หน้ารวมบทความ
   บทความ > เสขิยธรรม > เลียบแม่น้ำ ข้ามขุนเขา ธุดงค์ในญี่ปุ่น
กลับหน้าแรก
 

เสขิยธรรม
ฉบับที่ ๓๑ ปีที่ ๖ กรกฎาคม - กันยายน ๒๕๓๙

พุทธศาสนาในโลกกว้าง
เลียบแม่น้ำ ข้ามขุนเขา ธุดงค์ในญี่ปุ่น
พระไพศาล วิสาโล

ต้นเดือนพฤษภาคมในญี่ปุ่น เป็นช่วงที่เรียกว่า golden week เนื่องจากมีวันหยุดติดต่อกันหลายวันคล้ายๆเทศกาลสงกรานต์ตรงที่คนญี่ปุ่นนิยมเดินทางไกลจึงไม่สะดวกที่เราจะเดินทางไปไหนมาไหนเพราะรถไฟจะแน่นขนัดไปด้วยผู้คน และจะมีธุระไปหาใครก็ไม่เหมาะเพราะเขาจะไปเที่ยวกันเป็นส่วนใหญ่ เราจึงคิดเดินธุดงค์ในช่วงนี้แทน ดังที่ได้บอกแล้วว่า เดิมตั้งใจจะธุดงค์ไปเมืองกามากูระ ซึ่งเป็นเมืองสำคัญทางพุทธศาสนาเมื่อ ๗๐๐ – ๘๐๐ ปีก่อน ร่วมสมัยกับยุคสุโขทัย แต่ก็มีคนแนะนำว่าตลอดเส้นทางจะเนืองแน่นไปด้วยรถ ทัศนียภาพไม่เหมาะแก่การเดินเท้า กอปรกับมีคนไทยที่จังหวัดนากาโน่อยากให้เราไปเยือน จึงเปลี่ยนแผนไปธุดงค์ที่นากาโน่แทน

ยกเว้นเรื่องอากาศที่หนาวพิเศษกว่าภาคอื่นๆ แล้ว นากาโน่นับเป็นสถานที่เหมาะแก่การธุดงค์มาก เพราะรู้จักคนญี่ปุ่นหลายคนที่สนใจช่วยเหลือคนไทย อีกทั้งเมืองต่างๆ ตามรายทางก็มีคนไทยอยู่กันมาก เราตกลงว่าจะเริ่มต้นที่หมู่บ้านโยชิโห เมืองซากุ อันเป็นบ้านของหมอเดอูร่าซึ่งเอื้อเฟื้อพวกเราตั้งแต่มาถึงญี่ปุ่นใหม่ๆ จุดหมายคือวัดเซนโกจิแห่งเมืองนากาโน่ อันเป็นวัดเก่าแก่ที่มีชื่อเสียง อีกทั้งยังมีพระพุทธรูปสุโขทัยประดิษฐานตั้งแต่ ๖๐ ปีที่แล้ว

ข้าพเจ้า พระยูกิ และปรีดา ออกเดินทางไปนากาโน่ ตั้งแต่วันที่ ๓๐ เมษายน พร้อมกับชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งซึ่งเป็นคนนำทางและพาเราสำรวจเส้นทางธุดงค์ ที่จริงเราต้องการที่จะธุดงค์แบบง่ายๆ คือไม่ต้องมีการวางแผนมาก เพียงแค่มีแผนที่ก็พอ กับเตรียมที่พักตามรายทางไว้บ้าง รวมทั้งแจ้งคนไทยตามเมืองต่างๆ ไว้แต่เนิ่นๆ แต่เอาเข้าจริงๆ กลับกลายเป็นเรื่องใหญ่ มีการเตรียมการล่วงหน้าเป็นอาทิตย์ๆ คนญี่ปุ่นหลายต่อหลายคนถูกดึงเข้ามาร่วม มีการติดต่อประสานงานกับคนหลายฝ่าย รวมทั้งสื่อมวลชนทั้งโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ เรียกว่างานนี้มีกองสนับสนุนที่ใช้คนมากทีเดียว ทั้งๆที่คนเดินธุดงค์มีเพียงไม่กี่คน เปรียบเหมือนกับภูเขาน้ำแข็งที่โผล่ยอดออกมานิดเดียว แต่ข้างล่างนั้นเป็นก้อนน้ำแข็งขนาดมหึมา นี้อาจเป็นวิธีการทำงานแบบคนญี่ปุ่นก็ได้

ยังไม่ทันจะออกธุดงค์ก็มีสื่อมวลชนมาสัมภาษณ์ทันทีที่ถึงบ้านพักของหมอเดอูร่า มีโทรทัศน์ ๑ ช่อง หนังสือพิมพ์ ๒ ฉบับ ทุกคนมาเพราะรู้ว่าการธุดงค์ครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการช่วยเหลือคนไทย ซึ่งมีอยู่หลายพันที่จังหวัดนี้ (แม้ตัวเลขทางการจะมีแค่ ๘๐๐ คนเศษ) แต่เขาอยากรู้มากกว่านั้นว่าเราจะมาทำอะไรบ้าง ส่วนหนึ่งเข้าสนใจรูปแบบการธุดงค์ด้วยว่า จะมีความหมายต่อคนไทยที่นี่อย่างไร

ธุดงค์วันแรกก็มีอุปสรรคเพราะฝนตกตั้งแต่เช้า แต่เราก็ไม่เปลี่ยนแผน โดยเริ่มจากการทำกิจวัตรประจำวันได้แก่บิณฑบาต การบิณฑบาตของพระไทยเป็นเรื่องแปลกสำหรับที่นี่อย่างไม่ต้องสงสัย เท่าที่รู้ เคยมีพระจากเมืองไทยมาธุดงค์และบิณฑบาตที่นี่ แต่เป็นพระญี่ปุ่นที่ไปอยู่กับหลวงพ่อชา ชะดีชะร้ายข้าพเจ้าอาจจะเป็นพระไทยคนแรกที่มาบิณฑบาตที่ญี่ปุ่นก็ได้

บิณฑบาตวันแรกก็ได้อาหารจากทางบ้านของหมอเดอูร่า เช้านั้นมีคนไทยนำอาหารมาถวายด้วย แต่มาไม่ทัน เมื่อได้เวลา ๘.๓๐ น. ก็ออกเดินทาง วันนี้เราจะต้องเดินทาง ๓ ชั่วโมงเพราะจุดหมายคือเมืองนากาโกมิ ซึ่งอยู่ห่างไป ๑๒ กิโลเมตร ที่นั่นญาติโยมคนไทยรอถวายเพลอยู่

ฝนตกตลอดเช้า แต่ก็หยุดหรือพักนานไม่ได้ เราถึงที่หมายทันกำหนด มีคนไทยเรารวมกันที่ร้านอาหารวีนัสประมาณ ๒๐ คนเศษ หลังจากฉันแล้วก็สวดพุทธมนต์ ก่อนจะพรมน้ำมนต์ก็แสดงธรรมโดยเน้นเรื่องความสามัคคีและการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน กับให้ห่างจากอบายมุขและการพนัน จากนั้นก็มีการเจิมร้านของคนไทย ทั้งหมดนี้จะกลายเป็นแบบแผนทางด้านพิธีกรรมของเราตลอด ๗ วันที่ธุดงค์ โดยมีการยักเยื้องเปลี่ยนแปลงบ้างเล็กน้อย

บ่ายครึ่งก็เดินทางต่อ ลืมบอกไปว่าวันแรกนอกจากพระ ๒ คนไทย ๑ แล้ว ยังมีคนญี่ปุ่นร่วมเดินอีก ๑ คน คือคุณคาวามูระซึ่งเป็นมัคคุเทศก์นำทางเราตั้งแต่วันที่ ๓๐ เมษายน เขาสนใจการธุดงค์ และขอเข้าร่วมด้วย คุณคาวามูระได้ร่วมเดินทางกับเรารวม ๓ วัน และได้กลายเป็นเพื่อนที่มีความหมายมากกว่าเพื่อนร่วมทาง นิสัยใจคอที่ซื่อและมีอารมณ์ขันทำให้ธุดงค์ครั้งนี้มีชีวิตชีวาและน่าประทับใจ ความคุ้นเคยในช่วงไม่กี่วันทำให้เขาสนใจที่จะมาเมืองไทยภายในปีนี้ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะปรีดีรับปากว่าจะหาแฟนให้เขาที่เมืองไทยก็ได้

ช่วงบ่ายเดินได้ไม่ถึง ๒ ชั่วโมงก็ต้องหยุด เพราะ ๔โมงเย็นมีกิจนิมนต์ต้องไปสวดมนต์เย็นให้คนไทยคนหนึ่งที่เพิ่งเสียภรรยาไปเนื่องจากอุบัติเหตุรถยนต์ นี่เป็นรายที่ ๒ ที่เราต้องไปสวดบังสุกุลให้เพราะคนขับเมาไม่ได้สติจนพาคนไปตาย ทั้งสองรายเป็นหญิงบริการอายุยังไม่ถึง ๓๐ คนขับเป็นแขกชาวญี่ปุ่นทั้งคู่

ทุกวันเราจะเดินจนถึง ๔ โมงเย็นเท่านั้น จากนั้นก็จะเข้าที่พัก โดยมีรถพาไปส่ง วันรุ่งขึ้นรถก็จะมาส่งตรงจุดที่รถมารับวันก่อนนั้น เป็นการธุดงค์แบบประยุกต์เพราะที่นี่มีปัญหาเรื่องที่พัก จะใช้วิธีค่ำไหนนอนนั่นแบบที่เมืองไทยทำได้ยาก อากาศที่นี่ตอนกลางคืนหนาวพอดูจนไม่อาจจะกางเต็นท์หรือพึ่งถุงนอนได้

วันแรกพักที่บ้านคุณโยโกตะ ซึ่งเป็นผู้ที่ช่วยเหลือหญิงไทยแบบสุดจิตสุดใจ ถึงขั้นยอมควักเงินพาคนป่วยและคนที่มีปัญหามาส่งที่เมืองไทยแทบทุกเดือน น้ำแร่ร้อนจากออนเซนที่เขาพาไปตอนกลางคืนช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลายมาก วันที่ ๒ ก็เดินทางต่อ แต่บาตรและบริขารฝากไว้ที่บ้านคุณโยโกตะ เพราะจะต้องพักที่บ้านเขาอีกคืน จุดหมายวันนี้อยู่ที่เมืองโคโมโร่ เราเดินเลี่ยงถนนใหญ่เช่นเคย ลัดเลาะไปตามถนนเล็กถนนน้อย บ้านเรือนสองข้างทางสวยงามแต่เงียบราวไร้ผู้คน บรรยากาศแบบนี้เราจะได้ประสบตลอด ๗ วัน คงไม่ใช่เป็นเพราะวันหยุด วันธรรมดาก็เป็นเช่นนี้

เราเริ่มสังเกตเห็นคนญี่ปุ่นบางคนพอนั่งรถผ่านเราก็ยกมือไหว้ แล้วไม่นานก็พบชายสูงวัยผู้หนึ่งหยุดรถรอเราข้างหน้า เมื่อเราไปถึงเขาก็ถวายเงินให้ เขาบอกว่ารู้เรื่องการธุดงค์ของเราจากหนังสือพิมพ์ ดูเหมือนว่าเรื่องของเราจะเป็นที่รับรู้ของคนจำนวนไม่น้อยในนากาโน่เพราะตลอด ๖ วันที่เหลือ เราจะพบปฏิกิริยาทำนองนี้จากคนญี่ปุ่นตามรายทาง การธุดงค์แม้จะเป็นธรรมเนียมของเถรวาท แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากแก่การเข้าใจสำหรับคนญี่ปุ่น เพราะเขาเองก็มีประเพณีจาริกแสวงบุญคล้ายๆ ธุดงค์ แต่ไม่ได้จำกัดว่าเป็นเรื่องของพระเท่านั้น ฆราวาสทั้งหญิงและชายก็นิยมเดินไปตามสถานที่สำคัญทางศาสนา โดยไปกันเป็นกลุ่มๆ แต่นั่นเป็นเรื่องของอดีต เดี๋ยวนี้ประเพณีนี้แทบจะเลือนไปแล้ว กลายเป็นการยกโขยงกันไปท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ แทน อย่างที่เรามักเห็นกลุ่มนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นเดินกันเป็นแถวโดยมีคนถือธงนำหน้า นั่นคงถอดแบบมาจากการจาริกแสวงบุญในอดีต

ใกล้เพล คุณโยโกตะก็ขับรถมารับเราเพื่อไปฉันเพลที่เมืองโคโมโร่ พอเราขึ้นรถก็สังเกตรถคันหนึ่งจอดข้างหน้า คนขับยืนอยู่ข้างรถมองมาทางเรา แต่งชุดสูทเหมือนกับจะไปทำงาน เราเอะใจก็เลยรอดู แล้วเขาก็เดินมาคุยด้วย พร้อมกับถวายเงินให้ เขาบอกว่ารู้จากข่าวโทรทัศน์ ที่จริงคืนแรกที่โทรทัศน์รายงานข่าวนี้ ก็มีคนญี่ปุ่นโทรศัพท์ไปที่สถานี เพราะอยากรู้ว่าจะติดต่อเราอย่างไร ทางสถานีก็ให้เบอร์โทรศัพท์บ้านคุณโยโกตะ เขาจึงโทรศัพท์ไปคุยกับคุณโยโกตะคืนนั้นเลย เขามีภรรยาคนไทย แต่เผอิญภรรยากลับเมืองไปเมืองไทย กระนั้นก็อยากพบเรา เสียดายที่เขาต้องไปทำงานวันรุ่งขึ้น จึงได้แต่ฝากขนมไว้ที่ร้านอาหารที่เมืองโคโมโร่ ซึ่งเราได้รับนิมนต์ไปฉันเพล

ร้านเมโกะเป็นเจ้าภาพถวายเพลแก่เรา สังเกตว่าคนไทยที่เราพบในงานบังสุกุลเมื่อวานไม่ได้มาเลยสักคน ทั้งๆที่ได้บอกไว้แล้ว เลยเดาว่าคนไทยที่นี่คงจะแบ่งกันเป็นกลุ่มๆ การสันนิษฐานเช่นนี้คงจะเป็นความจริง เพราะหลังจากฉันเพล เราได้เดินทางต่อ กลางทางก็ได้ พบกับคนไทยคู่หนึ่งซึ่งไปทำบุญด้วยที่ร้านเมโกะพร้อมกับลูกน้อย เขาก็ยอมรับว่าเป็นเช่นนั้นจริง และพูดถึงประสบการณ์กับคนไทยที่นั่นว่า หลายคนก็ “เค็ม” เอามากๆ เอาเปรียบคนไทยด้วยกัน เช่น กดราคาเวลารับจำนำทอง และหวังเชิดไปเป็นของตนเอง บางรายเก็บทองไว้มากจนถูกฆ่า ครอบครัวนี้ว่าตนก็รับจำนำทองเหมือนกัน แต่ก็ไม่คิดจะเอามาเป็นของตน ทั้งสามกำลังจะกลับเมืองไทยในอีกไม่กี่อาทิตย์ ตอนนี้กำลังรอเงินจากการขายร้าน ตั้งใจว่ากลับเมืองไทยแล้วจะไปทำฟาร์มหมูที่เชียงใหม่ บ้านของฝ่ายหญิง เท่าที่พบ คู่แบบนี้ไม่มาก เพราะนอกจากจะแต่งงานกับคนไทยด้วยกันแล้ว ยังตั้งใจจะกลับเมืองไทย และไปทำอาชีพทางการเกษตร

การธุดงค์วันนั้นสิ้นสุดที่ปราสาทโคโมโร่ ตกค่ำหลังจากกลับจากอาบน้ำแร่บนเขาอาซามะที่ยังมีน้ำแข็งจับหนาแล้ว ก็ไปเยี่ยมคนไทยที่เข้าชั้นเรียนภาษาญี่ปุ่น ที่จริงนอกจากคนไทยแล้ว คนญี่ปุ่นก็มาเรียนด้วย แต่เรียนภาษาไทย เรียกว่ามาเรียนทั้งผัวทั้งเมีย รวมแล้วก็ประมาณ ๑๕ คน คุณโยโกตะเป็นครูคนหนึ่ง

วันรุ่งขึ้น (๓ พฤษภาคม) เรานั่งรถมาบิณฑบาตที่ปราสาทแห่งนี้ บรรยากาศยามเช้าดีมาก ต้นไม้กำลังอวดดอกงาม หลายคนตื่นแต่เช้ามาเดินเล่น แต่อากาศหนาวไปหน่อย เราเดินบิณฑบาตไปถึงบ้านคุณโยโกตะแล้วก็ฉันเช้า

วันที่ ๓ ของการธุดงค์ มีผู้ร่วมทางเพิ่มอีก ๓ คน คนแรกเป็นพ่อเลี้ยงคุณโยโกตะ อีก ๒ คนเป็นนักหนังสือพิมพ์ที่มาทำข่าวกับเรา ทั้งสองอยากรู้ด้วยตนเองว่าการเดินธุดงค์นั้นเป็นอย่างไร ส่วนหนึ่งคงเป็นความอยากรู้ในฐานะนักหนังสือพิมพ์ที่ต้องการเข้าถึง “ข่าว” อย่างใกล้ชิด อีกส่วนหนึ่งคงเป็นความสนใจส่วนตัวควบคู่กับการอยากร่วมทางกับเรา หลังจากติดตามมาทำข่าวเป็นระยะๆ ทั้งสองก็มีความคุ้นเคยกับเรา มีความรู้สึกเป็นเพื่อนมากขึ้น เราได้เรียนรู้ในเวลาไม่นานว่า ธุดงค์ครั้งนี้ได้ช่วยถักทอมิตรภาพให้แก่เราอย่างไม่คาดฝัน เราไม่เพียงแต่จะร่วมเดินทางเดียวกันเท่านั้น หากยังได้พูดคุยสนทนากันระหว่างเดินบ้าง ขณะหยุดพักกลางทางบ้าง นอกจากนั้นยังได้กินข้าวชุดเดียวกัน มื้อกลางวันทุกมื้อเราทุกคนต่างได้ลิ้มรสอาหารไทย โดยเจ้าภาพอันได้แก่กลุ่มคนไทยถือว่า ทั้งพระและฆราวาสผู้ร่วมธุดงค์ต่างเป็นแขก ที่สมควรกินก่อนเขา

ถึงตอนนี้ทัศนียภาพรอบตัวได้เปลี่ยนไป ตลอดเส้นทางจะเห็นเทือกเขาขนาบเป็นแนว กลางหุบเขามีแม่น้ำทอดขนานกับถนน ส่วนเมืองและหมู่บ้านอยู่ห่างออกไป ส่วนใหญ่เราจะเดินอยู่บนถนนสายหลัก ลัดเลาะผ่านหมู่บ้านเป็นครั้งคราว เมื่อใกล้ถึงเพล เราก็ผ่านเมืองเล็กๆ ที่ชื่อว่าโทบุ ปรากฎว่าแม้แต่เมืองเล็กก็ยังมีคนไทยอยู่กันนับร้อย ที่ขาดไม่ได้คือร้านอาหารไทยและร้าน “สแน็ค” ไทย (ร้านเหล้าที่แขกสามารถพาหญิงบริการออกไปข้างนอกได้)

ช่วงที่เราเดินเข้าเมืองนี้ มีคุณป้าคนหนึ่งพาหลานสาวตัวเล็กมารออยู่หน้าบ้าน พอเราเดินมาถึงก็มอบถุงลูกอมพร้อมกับเงิน พลางขอให้เราลูบหัวหลานสาวเพื่อเป็นสิริมงคล เราขอสวดมนต์และอวยชัยให้พรแทน กรณีคล้ายๆกันนี้เราจะเจอกันอีกในวันรุ่งขึ้น เมื่อเดินเลียบแม่น้ำ อันเป็นที่ที่คนนิยมมาตกปลาและปิคนิคกัน หนุ่มสาวคู่หนึ่งขอให้เราลูบหัวให้แก่ลูกน้อยซึ่งกำลังหลับอุตุในรถ แม่ลูกอ่อนบอกว่า ตอนที่เห็นเราในโทรทัศน์ก็อยากจะไปพบ แต่ไม่รู้ว่าจะไปหาที่ไหน แต่แล้วก็มาเจอโดยบังเอิญ นับเป็นโชค เจอแบบนี้หลายครั้งเข้าก็ทำให้เราตระหนักว่า เรามาธุดงค์ครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อตัวเราเท่านั้น แต่ยังเพื่อคนอื่นอีกด้วย เพราะมีหลายคนที่ต้องการ มีส่วนทำบุญร่วมกับเรา ขณะเดียวกันก็อยากได้ส่วนแบ่งจากบุญที่เราได้บำเพ็ญด้วย

ธุดงค์ครั้งนี้พาเราประสบสิ่งไม่คาดคิดหลายอย่าง อย่างหนึ่งก็คือการได้ไป “ชน” กับเมืองเก่าอย่างเต็มตัว เหมือนกับเข้าไปสู่อดีตเมื่อร้อยกว่าปีก่อน อาคารบ้านเรือนแบบโบราณบนถนนทั้งสายได้รับการอนุรักษ์อย่างดีไม่มีตึกหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างใหม่เข้าไปแทรกเลย โรงเตี๊ยมและร้านค้าต่างๆ ที่เรียงรายเป็นแถวยาวบ่งบอกว่าในอดีตถนนบนสายนี้เคยเป็นเส้นทางสำคัญที่ผู้คนพากันสัญจรผ่านมาจากทั่วทุกสารทิศ ทุกวันนี้ก็ยังเนืองแน่นด้วยผู้คน หากแต่เป็นนักท่องเที่ยว ไม่ใช่พ่อค้าวาณิชดังแต่ก่อน

คนนำทางตอนนี้ได้เปลี่ยนจากคุณโยโกตะมาเป็นคุณฟูจิ ซึ่งเป็นประธานกลุ่มเพื่อนเอเชียที่เพิ่งตั้ง คุณฟูจิมีภรรยาเป็นคนพะเยา บ้านอยู่ในเมืองอูเอดะ อันเป็นเป้าหมายอันดับต่อไปของเรา แต่ว่าเจ้าภาพซึ่งจะให้ที่พักแก่เราทั้งวันนี้และวันต่อไปเป็นคุณเตกูชิ ซึ่งแต่งงานกับคนไทยเช่นกัน เธอเปิดร้านสแน็ค ผู้หญิงที่ทำงานในร้านนี้ก็พักบ้านของเธอ ทั้งเจ้าของบ้านและคนร่วมบ้าน แม้จะทำงานกลางคืนแต่ก็ตื่นแต่เช้ามาทำอาหารถวายพระทั้ง ๒ วัน อูเอดะจึงเป็นเมืองแรกที่มีคนไทยใส่บาตร ส่วนอาหารเพล ไปฉันที่ร้านรัตนามีคนไทยมาร่วมทำบุญคับคั่งเช่นเคย ร้านนี้เราเคยมาเจิมก่อนแล้ว อูเอดะเป็นเมืองหนึ่งที่เรามาเยือนบ่อยมากที่สุด รวมทั้งหมด ๓ ครั้ง (แต่ไม่นานก็กลายเป็น ๔ เพราะเราได้กลับไปเยือนเมืองนี้อีกครั้งไม่กี่วันก่อนกลับเมืองไทย)

ได้มีโอกาสคุยกับคนไทยที่เป็นหญิงบริการ ส่วนใหญ่ส่งเงินกลับไปบ้านกันคนละมากๆ คนที่นี่ไม่ค่อยฝากเงินที่ธนาคาร เพราะมักส่งเงินกลับไปให้พ่อแม่ญาติพี่น้อง โดยผ่านบริการของร้านอาหารหรือร้านขายของของคนไทย เรียกได้ว่าเกือบทั้งหมดแต่งงานกับคนญี่ปุ่นก็เพราะต้องการมีเงินส่งบ้าน นี้เป็นทางเลือกสำหรับคนที่อยากจะเลิกทำงานกลางคืน

วันที่ ๔ มีคนมาร่วมเดินอีก ๒ คน คือคุณเดกูชิและคุณโนตะ ซึ่งเพิ่งเข้าพิธีแต่งงานกับคนไทยได้ไม่ถึงเดือน (เราได้รับนิมนต์อย่างกะทันหันให้ไปอวยพรแก่คู่บ่าวสาวในพิธีแต่งงานซึ่งจัดพร้อมกับการเปิดตัวกลุ่มเพื่อนเอเชีย) แต่ว่า ๒ คนที่ร่วมเดินเมื่อวันก่อน รวมทั้งคุณคาวามูระได้กลับไปทำงาน จำนวนคนเลยเท่าเดิม วันนี้นับเป็นวันที่ทุกคนเพลิดเพลินกับการเดินมากที่สุดเพราะเดินเลียบแม่น้ำตลอดทาง นอกจากทัศนียภาพจะสวยงาม อากาศเย็นสบายแล้ว ยังได้เห็นชีวิตและกิจกรรมอันหลากหลายของผู้คนบนสองฝั่งแม่น้ำ มีทั้งปิคนิค ตกปลา เล่นกีฬา ขายอาหารและขี่จักรยานผาดโผน

การเดินช่วยให้ชีวิตเร่งรีบน้อยลง มีเวลาพินิจสิ่งรอบตัวมากขึ้น ช่วงนี้ต้นไม้กำลังออกดอกสะพรั่งมีหลายชนิดที่ออกเต็มต้นทั้งๆที่ใบยังไม่ผลิ สีสันของดอกไม้จึงเบ่งบานออกมาชัดเจน เสน่ห์ของซากูระอยู่ที่ตรงนี้ บนภูเขาสองข้างทาง ต้นไม้หลายต้นจะส่งสีขาว เหลือง ชมพู ออกมาแซมกับสีเขียวของป่าผืนใหญ่ บ่งบอกถึงความหลากหลายซึ่งเป็นความงามอีกอย่างหนึ่งของธรรมชาติ

วันนี้เราเดินมากเป็นพิเศษ เครื่องนับก้าวของท่านยูกิบอกว่าเฉพาะวันนี้เราเดินได้กว่า ๒๓,๐๐๐ ก้าวแต่ขณะเดียวกันเท้าของเราก็ชักจะออกอาการ รองเท้าแตะกลายเป็นปัญหา เลยเข้าเมืองหาซื้อรองเท้าใหม่ และถือโอกาสไปเที่ยวปราสาทอูเอดะไปด้วย ปราสาทญี่ปุ่นถึงจะแข็งแกร่งอย่างไร ก็ต้องประดับประดาด้วยต้นไม้และสวนอย่างสวยงามเสมอ

จุดหมายของวันต่อมาอยู่ที่เมืองคามิยามาดะ อันเป็นเมืองท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อในด้านออนเซนหรือบ่อน้ำร้อน คนไทยอยู่กันมากเช่นเคย ตอนที่ใกล้จะถึงเมืองนี้ มีรถคันหนึ่งแล่นมาทางเราครั้งมาใกล้ เด็กคนหนึ่งอายุไม่ถึง ๑๐ ขวบก็โผล่หัวออกมา แล้วตะโกนว่า “กัมบ๊ะเต๊ะ” แปลว่า “ขอให้พยายามต่อไป” ใครที่เคยดูหนังมดเอ๊กซ์คงได้ยินประโยคนี้บ่อยๆ แต่เด็กคนนั้นไม่ได้นึกว่าตัวเองเป็นมดเอ๊กซ์หรอก เขาเพียงแต่ต้องการให้กำลังใจ นี้เป็นความแตกต่างอย่างหนึ่งระหว่างไทยกับญี่ปุ่น คนไทยนิยมแสดงความปรารถนาดีด้วยการอวยพรให้ “โชคดี” แต่คนญี่ปุ่นจะขอให้ทำงานหนักขึ้น เข้าใจว่าเด็กคนนั้นคงรู้ว่าเรากำลังมาธุดงค์จึงให้กำลังใจเช่นนั้น

ถ้าเป็นประเทศยุโรป หากมีใครโผล่หน้าออกมาจากรถ ก็เตรียมตัวทำใจได้ เพราะเขาคงจะสรรหาคำด่าเจ็บๆ แสบๆ มาประเคนเราแน่ ตอนที่ข้าพเจ้าไปจำพรรษาในอังกฤษ เจอแบบนี้หลายครั้ง แต่ที่นี่กลับตรงข้าม

วันนี้ฉันเพลที่ร้านไทยพัทยา เจ้าของคือคุณละอองดาว กำลังเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงคนหนึ่งในการพยายามหาเงินสร้างวัดไทยในญี่ปุ่น อันเป็นความคิดริเริ่มของวัดปากน้ำ แต่คงจะไม่ง่าย เงินนั้นไม่เป็นปัญหา ปัญหามาจากเรื่องอื่น ฟังมาว่าวัดปากน้ำพยายามสร้างวัดไทยแถวๆ นาริตะมาเป็นสิบปีแล้ว แต่ก็ยังไม่สำเร็จ

คุณละอองดาวเป็นธุระจัดหาที่จำวัดให้ ไม่ใกล้ไม่ไกลจากร้าน และอยู่ตรงย่านสแน็คคนไทย ตกค่ำได้ยินเสียงคนไทยเดินทักทายกันเป็นระยะราวกับอยู่เมืองไทย แต่ไม่มีเสียงเอ็ดตะโรโหวกเหวกเพราะที่นี่เป็นญี่ปุ่นมีคนไทยหลายคนมาคุยด้วย ความวิตกอย่างหนึ่งของคนไทยที่นี่ก็คือ กลัวว่าเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจะมากวาดจับครั้งใหญ่ใน ๒ ปีหน้า เพราะจังหวัดนากาโน่จะเป็นเจ้าภาพจัดกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาว หลายคนรู้สึกว่ายังทำมาหากินได้ไม่เต็มที่เลย ที่จริงอยู่ญี่ปุ่นก็ไม่ใช่ว่าจะมีความสุขนัก แต่เงินดี แม้ของจะแพง กระนั้นก็จัดว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับรายได้

ตอนเช้ามีเสียงตะโกนชักชวนให้คนไทยมารอใส่บาตรที่ร้านไทยพัทยา แต่ว่าเราก็ทำกิจวัตรเดิมคือเดินบาตรไปเรื่อยๆ ไม่คำนึงว่าจะมีคนใส่บาตรกลางทางหรือไม่แล้วก็มาสุดที่ร้านไทยพัทยา มีคนรอใส่บาตรคับคั่ง จนถวายข้าวได้เพียงคนละช้อนสองช้อนเท่านั้น

ฉันเสร็จก็ได้เวลาเดินต่อ แต่คราวนี้แทบจะไม่ต้องใช้แผนที่เลย เพราะมีทางเดินเลียบแม่น้ำตลอดไปจนถึงเมืองนากาโน่ เป็นทางเฉพาะคนกับรถจักรยานเท่านั้น กว้างเสียด้วย ส่วนทางรถนั้นเขาไปสร้างอีกฟากหนึ่งของแม่น้ำ ไหล่ถนนสูงจากพื้นพอๆ กันทั้งสองถนน เรียกได้ว่าทางคนเดินและรถจักรยานมีคุณภาพไม่ด้อยไปกว่าทางรถวิ่งเลย แสดงว่าเขาให้ความสำคัญกับคนและจักรยานมาก ถ้าเป็นเมืองไทย ทั้งคนทั้งจักรยานมีแต่จะถูกรถยนต์เบียดจนตัวลีบ

วันนั้นฟ้าสวยแดดใส แต่กลับเป็นวันที่เดินลำบากมากทั้งๆ ที่ได้ถนนดี สาเหตุก็เพราะลมแรงเอามากๆ เป็นลมหนาวเสียด้วย ความร้อนของแดดไม่มีความหมายเลย ถูกลมตีเอาๆ จนต้องเร่งฝีเท้าและโถมตัวไปข้างหน้าเพื่อให้สู้กับแรงลมได้ บ่ายสองก็ถึงเมืองนากาโน่ แต่ตึกสูงก็ไม่ได้ช่วยลดแรงลมเลย แถมเราจะต้องเดินทำเวลาให้ได้มากที่สุด เพราะวันพรุ่งนี้ซึ่งเป็นวันสุดท้าย เรามีเวลาเดินเพียง ๒ ชั่วโมงเป็นอย่างมาก ขณะที่จุดหมายคือวันเซนโกจินั้นอยู่ห่างออกไปประมาณ ๑๕ กิโลเมตร

บ่าย ๔ โมง เรามาหยุดอยู่ตรงเชิงสะพานที่จะเข้าสู่ใจกลางเมืองนากาโน่ ระหว่างทางมีคนไทยจอดรถหมายจะรับเราขึ้น เราก็ได้แต่นัดหมายให้ไปเจอกันที่ร้านอาหารตอนเพลวันรุ่งขึ้น ใกล้จะเลิก ก็มีคนญี่ปุ่นมาถามว่าเราเป็นพระไทยใช่ไหม ว่าแล้วก็ถวายขนมปัง ๑ ถุง

เย็นวันนั้นพักที่วัดโฮเซนจิ เจ้าอาวาสเป็นสมาชิกขององค์กร Sotoshu Volunteer Association ซึ่งมีสาขาที่เมืองไทยด้วย คุณฮาตะ สามีครูประทีป อึ้งทรงธรรม ทำงานให้องค์กรนี้ที่สลัมคลองเตย แต่ตอนนี้ฟังว่าย้ายมาญี่ปุ่นแล้ว ลูกวัดเป็นพระหนุ่มเคยบวชกับหลวงพ่อนานอยู่เดือนหนึ่ง วัดนี้จึงคุ้นกับธรรมเนียมพระไทยอยู่บ้าง เสียดายแทนเพื่อนๆ หลายคนที่ไม่ได้มาเห็นวัดนี้ แม้เป็นวัดเล็กในชนบท แต่ก็สวยงามทั้งศิลปะและธรรมชาติ ตอนที่เรามาครั้งแรกคราวสำรวจเส้นทางอาทิตย์ก่อน ซากูระกำลังบาน ตอนนี้ร่วงแล้ว แต่ก็ยังงามอยู่นั่นเอง ภูเขาที่ประชิดวัดมีต้นไม้งามๆ หลายต้น ร่มรื่นดี

คืนนั้นมีแขกมาเยี่ยมหลายคณะ ทั้งไทยและญี่ปุ่นเป็นโชคที่ได้พบคนไทยคนหนึ่งที่เคยอยู่อาศรมฯ และทำงาน Redd Barna ที่ขอนแก่น และรู้จักข้าพเจ้ากับพระยูกิดี เขาเลยนิมนต์ให้ไปจำวัดที่บ้านพักของเขาในคืนถัดไป

๗ พฤษภาคมเป็นวันสุดท้ายของการธุดงค์ วันนี้เดินสบายๆ เพราะเมื่อวานเดินได้ไกล รวมแล้ว ๓๒,๐๐๐ ก้าว เจ้าของร้านที่ถวายเพลเป็นคนลาวที่อพยพมาเกือบ ๒๐ ปีที่แล้ว แต่ภรรยาและคนในร้านทั้งหมดเป็นคนไทย

พอก้าวออกจากร้าน โทรทัศน์ NBS ที่เคยมาทำข่าวตั้งแต่วันแรก ก็เริ่มติดตามถ่ายภาพ เพราะอีกกิโลเมตรเศษๆ เท่านั้นก็จะถึงวัดเซนโกจิ ยิ่งใกล้วัดคนก็ยิ่งเยอะ มีทั้งนักเรียน นักศึกษา นักท่องเที่ยว แสดงว่าเป็นวัดสำคัญมาก พอไปเห็นแล้วก็ต้องทึ่ง ทั้งวัดทำด้วยไม้ ขนาดใหญ่มาก ว่ากันว่าเป็นวัดไม้ใหญ่อันดับ ๓ ของญี่ปุ่น (และของโลก) เสาแต่ละต้นขนาดมหึมา ทั้งตรงทั้งสูง ขื่อคาก็ไม่เบา แถมลายงามอีกต่างหาก ทางวัดให้เกียรติเรามาก จัดพระมาต้อนรับและแนะนำสถานที่ เราเลยกลายเป็นคนสำคัญไปเลย ต้องยกให้เป็นฝีมือของหมออิโรฮิร่า ซึ่งเป็นผู้ประสานงานการธุดงค์คนหนึ่ง

วัดนี้แปลก พระประธานจะอยู่หลังม่าน เฉพาะโอกาสสำคัญจึงจะเปิดม่านให้คนเห็น เราโชคดีที่เขาเปิดม่านวันนี้พอดี แต่ไม่รู้ว่าตาไม่ดีหรือบุญไม่มีกันแน่ จึงมองไม่เห็น พระพุทธรูปอาจจะเล็กก็ได้ ธรรมเนียมนี้มีมานานับพันปีแล้ว วัดนี้มีสิ่งลี้ลับหลายอย่าง พระที่นำชมสถานที่บอกว่า ตัวท่านเองก็ยังไม่มีโอกาสได้เห็นอีกหลายอย่างของที่นี่

ที่พิเศษและลึกลับอีกอย่างก็คือ ห้องใต้พระประธานซึ่งมืดสนิท คนทั่วไปมีสิทธิเพียงเดินคลำไปตามผนังเท่านั้น ถ้าโชคดีก็จะได้จับคลำกุญแจขนาดใหญ่ซึ่งปิดห้องสำคัญเอาไว้ ว่ากันว่าใครได้คลำ ก็จะได้สิ่งที่อธิษฐานสมใจ ห้องนี้มีคนลงไปมิได้ขาด ข้าพเจ้าก็ลงไปด้วยและคลำกุญแจด้วย แต่ก็ไม่ได้อธิษฐานอะไร ธุดงค์มาถึงจุดหมายปลายทางโดยไม่ล้มป่วยเจ็บไข้ก็พอใจแล้ว

เป็นอันว่าธุดงค์ครั้งนี้สำเร็จเสร็จสิ้นด้วยดี ได้เยี่ยมเยียนคนไทย และพบปะหลายคนที่น่าสนใจ กับได้ฝึกฝนตนเองเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังได้มิตรเพิ่มขึ้นอีกหลายคน มีความรู้สึกดีๆ เกิดขึ้นตลอดการธุดงค์ โดยเฉพาะความซาบซึ้งประทับใจในไมตรีของคนญี่ปุ่นตามเส้นทาง รวมทั้งเพื่อนชาวญี่ปุ่นอีกหลายคนที่เสียสละเวลาอันมีค่า ในช่วงวันหยุดมาช่วยนำทางและร่วมเดินเป็นเพื่อนกับเราทั้งๆที่พูดกันแทบไม่รู้เรื่อง แต่สายตาและรอยยิ้มก็ประสานเราให้เข้าถึงใจของกันได้

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved