หน้ารวมบทความ
   บทความ > จดหมายข่าวพุทธิกา > ตอนที่ ๒ พระสงฆ์กับบทบาททางสังคมและการเมือง
กลับหน้าแรก

สนทนาค้นความหมายศาสนากับพระไพศาล  วิสาโล
ตอนที่ ๒ :  พระสงฆ์กับบทบาททางสังคมและการเมือง

จดหมายข่าวพุทธิกา
เพื่อพระพุทธศาสนาและสังคม
ปีที่ ๑๔ ฉบับที่ ๕๑
กรกฎาคม - กันยายน ๒๕๕๖

แบ่งปันบน facebook Share   

Update : ที่บอกว่าพระไม่ควรยุ่งการเมือง ขอบข่ายของเรื่องนี้ควรจะอยู่ตรงไหน  บางคนบอกว่าพระควรจะช่วยสังคมเหมือนกัน

พระไพศาล  : มันไม่ชัด    แล้วแต่ว่าเราจะตีความอย่างไร   เพราะทุกวันนี้พระผู้ใหญ่จำนวนมากก็ไปเล่นการเมืองอยู่แล้ว ไปหนุนรัฐบาล อย่างหลวงพ่อคูณที่บอกว่าอยากให้คนโน้นคนนี้เป็นนายกฯ หรือสมัยหนึ่งพระผู้ใหญ่ก็ไปพูดจาต่อต้านคอมมิวนิสต์ เป็นเครื่องมือให้รัฐบาล  คือไปถือหางฝ่ายรัฐบาลอยู่แล้วโดยไม่รู้ตัว  เพราะคิดว่าอยู่ฝ่ายรัฐบาลก็คงไม่เป็นไร แต่ถ้าอยู่ฝ่ายตรงข้ามก็ถือว่าเล่นการเมืองนี่คือทัศนคติ   จริงๆ แล้วขึ้นอยู่กับการให้คำนิยามว่าการเมืองหมายถึงอะไร ถ้าการเมืองหมายถึงการพยายามให้ประชาชนเกิดความสำนึกว่าอะไรถูกอะไรผิด แล้วก็ร่วมมือกันที่จะผดุงรักษาความถูกไว้ ถ้าเป็นอย่างนี้พระก็จำเป็นต้องมีหน้าที่สอนให้ประชาชนได้รู้ว่าอะไรถูกอะไรผิด แต่พระไม่ควรไปชี้นำ  เหมือนกับตอนนี้พระในชนบทพยายามสอนให้ชาวบ้านสนใจอนุรักษ์ป่า  การทำเช่นนั้นก็เป็นการปะทะกับการเมืองในท้องถิ่น ถ้าพระเป็นผู้ตระหนักในปัญหานี้  และกระตุ้นชาวบ้านตระหนัก เห็นความสำคัญ    ชาวบ้านเขาก็จะเกิดการรวมกลุ่มขึ้นมาเพื่อรักษาป่า  นี่ก็ถือเป็นหน้าที่อันหนึ่ง    ซึ่งจะถือว่าเป็นการเมืองก็ใช่ แต่เป็นการเมืองในความหมายที่กว้างเหมือนที่คานธีว่า  เป็นการเมืองเพื่อที่จะรักษาความถูกต้อง  แต่เรื่องอิทธิพลนี่พระเราก็ต้องฉลาดด้วยว่าจะไปได้แค่ไหน  มันเป็นเรื่องของการเสี่ยงดูด้วยว่าเราจะทำอะไรกับมันได้แค่ไหน ความจริงเส้นอาจจะอยู่แค่นี้  แต่เราไม่รู้ขอบเขตที่แน่นอนก็อาจจะต้องเสี่ยงรุกดู ถ้ามาถึงจุดหนึ่งแล้วมีเสียงปืนยิงเข้ามาก็คงต้องหยุด(หัวเราะ) ก็คงต้องลองขยายดูว่ามันแค่ไหน  ถ้าไม่ลองก็ไม่รู้ ก็เท่ากับว่าเรายังทำไม่เต็มที่   แต่ถ้าเรารู้ขอบเขตแล้วก็น่าคิดว่าเราจะเลยเส้นนี้มั้ย เพราะถ้าเลยเส้นนี้ไปแล้วหมายถึงชีวิตของเรามันก็ไม่คุ้ม เราอาจจะต้องถอยแล้วเปลี่ยนยุทธศาสตร์เปลี่ยนวิธีใหม่

 

Update   :  ถ้ามองมุมกลับว่า  เป็นฆราวาสแล้วจะทำได้มากกว่านี้หรือเปล่า

พระไพศาล  :ที่ฆราวาสทำได้มากกว่าในบางเรื่อง อย่างการรวมกลุ่มชาวบ้านเพื่อการอนุรักษ์ป่า เช่น เข้าไปคลุกคลี กินนอนกับเขา แต่บางเรื่อง ฆราวาสทำได้น้อยกว่า แต่จริงๆ แล้วเรื่องพวกนี้ไม่ใช่บทบาทอันดับต้นๆ ของพระ เพราะบทบาทของพระจริงๆ ก็คือ การขัดเกลาตนเองด้วย  ถ้ามัวแต่ไปทำภายนอกจนไม่มีเวลาขัดเกลาตนเองก็นับว่าเสียโอกาส  แล้วจริงๆ บทบาทของพระจะอยู่ที่การเทศน์การสอนมากกว่าจะเข้าไปคลุกคลีตีโมง การเขียน การพูดก็ทำได้  แต่ไม่ใช่ไปรวบรวมชาวบ้านให้ไปประท้วง

 

Update   :  แต่ก็มีความเชื่อที่ว่า   พระไม่ควรยุ่งกับกิจกรรมทางโลกเลย    น่าจะไปนั่งวิปัสสนาให้หลุดพ้นไป หรืออีกพวกจะบอกว่าพระควรช่วยเหลือสังคม  ท่านคิดว่าเราควรจะเดินเส้นไหนดี

พระไพศาล  : ในทางพระพุทธศาสนานี่พระต้องเกี่ยวข้องกับชาวบ้านอยู่แล้ว  เป็นเจตนารมณ์ของพระพุทธเจ้าในการบัญญัติวินัย คือพระจะไปหากินเองไม่ได้ พระจะไปอยู่ในป่าในถ้ำคนเดียวไม่ได้  พระต้องบิณฑบาต ทำไม?  ก็เพื่อจะได้มาเกี่ยวข้องกับชาวบ้าน  นี่เป็นประเพณีที่แตกต่างจากพวกฤาษีชีไพรของพวกพราหมณ์ พวกนี้ตัดขาดจากทางโลกเลย หรือแม้แต่นักบวชในศาสนาคริสต์นี่สามารถตัดขาดจากโลกได้ เพราะสามารถหากินเองได้  ส่วนพระมีวินัยห้ามเก็บข้าวเก็บอาหารข้ามคืน เพราะฉะนั้นเมื่อถึงวันใหม่ก็ต้องไปหาอาหารใหม่ พระห้ามเก็บผลไม้กินเอง ก็ต้องบิณฑบาต  ไปหาชาวบ้านทุกเช้า  เพื่อจะได้มีความสัมพันธ์กับชาวบ้าน  ชาวบ้านอุปถัมภ์พระในทางวัตถุ  พระก็อุปถัมภ์ชาวบ้านในทางธรรมะ  เพราะฉะนั้นนอกจากจะต้องประพฤติปฏิบัติธรรมส่วนตัวแล้ว  ยังต้องมีความสัมพันธ์กับชาวบ้าน  นี่เรียกประโยชน์ตนประโยชน์ท่าน  พระที่ตั้งใจจะทำสมาธิภาวนาก็ถือว่าดี  แต่ต้องเอื้อเฟื้อชุมชนด้วย  เอื้อเฟื้ออย่างไรก็ต้องดูอีกที ท่านอาจจะบอกว่าเอื้อเฟื้อของท่านคือการสอนธรรมะ แต่พระบางพวกเช่น พระในเมืองก็อาจจะมีบทบาทในการสอนหนังสือ  ซึ่งไม่ได้เป็นธรรมะล้วนๆ แต่มีทั้งภาษาอังกฤษ  สอนสุขภาพ  พระสมัยก่อนมีสอนการช่าง ทำว่าว ทำเครื่องดนตรี  เป็นเรื่องทางโลก ช่างดาบ ช่างมวย เป็นพระก็มี แสดงว่าโดยประเพณี พระเข้าไปช่วยชาวบ้านในเรื่องทางโลกด้วย พระในอีสานจำนวนมากก็ยังรักษาบทบาทนี้อยู่  มีการนำชาวบ้านพัฒนา เป็นผู้ประสานความขัดแย้ง ซึ่งจริงๆ แล้วก็ไม่ใช่หน้าที่โดยตรงของพระแต่โดยประเพณีก็ยอมรับกันเพราะเห็นว่าท่านเป็นผู้นำของชุมชน  ท่านเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ  ปัจจุบันสังคมมันซับซ้อน  มีปัญหามากมาย   บทบาทของพระในการช่วยเหลือสังคมจึงเปลี่ยนไป แทนที่จะนำชาวบ้านขุดบ่ออย่างเดียวหรือทำถนนอย่างเดียว  ก็ยังนำชาวบ้านรักษาป่าด้วย  ถือเป็นการพัฒนากิจกรรมสงเคราะห์ชุมชนของพระ  ซึ่งอาตมาคิดว่าเราควรจะรักษาความหลากหลายของพระเอาไว้ ในแง่ว่ามีพระหลายแบบ แล้วสมัยก่อนเราก็เป็นแบบนั้น มีพระในวัดเรียกว่าคามวาสี  อรัญวาสี พระในป่า พระคันถธุระเน้นเรื่องปริยัติ พระวิปัสสนาธุระเน้นเรื่องกรรมฐาน แม้กระทั่งสานุศิษย์ของพระพุทธเจ้าสมัยก่อนก็มีเอตทัคคะในด้านต่างๆ เช่น ยอดในการก่อสร้าง  ยอดในการเทศน์  คือมีหลายแบบ เพื่อที่จะรักษาหลักคือประโยชน์ตนประโยชน์ท่าน แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าบทบาทหลักของพระคือขัดเกลาธรรมะภายในตนและเผยแพร่แก่ผู้อื่น  นอกนั้นเราอาจทำประโยชน์อย่างอื่นแก่สังคมได้  แต่ว่าอย่าเสียหลักการ  ช่วยชาวบ้านก็ต้องมีขอบเขต

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved