หน้ารวมบทความ
   บทความ > จดหมายข่าวพุทธิกา > ตอนที่ ๑ ความหมายทางพุทธศาสนากับคุณค่าทางวิทยาศาสตร์
กลับหน้าแรก

สนทนาค้นความหมายศาสนากับพระไพศาล  วิสาโล
ตอนที่ ๑ :  ความหมายทางพุทธศาสนากับคุณค่าทางวิทยาศาสตร์

จดหมายข่าวพุทธิกา
เพื่อพระพุทธศาสนาและสังคม
ปีที่ ๑๒ ฉบับที่ ๔๙
มกราคม - มีนาคม ๒๕๕๖

แบ่งปันบน facebook Share   

บทสัมภาษณ์นี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสารอัพเดต ฉบับเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ๒๕๔๑.... เนื้อหาน่าสนใจยังใช้ได้กับสังคมปัจจุบัน  โดยแบ่งการนำเสนอเป็น ๔  ตอน..

 

Update :           ท่านมีความคิดเห็นอย่างไรกับการนำศาสนาไปโยงกับคำว่าวิทยาศาสตร์ ที่ใช้ชักจูงคนรุ่นใหม่ให้มานับถือ ความหมายสมัยใหม่แสดงให้เห็นว่า ศาสนาพุทธมีความเป็นวิทยาศาสตร์ ซึ่งดูเหมือนว่ามีความพยายามสร้างความน่าเชื่อถือมากขึ้น

พระไพศาล :   อาตมาเห็นว่าการนำพุทธศาสนามาทำให้เป็นวิทยาศาสตร์ ทำให้พุทธศาสนาถูกลดทอนด้อยค่าลง ตอนนี้อาตมากำลังค้นคว้าอยู่ กำลังสาวไปยังสมัยรัชกาลที่ ๔ ซึ่งเป็นนักคิดไทยรุ่นแรกที่พยายามทำให้ศาสนาเป็นวิทยาศาสตร์ เลิกเชื่อเรื่องนรกสวรรค์ และสิ่งที่หายไปด้วยคือ โลกุตรธรรม คือเรื่องนิพพาน เรื่องการปฏิบัติธรรม ค่อยๆหายไปเรื่อยๆ เพราการทำให้ศาสนาเป็นวิทยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์เป็นเรื่องเกี่ยวกับเหตุผล เป็นเรื่องที่ประจักษ์ได้ในชีวิตนี้ในโลกนี้ เรื่องชาติ เรื่องจิตวิญญาณก็หายไป เพราะวิทยาศาสตร์ไม่ยอมรับเรื่องพวกนี้ ไปๆมาๆ พุทธศาสนาก็กลายเป็นเรื่องเกี่ยวกับทางโลกล้วนๆ คือ แค่ทำดีได้ดีทำดีแล้วจะไม่ยากจน มีอายุ วรรณะ สุขะ พละ แต่มิติทางด้านการพัฒนาจิตให้เหนือดีเหนือชั่ว ให้พ้นทุกข์สิ้นเชิงหรือปล่อยวางนี่จะหายไป ถ้าทำให้ศาสนาเป็นวิทยาศาสตร์ พุทธศาสนาก็จะถูกตัดทอนสาระบางอย่างทิ้งไปเพื่อจะให้เป็นวิทยาศาสตร์ สาระที่ถูกตัดทอนนั้นเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา ตอนนี้พุทธศาสนาก็เลยค่อนข้างจะตื้น เพราะถูกทำให้เป็นวิทยาศาสตร์ ไม่จำเป็นต้องรู้สึกว่าต้องเอาวิทยาศาสตร์มาเป็นตัวเทียบเคียง  มาเป็นกรอบเป็นเกณฑ์ถือว่าให้เราเป็นของเรา เรารักษาแก่นของเราเอาไว้ แล้วจะไปตรงกับวิทยาศาสตร์หรือไม่นั้นเป็นอีกประเด็นหนึ่ง เหมือนกับสมัยหนึ่งเขาถามกันว่าพุทธศาสนาเป็นปรัชญาหรือเปล่า เถียงกันอยู่นั่นแหล่ะ คำตอบอยูที่ว่าแล้วแต่เราตีความนิยามของปรัชญาแค่ไหน ถ้าปรัชญาหมายถึงวิถีชีวิตด้วย  พุทธศาสนาก็เป็นปรัชญา แต่ปรัชญามีความหมายเพียงแค่การขบคิด การเก็งคาดเดาด้วยสมองล้วนๆ พุทธศาสนาก็ไม่ใช่ปรัชญา ก็ปล่อยให้เขาถกเถียงกันไปเถอะ แต่ขอให้เรารักษาแก่นของเราอย่าให้คลาดเคลื่อน ถึงตรงนี้อาตมาคิดว่าศาสนาเป็นคนละอันกัน แต่มีบางอย่างร่วมกัน และมนุษย์เราคงจะขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่ได้ เราขาดวิทยาศาสตร์ไม่ได้ แต่วิทยาศาสตร์ก็ไม่ได้ให้คำตอบเกี่ยวกับความหมายของชีวิต วิทยาศาสตร์ถือว่าตัวเองปลอดพ้นจากเรื่องคุณค่า มีความเป็นกลาง ใครจะเอาไปใช้อะไรก็ได้ ใครจะเอาควอนตัมฟิสิกส์ไปทำระเบิดปรมาณูก็ได้ ใครจะเอาไปเผยแพร่ศาสนาก็ได้ จุดยืนวิทยาศาสตร์คือเป็นกลาง จึงไม่ให้คำตอบแก่คน แต่ไม่ว่าคนจะเก่งทางวิทยาศาสตร์แค่ไหนก็ต้องการคำตอบว่าชีวิตนี้มีเพื่ออะไร เกิดมาเพื่ออะไร เราควรจะเลือกอะไรระหว่าง เงินทอง ชื่อเสียงหรือความสัมพันธ์ในครอบครัว วิทยาศาสตร์ให้คำตอบไม่ได้ แต่ศาสนาให้ได้ วิทยาศาสตร์ มนุษย์จึงต้องการทั้งสองอย่าง อย่าพยายามรวบหัวรวบหางให้ศาสนากับวิทยาศาสตร์เป็นอันเดียวกันเลยต่างคนต่างอยู่ก็ดีแล้ว เพียงแต่ว่า เราควรจะเรียนรู้และเคารพซึ่งกันและกัน ที่ผ่านมาศาสนาก็พยายามรวบไปครอบงำวิทยาศาสตร์ อย่างสมัยกาลิเลโอที่บอกพระเจ้าเป็นผู้สร้างชีวิตวิวัฒนาการไม่มี หลายโรงเรียนในอเมริกาก็ห้ามสอนทฤษฏีวิวัฒนาการของดาร์วิน สอนแต่ว่าพระเจ้าสร้างโลก บอกว่าโลกเกิดขึ้นมาเมื่อประมาณหกพันกว่าปีที่แล้ว เพราะศึกษาในไบเบิลว่าพระเจ้าสร้างก่อนคริสตกาลประมาณ ๔๐๐๐ ปี คือพยายามจะครอบงำวิทยาศาสตร์ในแง่ที่ว่าห้ามสอนวิทยาศาสตร์ในความหมายที่ขัดกับศาสนา จริงๆ ไม่ควรครอบงำซึ่งกันและกัน แต่ปัญหาตอนนี้อยู่ที่วิทยาศาสตร์มีอหังการ์มากและยังไม่หมด เช่น การแสดงออกในเรื่อง bioengineering เรื่อง genetic รวมทั้งพวก artificial intelligence เพราะมีสมอง แต่ไม่พัฒนาจิตก็จะนำไปสู่อหังการ์ได้ ต้องพัฒนาจิตด้วยจึงจะมีความอ่อนน้อมถ่อมตน รู้ว่าสิ่งที่เราไม่รู้มีมากกว่าที่รู้

 

Update :            อหังการ์ของนักวิทยาศาสตร์เหล่านี้ ท่านคิดว่าสมควรหรือไม่

พระไพศาล :   อหังการ์ทำให้เราปฏิเสธ ใจแคบ ทำให้เราคิดว่าเราถูก และคนอื่นผิด ถ้าเราไม่มีอหังการ์ เราเปิดใจให้กว้าง อันนี้น่าจะเป็นทัศนคติของวิทยาศาสตร์มากกว่า วิทยาศาสตร์ก็คือการไม่เอาสมมติฐานเป็นสัจจะ สมมติฐานต้องผ่านการตรวจสอบ เมื่อตรวจสอบจนแน่ใจว่าเป็นความจริงจึงค่อยรับ นี่เป็นหลักของกระบวนการวิทยาศาสตร์ แต่คนจำนวนมากเอาสมมติฐานมาเป็นสัจจะเลย ก็เลยไม่ยอมรับความคิดเห็นของคนอื่น

 

Update :            ในความคิดเห็นของท่าน การวิจัยอย่างเช่น การตัดต่อยีน โคลนนิ่งจะนับเป็นอหังการ์ที่นักวิทยาศาสตร์สมควรทำหรือไม่

 พระไพศาล :  นักวิทยาศาสตร์ควรจะตระหนักถึงความรับผิดชอบของตัวเองที่มีต่อสังคมด้วย นักวิทยาศาสตร์จำนวนมากปฏิเสธ ถือว่าตัวเองศึกษาไป แล้วที่เหลือก็เป็นเรื่องของรัฐบาล เป็นเรื่องของบริษัทที่จะเอาไปใช้ เขาเองทำหน้าที่ค้นคว้าอย่างเดียว นักวิทยาศาสตร์ตัดตอนความรับผิดชอบตรงนี้ ถือว่าตัวเองรับผิดชอบลุยทางเทคโนโลยีและความรู้อย่างเดียว แต่ลึกๆ แล้ววิทยาศาสตร์เกิดอหังการ์ในแง่ที่ตัวเองเป็นพระเจ้าขึ้นมา อาตมาคิดว่าตอนนี้วิทยาศาสตร์ก็คิดว่าตัวเองเป็นตรีมูรติ คือพระเจ้า ๓ องค์ เหมือนกัน สมัยก่อนตอนที่สร้างระเบิดปรมาณูได้ อันนั้นคือ พระนารายณ์คือผู้ปราบทำลาย ตอนนี้พระพรหมมาแล้วคือ  genetic engineering สร้างโลก นักวิทยาศาสตร์จำนวนมากคิดอย่างนั้นจริงๆ พระศิวะคือ artificial intelligence แม้ว่าระเบิดปรมาณูจะถูกต่อต้าน แต่ ๒ อย่างหลังก็ยังผงาดอยู่ อาตมาว่านักวิทยาศาสตร์ไม่ควรคิดว่าตัวเองเป็นพระเจ้า เดี๋ยวนี้ปัญหาทางจริยธรรมเกิดขึ้นมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโคลนนิ่ง ปัญหาคนไข้ปางตายแล้วเราจะปล่อยให้คนไข้ตายโดยการถอดสายออกไป ถูกไหม ผิดไหม หรือฉีดยาเพื่อให้เขาตายอย่างสงบ เรื่องสิทธิการตาย ปัญหาเหล่านี้คนต้องคิดให้เป็น ไม่ใช่ว่าจะรอคำตอบจากพระคัมภีร์ ซึ่งในพระคัมภีร์ไม่มี ตอนนี้ต้องเริ่มคิดได้แล้ว เพราะในอนาคตจะมีปัญหามาก เช่น ทำแท้งถูกหรือผิด การฆ่าคนเพื่อรักษาชาติถูกหรือผิด พวกนี้ต้องคิดให้เป็น  อย่างที่ทมิฬสิงหลในศรีลังกาฆ่ากันตาย ฝ่ายสิงหลคือพุทธก็บอกว่า จำเป็นต้องฆ่าทมิฬเพื่อรักษาพระพุทธศาสนา โคลนนิ่งถูกหรือผิด เรื่องนี้รอใครมาบอกไม่ได้ ศาสนามีโป๊ปเป็นคนบอก แต่ศาสนาพุทธ พระพุทธเจ้าไม่ได้มอบหมายให้ใครเป็นศาสดา พระสังฆราชก็ไม่ใช่ศาสดา จึงเป็นเรื่องที่ต้องคิด และต้องคิดให้เป็น อย่างโคลนนิ่ง อาตมาคิดว่าไม่ได้ขัดกับหลักพุทธศาสนา แต่แรงจูงใจในการทำโคลนนิ่งคืออะไร เพื่อสนองความโลภหรือเปล่า หรือทำไปเพื่ออยากรู้ แล้วใครรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น พุทธศาสนายอมรับว่าโคลนนิ่งมีชีวิต แม้กระทั่งคอมพิวเตอร์ ถ้าทำจนกระทั่งมันมีชีวิต พุทธศาสนาก็ยอมรับว่านี่คือชีวิต และเผลอๆ มีวิญญาณด้วย เพราะพุทธศาสนาเห็นว่าถ้าเหตุปัจจัยทางวัตถุพร้อม วิญญาณธาตุก็มาจุติได้ คือพุทธศาสนาไม่มีแนวคิดเรื่องผู้สร้าง อย่างโคลนนิ่งขัดแนวคิดเรื่องพระผู้สร้าง คือจะถือว่าทุกอย่างมีแต่พระเจ้าเท่านั้นที่สร้างได้ มนุษย์จะทำตัวเป็นพระเจ้าโดยการทำโคลนนิ่งถูกไหม ซึ่งเขาถือว่าผิดหลักศาสนาเพราะขัดกับหลักพระผู้สร้าง แต่พระพุทธศาสนาเป็นเรื่องของเหตุและปัจจัย ถือว่าไม่มีผู้สร้างจักรวาล พุทธศาสนาถือว่ามนุษย์ไม่ใช่ผลผลิตของพระเจ้า มนุษย์ก็คือสัตว์ในความหมายกว้าง ไม่ใช่ animal แต่เป็น being ในความหมายที่ว่ามีชีวิต เทวดา ต้นไม้ก็เป็นสัตว์

 

Update   :        ในเรื่องทางวิทยาศาสตร์ ที่มีการเพาะพันธุ์กบไร้หัว   เพื่อที่ว่าในอนาคตอาจจะทำได้ถึงขั้นทำมนุษย์ไร้หัว  เพื่อนำอวัยวะมาเป็นอะไหล่เปลี่ยนในมนุษย์  ถือว่าผิดหลักพุทธศาสนาหรือเปล่า

พระไพศาล  :  ถ้าเขาเป็นมนุษย์เขาก็ควรจะมีสิทธิ์รับผิดชอบชีวิตเขา  แม้ว่าจะเป็นมนุษย์ไร้หัวก็ตาม แล้วเราจะไปฆ่าเขาเอาหัวใจมาใช้ได้ไง  มันผิดแล้ว  และคำถามพื้นฐานก็คือว่าเรามีสิทธิ์อะไรที่จะสร้างให้เขาเป็นคนไม่มีหัว  ไม่มีสิทธิ์  แม้ว่าเราจะคิดว่าเรามีสิทธิ์เพราะเราคือผู้สร้าง  แต่ในพุทธศาสนาถือว่ามันเป็นชีวิตแล้ว  แล้วเรามีเจตนาที่จะทำให้เขามีชีวิตที่ไม่สมบูรณ์ก็ไม่ถูกต้อง  คือมีจิตเห็นแก่ตัวเหมือนกับพ่อแม่ต้องการมีลูกเพื่อเอาลูกไปขาย  มันเป็นอกุศลจิตแล้ว  เราถือว่าสิ่งเหล่านี้มีชีวิตแล้วทั้งนั้น  แล้วพอเป็นชีวิตก็จะดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด  ถ้าเราไปพรากชีวิตทำให้เขาเกิดความทุกข์ขึ้นมา  ตอนนี้เราก็ยังไม่แน่ใจนะว่า  พวกนี้อาจจะมีความรับรู้ก็ได้  แต่ในทางพุทธศาสนาถือว่าพวกนี้มีชีวิต  เราจะไปเบียดเบียนเขาไม่ได้  แต่ก็ยังน่าสงสัยว่า  ในทางพุทธศาสนาถือว่าเมื่อเป็นตัวอ่อนอยู่ในท้องแม่แค่ 4 เซลล์ก็ถือว่ามีชีวิตแล้ว  แล้ว 1  เซลล์จะมีชีวิตมั้ย  ก็น่าคิดเหมือนกัน  ต้องคิดกันต่อไป


Update   :        ถ้าอย่างนี้แล้วท่านคิดว่าจิตใจกับสมองนี่แยกกันอย่างไร  ในทางพุทธศาสนามองอย่างไร

พระไพศาล  :   จิตใจเป็นมากกว่าสมอง     คือจิตใจไม่ได้เป็นกระบวนการทางชีวเคมีหรือฟิสิกส์ที่มีสมอง
เป็นฐาน  แต่ต้องเกี่ยวข้องกับสมอง  หมายความว่า  อย่างน้อยจิตใจต้องอาศัยสมองเป็นสื่อในการรับรู้  และเป็นสื่อในการแสดงออก  เป็นตัวกลางในการสื่อกับโลกภายนอก  เพราะจิตใจเป็นอายตนะทั้งห้าคือ  ตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย  มันรวมศูนย์กันที่สมอง  จิตใจไม่มีตัวตน  เป็นนามธรรม  แต่ว่ามันมีอยู่  ภาษาพระเรียกว่า  วิญญาณธาตุ  ที่เมื่อมีสมอง  แต่ไม่มีวิญญาณธาตุเข้าไปอยู่มันก็ไม่มีชีวิต  แต่ถ้าพร้อมก็กลายเป็นชีวิต  เคลื่อนไหวได้  เดินเหินได้   นึกคิดได้  สมองก็เป็นเพียงแค่สื่อกลางระหว่างวิญญาณกับโลกภายนอก  วิญญาณอาจจะเห็นอะไรไม่ชัด  ถ้าไม่ผ่านตา  วิญญาณจะบอกอะไรไม่ได้ถ้าไม่บังคับให้ปากพูด  วิญญาณกับสมองจึงเกี่ยวข้องกัน  แต่ไม่ใช่เป็นอันเดียวกัน  แม้กระทั่งทุกวันนี้วิทยาศาสตร์ยังเถียงกันอยู่เลยว่าความจำอยู่ที่ไหน  เราคิดว่าอยู่ที่สมอง  แต่แนวคิดแบบองค์รวมบอกว่ามันอาจจะอยู่นอกสมองก็ได้  เราอาจจะบอกได้ว่าสมองส่วนนี้เก็บความจำเกี่ยวกับคำว่าส้ม  แอปเปิ้ล  แต่มีความทรงจำอีกหลายอย่างที่เราไม่รู้ว่ามันอยู่ตรงไหน  ทำไมคนที่แขนขาดยังรู้สึกเจ็บที่แขนข้างที่ขาด  รู้สึกได้อย่างไร  นี่เป็นเรื่องที่อธิบายได้ยาก  ทางศาสนาพุทธก็อธิยายว่ามันเกี่ยวเนื่องกัน  แต่ฟังก์ชั่นของจิตทุกอย่างไม่ใช่อยู่ที่สมอง  แต่จิตจะทำหน้าที่ได้ดีต้องอาศัยสมอง  คนที่ตายไปแล้วจิตจะคิดอะไรได้ไม่ดี  มองอะไรก็ไม่ชัดเจน  เพราะเขาขาดสมอง  ในทางพุทธศาสนาถือว่าคนตายไปแล้วจะเหลือแต่วิญญาณธาตุที่ไม่ค่อยมีสติ  คิดอะไรไม่ชัด  หวั่นไหวง่าย  โกรธง่าย  นี่คือความเชื่อแบบทิเบต  แล้วจิตนั้นจะมีดีอย่างเดียวคือรับรู้อะไรได้ไง  เช่นเสียงดังแค่นี้จิตจะดังเป็นพิเศษ  7  เท่า  จิตจะเห็นทุกคนที่อยู่รอบศพ  ซึ่งเป็นเรื่องที่แปลก  เพราะคนที่ผ่านประสบการณ์ใกล้ตายเขาจะรู้สึกเหมือนร่างลอยอยู่ข้างบนแล้วจะเห็นหมอ  ตอนนี้นักวิทยาศาสตร์กำลังทดสอบอยู่โดยการเอาของไปซ่อนแล้วดูว่าเขาจะเห็นมั้ย  อีกไม่นานคงจะได้ทราบผลการทดลองกัน

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved