ย นับได้ว่าต้นไม้เป็นแบบอย่างของการรับและการให้ ซึ่งทำให้โลกเป็นไปอย่างผาสุก ถ้าต้นไม้เอาแต่รับไม่ให้เลย เมฆฝนก็เกิดขึ้นได้ยาก ผลไม้ก็ไม่เกิดขึ้น  ความอดอยากหิวโหยก็จะระบาดไปทั่ว เดือดร้อนทั้งสัตว์เล็กสัตว์ใหญ่

ฉันใดก็ฉันนั้น ชีวิตของแต่ละคนจะสมดุลได้ก็ต้องรู้จักให้ เพราะตั้งแต่วินาทีแรกที่เราเกิดมาลืมตาดูโลกเรารับอย่างเดียว รับน้ำนมจากแม่ ความปลอดภัยจากพ่อ และความเอาใจใส่จากญาติๆ ถ้าเรารับอย่างเดียวก็จะกลายเป็นคนเห็นแก่ตัว แต่ถ้าเรารู้จักให้ ความเห็นแก่ตัวก็ลดลงและทำให้เรามีความสุขได้ง่าย คนที่เอาแต่รับแล้วไม่ให้จะเป็นคนที่มีความสุขได้ยาก ทุกข์ง่าย เพราะว่าได้เท่าไหร่ก็ไม่พอ

การให้ ทำให้ได้ความสุขใจ เวลาเราให้ด้วยความเมตตาปรารถนาดี เห็นผู้รับมีความสุข เราก็พลอยมีความสุขด้วย รู้สึกปีติที่ได้ทำสิ่งที่มีประโยชน์ มีคุณค่า  มีสามีภรรยาคู่หนึ่งที่ประเทศแคนาดา ถูกลอตเตอรี่ ๑๑ ล้านดอลลาร์ (ประมาณ ๓๕๐ ล้านบาท) แค่นี้ก็เป็นข่าวแล้ว  แต่ที่เป็นข่าวใหญ่กว่านั้นคือ สามีภรรยาคู่นี้ซึ่งอายุประมาณ ๗๐ – ๘๐ ปี บริจาคเงินที่ได้ ๙๘เปอร์เซ็นต์ให้โรงพยาบาล โรงเรียน โบสถ์ และองค์กรการกุศล หน่วยงานที่ทำกิจกรรมสาธารณะ เช่น สถานีดับเพลิง (พนักงานดับเพลิงในเมืองนอกจะได้รับความเคารพนับถือมาก)  สามีภรรยาคู่นี้พูดเอาไว้ดีมาก เขาบอกว่าเงินที่ได้มานี้ไม่มีความหมาย เพราะเราต่างมีกันและกัน มีแค่นี้ก็พอแล้ว  เขาบอกว่ามีเงินมาก ๆ ทำให้ปวดหัว คอยกังวลว่าจะมีคนมาเอาเปรียบ หาประโยชน์ เพราะฉะนั้นจึงแก้ปัญหาด้วยการแจกไปหมด เก็บเอาไว้แค่ ๒ เปอร์เซ็นต์ เผื่อจะต้องใช้ในยามลำบาก เพราะภรรยาก็เป็นมะเร็ง เงินที่ได้ก็นำไปให้โรงพยาบาลและสถาบันมะเร็งด้วย แกยังพูดอีกว่า เงินทำให้มีความสุข รู้สึกดีที่ได้แจกจ่ายเงินออกไป  ได้ทำความดีหลายอย่างด้วยเงินก้อนนี้ 

ในขณะที่คนส่วนมากมีความสุขเพราะได้เสพ ได้บริโภคมากขึ้น แต่สามีภรรยาคู่นี้มองตรงข้าม คือยอมรับว่าเงินทำให้มีความสุข แต่เป็นความสุขเพราะได้แจกออกไป  แม้เงินจะซื้ออะไรได้หลายอย่าง แต่สามีภรรยาคู่นี้บอกว่าเงินไม่สามารถซื้อความสุขหรือสุขภาพได้  มีความสุขต่อเมื่อได้บริจาคให้คนอื่น

นี่เป็นตัวอย่างของความสุขที่เกิดจากการให้  เป็นความสุขที่เติมเต็มจิตใจ อย่างที่วัตถุสิ่งเสพให้ไม่ได้

ถ้าอยากมีความสุขใจ ก็อย่าคิดแต่จะเป็นผู้รับอย่างเดียว ควรเป็นผู้ให้ด้วย  แล้วความสุขจะตามมา นี้แหละคือพรแห่งชีวิตที่เราสามารถสร้างเองได้ โดยไม่ต้องขอจากใคร

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved