หน้ารวมบทความ
   บทความ > เสขิยธรรม > การสงเคราะห์คนไทยในญี่ปุ่น
กลับหน้าแรก
 

เสขิยธรรม
ฉบับที่ ๓๓ ปีที่ ๗ มกราคม - มีนาคม ๒๕๔๐

พุทธศาสนาในโลกกว้าง
ประสบการณ์ : การสงเคราะห์คนไทยในญี่ปุ่น
พระไพศาล วิสาโล

หนึ่งอาทิตย์หลังการธุดงค์ที่นากาโน่ เป็นช่วงตระเวนตามเมืองต่างๆ ที่แม้จะไม่ค่อยเป็นงานเป็นการเท่าไร เพราะเป็นการเยือนสถานที่ที่ข้าพเจ้าสนใจเป็นส่วนตัว แต่ก็มีกำหนดนัดหมายที่เป็นทางการอยู่หลายงาน

ข้าพเจ้ากับเล็กแยกทางกับพระยูกิที่นากาโน่เช้าวันที่ ๘ พฤษภาคม ท่านยูกิไปโตเกียว ส่วนเราสองคนไปฮิโรชิมา งานนี้ถ้าไม่มีตั๋ว JR Pass ก็เลิกพูดได้ เพราะเมืองนี้อยู่ไกลมาก เราเปลี่ยนรถที่นาโกย่าเพื่อจับรถชิงกันเซนเป็นครั้งแรกของการมาญี่ปุ่น รถ “กระสุน” นี้แล่นเร็วกว่ารถไฟธรรมดาเกือบ ๒ เท่า แต่ก็นับว่าเก่าแล้ว เพราะใช้กันมากว่า ๒๐ ปี

อยู่ฮิโรชิมา ๒ คืน จุดสนใจสำหรับข้าพเจ้าอยู่ที่ซากระเบิดปรมาณูซึ่งได้รับการอนุรักษ์ไว้หลายจุด ที่โดดเด่นเป็นสัญลักษณ์ของเมืองนี้ย่อมหนีไม่พ้น “โดมสันติภาพ” แต่เว้นจากสถานที่ดังกล่าวแล้ว ฮิโรชิมาก็คือเมืองสมัยใหม่ที่ราวกับว่าไม่เคยโดนระเบิดปรมาณูแผ้วพานมาก่อนเลย ผู้คนมีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสไม่เหลือเค้าของความทุกข์ทรมานอย่างสาหัสสากรรจ์เมื่อ ๕๐ ปีที่แล้วเลย แสดงว่าคนเราไม่ได้มีศักยภาพในการทำลายล้าง อันปรากฏให้เห็นได้จากซากโดมที่ถูกแรงระเบิดจนปรุพรุนเท่านั้น หากยังมีความสามารถที่จะฟื้นตัวจากความทุกข์ทรมาน และเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้พอๆ กัน

จากฮิโรชิมาไปนาโกย่า โอซาก้า และเกียวโต มีประชุมพบปะกับคนญี่ปุ่นหลายนัด ทั้งที่เป็นการปรึกษาหารือฉันคนที่มีงานเกี่ยวข้องกัน และการบรรยายให้คนญี่ปุ่นฟัง รวมทั้งนักศึกษาในชั้นเรียนของอาจารย์สุริชัย หวันแก้ว ซึ่งปีนี้ได้รับเชิญไปสอนที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในเกียวโต มีหลายเรื่องที่คนญี่ปุ่นอยากฟังจากข้าพเจ้าและพระยูกิซึ่งเดินทางมาสมทบภายหลัง เช่น ประสบการณ์การพบปะคนไทยในญี่ปุ่น งานของพระนักพัฒนาในไทย แนวคิดเรื่องการพัฒนาแบบพุทธ รวมทั้งการแนะแนวสมาธิภาวนา นอกจากนั้นยังมีการบรรยายให้นักศึกษาฟังเมื่อรวมกับการพบปะคนไทยในนาโกย่า และโอซาก้าด้วยแล้ว รายการเลยแน่นขนัด เหลือเวลาส่วนตัวสำหรับเที่ยวชมวัดต่างๆ ในเกียวโตน้อยมาก แถมยังเกือบขึ้นรถไฟไม่ทันอีกต่างหาก

๙ วันจากนี้ไป ข้าพเจ้าและปรีดาปักหลักอยู่ที่โคฝุ (ส่วนท่านยูกิกลับโตเกียวเพื่อเตรียมตัวเดินทางกลับเมืองไทย) นับเป็นการอยู่กับที่นานที่สุดนับแต่มาญี่ปุ่น ความตั้งใจก็เพื่อจะได้มีเวลาพบปะกับคนไทยในเมืองนี้มากขึ้น และเปิดโอกาสให้คนมาปรึกษาหรือปรับทุกข์ แต่ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ การพยายามสร้างเครือข่ายหรือกลุ่มคนไทยที่จะช่วยเหลือคนไทยด้วยกันในระยะยาว จะทำอย่างนั้นได้ต้องเริ่มต้นจากการหาแกนคือคนที่มีน้ำใจ พร้อมจะเสียสละ และถ้าเป็นคนที่ได้รับความเคารพเชื่อถืออยู่ก่อนแล้วก็ยิ่งดี ที่จริงเวลาสัปดาห์เศษๆ นับว่าน้อยมากสำหรับงานประเภทหลัง แต่หากข้าพเจ้าสามารถเริ่มต้นอะไรบางอย่างไว้ เพื่อให้มีการรวมกลุ่มกัน แม้จะหลวมๆ และน้อยคน แต่ก็ย่อมจะเป็น “เชื้อ” ให้มีการพัฒนาเป็นเครือข่ายหรือกลุ่มก้อนที่แข็งขันในระยะยาวได้

คนที่เป็นแกนในการช่วยเหลือข้าพเจ้าที่โคฝุคือ คุณยามาซากิ รองประธานสมาคมโอเอซิส และคุณจันทร์แรม ซึ่งมามีครอบครัวอยู่ที่ญี่ปุ่นกว่า ๑๐ ปีแล้ว โดยอาชีพแม้จะเป็นล่ามให้ตำรวจ แต่ก็เป็นอาสาสมัครให้แก่สมาคมโอเอซีสในการช่วยคนไทยที่ตกทุกข์ได้ยาก ทั้งสองคนเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการต้อนรับข้าพเจ้าเมื่อเดือนเมษายนมาหนหนึ่งแล้ว คราวนี้ก็ยินดีรับเป็นภาระเช่นเคย

วันแรกที่ไปถึงโคฝุ นักข่าวโทรทัศน์ TBS ของญี่ปุ่นก็มารอพบ เขาต้องการทำสารคดีเกี่ยวกับงานของข้าพเจ้าที่ญี่ปุ่น โดยจะเสนอสภาพปัญหาคนไทยที่นี่ไปพร้อมกันด้วย และเพื่อที่คนญี่ปุ่นจะได้เข้าใจบทบาทของพระไทยได้ดีขึ้น เขาลงทุนจะติดตามข้าพเจ้าไปเมืองไทย เพื่อดูว่าข้าพเจ้ามีชีวิตอยู่อย่างไร เขาเสียดายที่พลาดโอกาสถ่ายวีดีโอตอนข้าพเจ้าธุดงค์ที่นากาโน่ แต่ก็จะ “เกาะติด” ข้าพเจ้าตลอดเวลาที่อยู่โคฝุ พูดง่ายๆ คือจะตั้งกล้องเฝ้าดูว่ามีใครมาหาข้าพเจ้าบ้าง ปรึกษาเรื่องอะไร และข้าพเจ้าแนะนำหรือทำอย่างไร

ปัญหาคือข้าพเจ้าไม่รู้เลยว่าจะมีคนไทยมาหาหรือไม่ สถานที่ที่จัดให้คนไทยมาพบก็อยู่ไกลคืออยู่บนภูเขาชานเมืองโคฝุ แต่เขาก็ไม่ว่าอะไร ข้าพเจ้าเตือนให้เขาเตรียมพร้อมที่จะพบกับความผิดหวังด้วยหากไม่มีใครมานมัสการข้าพเจ้าเลย

การที่จะมีพระไทยมาพำนักที่ใดที่หนึ่งยาวๆ นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายนัก ปัญหาคือสถานที่พักและอาหาร เรื่องนี้เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นตลอดการเดินทางในญี่ปุ่น จึงเป็นสาเหตุให้คณะของข้าพเจ้าต้องเคลื่อนที่เกือบทุก ๒ วันที่โคฝุนั้น เรื่องที่พักไม่เป็นปัญหา เพราะคุณยามาซากิ รองประธานสมาคมโอเอซิสยินดีให้ข้าพเจ้าพักที่บ้านเขา แต่สถานที่พบปะคนไทยนั้น หาได้ไม่ง่าย แต่ในที่สุดก็ได้วัดเมียวโฮจิ ซึ่งอยู่บนเขาลูกเดียวกับบ้านที่ข้าพเจ้าพัก ปีนเขาประมาณ ๒๐ นาทีก็ถึง แต่ก็มีทางรถขึ้นคล้ายๆ กับทางไปดอยสุเทพ

วัดเมียวโฮจินี้เจ้าอาวาสอายุ ๘๐ กว่าปี แต่ยังแข็งแรง อยู่คนเดียว มีสัตว์นานาชนิดเป็นเพื่อนโดยเฉพาะตัวทานูจิ (ตัวแบดเจอร์รูปร่างคล้ายชะมด) ซึ่งท่านเรียกว่า “ท่าจัง” (“จัง” เป็นคำต่อท้ายเมื่อเรียกเด็กด้วยความรัก เหมือนกับคำว่า “หนู” ในภาษาไทย – สาราณียกร) ท่านต้องคอยหาเศษขนมปังมาให้กินโดยไปขอเอาจากร้านในเมือง ท่านซาโต้เคยอยู่เมืองไทยเมื่อ ๕๕ ปีที่แล้ว ภายหลังก็มาบวช พรรณนากว่า ๔๐ แล้ว ท่านชอบเดินสันติภาพ เมื่อ ๒๐ ปีก่อนเคยเดินทั่วสหรัฐฯ และยุโรปเพื่อเรียกร้องให้ยุติการแข่งขันทางด้านอาวุธ แต่ตอนนี้แก่แล้ว เลยขออยู่อย่างสงบสันโดษ

วัดของท่านโทรมเอามากๆ ตามมาตรฐานของคนญี่ปุ่น แต่คนไทยมาแล้วก็ชอบ เพราะไม่มีพิธีรีตองอะไรมาก และไม่ต้องคอยระมัดระวัง แถมยังแวดล้อมด้วยป่าคล้ายวัดป่าของข้าพเจ้า ท่านซาโต้เล่าว่าสมัยที่ท่านไปตระเวนเรียกร้องสันติภาพในสหรัฐฯ ราว ๑๐ กว่าปีก่อนั้น คิตาโร่ ศิลปินชื่อดังชาวญี่ปุ่นเคยถือวิสาสะมาพักที่วัดของท่านเพื่อแต่งเพลง (Silk Road) แต่ท่านไม่รู้ว่าเป็นเพลงอะไรหรืออัลบั้มอะไร
ตลอด ๙ วันที่โคฝุ มีคนไทยมาหาทุกวันมากบ้างน้อยบ้าง บางวันมาแค่คนเดียว (โดยมีแฟนคนญี่ปุ่นขับรถพามา) แต่บางวันก็มาเป็นสิบ ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงที่มาทำงานบริการทางเพศ หลายคนยังทำงานนี้อยู่ แต่ก็มีไม่น้อยที่เลิกแล้วเพราะได้แฟนญี่ปุ่น หันมาเปิดร้านสแน็ค ร้านอาหาร หรือร้ายขายของแทน มีผู้ชายไทยมาหาบ้างแต่ไม่มาก บางคนเป็นกรรมกร บางคนก็เปิดร้านอาหาร

มีผู้หญิงบางคนที่แปลกออกไป คือไม่ได้มาทำงานบริการทางเพศ แต่เลือกที่จะเป็นคนงานในร้านอาหารและโรงงาน รายได้ก็ไม่มากอะไรคือ ๕,๐๐๐ – ๖,๐๐๐ เยนต่อวัน ขณะที่งานบริการทางเพศนั้นให้รายได้ถึง ๕ เท่าโดยอาจจะเหนื่อยน้อยกว่าด้วย ทุกวันนี้แม้เธอจะแต่งงานกับคนญี่ปุ่นแล้ว ก็ยังทำงานโดยมีรายได้ไม่ต่างจากเดิม ทั้งผัวทั้งเมียมีรายได้รวมกันเดือนละ ๓๒๐,๐๐๐ เยน นับว่าน้อยกว่ารายได้ของหญิงบริการเพียงคนเดียวเสียอีก

คนไทยแทบทุกคนที่มาหา ต้องการมาทำบุญ เพราะรู้สึกห่างพระห่างเจ้ามานาน บุญที่เขาอยากจะได้นั้นส่วนใหญ่ก็เพื่อความมีโชคมีลาภ (ซึ่งอาจจะรวมถึงการขอให้รอดจากการรวบตัวเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองด้วยก็ได้) มีบ้างที่มาหาเพราะรู้สึกว่าดวงกำลังไม่ดี เพราะธุรกิจล้มละลายบ้าง ครอบครัวมีปัญหาบ้าง มาแบบนี้ก็ต้องการน้ำมนต์ช่วยสะเดาะเคราะห์ บางรายอยากจะรู้ข่าวคราวของเพื่อนว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร เพราะได้ข่าวว่ามีการพบศพคนไทยในเมืองที่เขาเคยอยู่พอดี เจอแบบนี้เข้าก็จนปัญญา ที่อยากให้ดูหมอก็มีเยอะมาก แต่ก็ปฏิเสธไปหมด เพราะดูไม่เป็น

ที่จริงคนไทยที่มาหาคงมีปัญหาหลายอย่าง แต่ปัญหาที่เขามาเล่าให้ฟังมักหนีไม่พ้นเรื่องดวงไม่ดี ปัญหาอื่นไม่ค่อยมาปรึกษา เช่น เรื่องลูกไม่มีสัญชาติ เจ็บไข้ได้ป่วย เขาคงคิดว่าข้าพเจ้าเป็นคนใหม่ คงจะช่วยอะไรไมได้ แต่เมื่อซักถาม ก็เล่าให้ฟัง เป็นการปรับทุกข์ไปในตัว

ตั้งแต่วันแรกที่มาถึงโคฝุ ข้าพเจ้าคิดอยากจะลองให้คนไทยได้มีกิจกรรมร่วมกัน เลยนึกถึงวัน วิสาขบูชาขึ้นมา ตอนจัดวันสงกรานต์นั้น ผู้จัดอย่างเป็นทางการไม่ใช่คนไทย หากแต่เป็นสมาคมโอเอซิส คราวนี้ข้าพเจ้าอยากให้คนไทยเป็นฝ่ายจัดหรือเป็นเจ้าของงานเอง เขาจะได้ขวนขวายทำงานร่วมกัน นอกจากจะเป็นโอกาสให้มีการรวมกลุ่มแบบหลวมๆ แล้ว ข้าพเจ้ายังจะได้รู้ด้วยว่าใครทำงานกันอย่างไร มีความรับผิดชอบแค่ไหน

คนที่ข้าพเจ้าหมายตาให้เป็นแม่งานคราวนี้คือผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งมาอยู่ญี่ปุ่นสิบปีแล้ว ถือเป็นผู้ใหญ่ที่ได้รับความนับถือจากน้องๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนเหนือ ท่าทางแกธัมมะธัมโมดี หลังจากได้ปรึกษากับแกและน้องๆ ที่นัดมาทำบุญด้วยกันแล้ว แกก็รับเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในหลายเรื่อง ก็เลยวางใจให้แกจัดการ

วันเสาร์ที่ ๒๕ พฤษภาคม เป็นวันกำหนดจัดพิธีเวียนเทียน ๒ – ๓ วันก่อนหน้านั้น ทางการพยากรณ์ว่าฝนจะตกหนัก แต่เมื่อถึงกำหนด แดดกลับใส อากาศเย็นสบาย เหมาะแก่การปิกนิกเป็นอย่างยิ่ง พิธีสงฆ์เลยสามารถจัดใต้เงาไม้หน้าพระสถูป ปูเสื่อนั่งกับพื้นกัน คนไทยมาประมาณ ๕๐ คนไม่นับคนญี่ปุ่น รวมแล้วคงประมาณ ๗๐ คน คนไทยที่มาพบปะข้าพเจ้าก่อนหน้านั้น ก็มาร่วมงานนี้เป็นส่วนใหญ่ หลายคนมารู้จักกันเป็นครั้งแรกในงานนี้ บรรยากาศดูเป็นกันเองโดยเฉพาะช่วงกินอาหารกลางวัน ทั้งไทยทั้งญี่ปุ่นมาร่วมวงกัน

งานที่รับไปทำกัน ส่วนใหญ่ก็ออกมาดี จึงน่าจะคาดหวังได้ว่า หลายคนที่ข้าพเจ้าหมายตาเอาไว้คงสามารถจะรับผิดชอบงานอื่นๆ ได้ในอนาคต งานต่อเนื่องที่ข้าพเจ้าอยากให้คนไทยร่วมกันทำคือการเผยแพร่เทปธรรมะ เพราะเท่าที่ปรึกษาหารือกับคนไทยที่เมืองนี้ตั้งแต่วันสงกรานต์ พบว่าหลายคนมีความต้องการเรื่องนี้อยู่ อีกทั้งร้านไทยหลายร้านก็มีบริการให้เช่าวีดีโอ หากมีกลุ่มคนไทยมารับผิดชอบการเผยแพร่เทปธรรมะโดยตรง ก็จะเป็นจุดเริ่มต้นของการรวมกลุ่มเพื่อช่วยคนไทยในเมืองนี้ให้กว้างขวางขึ้น และทำให้คนไทยมีสิ่งเหนี่ยวรั้งทางจิตใจบ้าง แทนที่จะปล่อยตัวปล่อยใจให้เตลิดเปิดเปิงไปกับสิ่งเสพติดและการพนันอย่างที่เป็นอยู่

ก่อนออกจากเมืองโคฝุ ได้ปรึกษาเรื่องนี้กับคนไทยบางคน ก็ได้รับการตอบสนองด้วยดี นี้คงเป็นงานหนึ่งที่จะเป็นจุดเชื่อมต่อให้มีการประสานงานระหว่างข้าพเจ้ากับคนไทยที่คุต่อไป และอาจจะนำไปสู่งานอื่นๆ ในอนาคตได้ด้วย

ข้าพเจ้ายังปรึกษากันถึงเรื่องความเป็นไปได้ที่จะมีพระไทยมาอยู่ที่เมืองโคฝุนานขึ้นในปีต่อไป อย่างน้อยก็ครึ่งเดือนหรือหนึ่งเดือน ดูเหมือนว่าในปีหน้าเรื่องสถานที่พำนักของพระคงจะไม่มีปัญหา อาจจะใช้สำนักงานใหม่ของสำนักงานโอเอซิส ส่วนอาหารก็คงอาศัยการบิณฑบาตโดยประสานกับร้านอาหารไทยซึ่งมีอยู่หลายร้าน และคงจะช่วยเวียนกันจัดอาหารถวายพระได้อย่างน้อย ๑ ครั้งต่ออาทิตย์

ที่จริง เมืองโคฝุไม่เพียงแต่จะเป็นเมืองที่เหมาะแก่การทำงานสงเคราะห์คนไทยเท่านั้น สำหรับข้าพเจ้าช่วงที่อยู่วัดเมียวโฮจิ ยังเป็นช่วงที่เหมาะแก่การปลีกวิเวกด้วย เพราะกุฏิรายรอบด้วยต้นไม้และป่าเขา ไม่ว่าจะเป็นศิลปินหรือนำบำเพ็ญภาวนา คงชอบที่นี่ไม่น้อย บางวันฟ้าเปิดแดดใส จะมองเห็นยอดภูเขาฟูจิโผล่พ้นเทือกเขาออกมาทักทายข้าพเจ้า แต่น่าเสียดายที่ข้าพเจ้าเองเสพสุนทรียรสจากธรรมชาติได้ไม่เต็มที่ เพราะนอกจากจะต้องต้อนรับแขกที่มาเยือนทุกวันแล้ว ยังต้องใช้เวลาที่เหลือพิมพ์อะไรต่ออะไรมากมายอันเป็นผลที่ได้จากการมาญี่ปุ่นคราวนี้

๑ สัปดาห์เศษๆ ที่เมืองโคฝุ แม้ข้าพเจ้าจะทำอะไรไม่ค่อยได้มาก แต่ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้ก็เพราะความเอื้อเฟื้ออย่างมากของคุณยามาซากิ รองประธานสมาคมโอเอซิส เช่นเดียวกับคุณจันทร์แรม ความมีน้ำใจและความสามารถทางภาษาญี่ปุ่นของเธอ มีส่วนสำคัญในการประสานเชื่อมโยงระหว่างคนไทยด้วยกันในเรื่องการอุปถัมภ์พระ จนทำให้ชีวิตของข้าพเจ้าในเมืองโคฝุราบรื่นด้วยดี

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved