หน้ารวมบทความ
   บทความ > ธรรม(ะ)ชาติบำบัด > แก้ตัว หรือ แก้ไข
กลับหน้าแรก

แก้ตัว หรือ แก้ไข

พระไพศาล วิสาโล
วารสารธรรม(ะ)ชาติบำบัด
ปีที่ ๖ ฉบับที่ ๑๖ พ.ศ. ๒๕๕๗

กราบนมัสการพระอาจารย์ไพศาลที่เคารพ

สัปดาห์ที่แล้วหมอตุ๊จัดกิจกรรมเปิดวงเรื่องเล่าเร้ากุศลอีก 2 รุ่น ครั้งนี้เชิญจิตอาสาและ เจ้าหน้าที่อย่างละครึ่งจาก อำเภอที่สมัครใจจะสร้างระบบงานอาสาเพื่อนรับฟัง ความทุกข์ในระบบสุขภาพ มาเข้าวง รุ่นที่ 1 จาก อ.ปักธงชัย  รุ่นที่ 2  จาก อ.สูงเนิน

บรรยากาศในวงเรื่องเล่า ครั้งนี้ให้เริ่มต้นจากประสบการณ์ที่ หมอ (แพทย์ พยาบาล นักวิชาชีพ ฯลฯ) และคนไข้ (ผู้ป่วย ญาติ ชุมชน สังคม)  มองต่างมุม เช่น คนไข้ได้รับบริการแบบ หน้างอ รอนาน หมอเองก็ติดภาระงาน คนน้อย งานมาก มาตรฐานวิชาชีพ และ KPI...เพื่อให้เข้าใจเบื้องหลังของการกระทำ...โดยใช้ สติ และ ทักษะการฟังด้วยหัวใจ

กุศลที่เกิดขึ้นจากวง คือ ความเมตตาซึ่งกันและกัน ระหว่างหมอกับคนไข้ เมื่อต่างคนต่างเข้าใจเบื้องหลังของพฤติกรรม หรือ ข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้น และปัญญา ที่เกิดการ “เห็นตามจริง” มากขึ้น คือ เห็นหลายๆมุมมอง และก้าวข้ามมายาคติ อคติภายในใจ

หมอตุ๊มีข้อสังเกตจากวงเรื่องเล่าแบบนี้คือ หมอทั้งหลายที่มาเข้าวง มักเป็นคนดี มีอาการ “ติดดี” จะรู้สึกเสียใจ น้อยใจ หนักใจ เมื่อได้ยินคำต่อว่าจากภาคประชาชน แสดงออกมาเป็นคำพูดหลายแบบ ได้แก่

  1. “ โรงพยาบาลของเรา ก็เร่งพัฒนาคุณภาพ และทำทุกอย่างเพื่อชาวบ้านอยู่แล้ว  ทำไมเขาจึงไม่เข้าใจเรา...”  และคนที่คิดแบบนี้ จะใช้วิธีอธิบาย โต้ตอบคนในวงตลอดเวลา เพราะต้องการให้เขาเข้าใจเรา  หากเขาเข้าใจผิด เขาอาจเอาไปพูดต่อ ทำให้โรงพยาบาลเสียหาย
  2. “ เราเห็นใจชาวบ้านมาก ต่อไปนี้ เราต้องรีบกลับไปจัดการปรับปรุงแก้ไขระบบงาน และ ทักษะการติดต่อสื่อสารของเจ้าหน้าที่ให้ดีขึ้น  เราต้องดูแลชาวบ้านด้วยหัวใจของความเป็นมนุษย์....”  และคนที่คิดแบบนี้ จะรีบหาวิธีการ มาตรการที่จะลงมือแก้ไขทันที

หมอตุ๊เรียกคนแบบที่ 1 ว่า พวกชอบแก้ตัว  และคนแบบที่ 2ว่า พวกชอบแก้ไข

เท่าที่หมอตุ๊เข้าใจ ไม่ว่า แก้ตัว หรือ แก้ไข  ล้วนไม่ใช่วิถีทางที่จะลดความทุกข์ (จากปฏิสัมพันธ์ของคน) ในระบบสุขภาพใช่ไหมคะ  เพราะเรายังไม่สามารถ “ฟังด้วยหัวใจ” เพื่อเข้าถึงและเข้าใจปัญหาอย่างรอบด้านเพียงพอ  ไม่ว่าเราจะมีปฏิกิริยาอย่างไร หากการเห็นตามจริงยังไม่เกิดขึ้น เราอาจสร้างปัญหาใหม่ๆขึ้นมาทั้งภายในใจผู้รับฟัง และในระบบต่อไป

มาถึงจุดนี้...หมอตุ๊ยังไม่สามารถแจกแจง  และ แสดง “ความจริง” ตลอดจน มรรควิธีที่ชัดเจน ให้ผู้มาเข้าร่วมสัมมนาได้เข้าใจอย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง...มีข้อติดขัด จึงเขียนมาเรียนถามพระอาจารย์ว่า...

  1. เราจะมีวิธีการ นำเสนอให้เขาเห็นตามจริงต่อไปอย่างไรว่า ไม่ว่าจะเป็นการ “แก้ตัว หรือ แก้ไข” ก่อน “เข้าใจภาพรวมของปัญหาทั้งหมด”  ล้วนแล้วแต่ไม่ใช่ทางออก  และอาจทำให้เกิดปัญหาอื่นๆตามมา
  2. ในกระบวนการจัดการ “ความเสี่ยง” ในระบบสุขภาพ เรามักจะถูกสอนว่า เมื่อพบ “ความเสี่ยง” เช่นคนไข้ตกเตียง (ความเสี่ยงทางกายภาพ)  หรือ เสียงบ่น (ความเสี่ยงทางจิตสังคม)  ให้รีบแก้ไขเลย ก่อนที่จะเกิดปัญหาใหญ่ตามมา....ในความเห็นพระอาจารย์..เรื่องแบบนี้ เราควรมีท่าทีอย่างไรคะ
  3. พระอาจารย์มีข้อเสนอเชิงระบบ ในการใช้ “อาสาเพื่อนรับฟัง” ไปฟังความทุกข์ในระบบสุขภาพอย่างไรคะ

กราบนมัสการมาด้วยความเคารพและศรัทธา
หมอตุ๊

เจริญพร คุณหมอตุ๊

อาตมาคิดว่า คนที่มีทัศนคติแบบที่ ๒ คือ ชอบแก้ไขนั้น   มีแนวโน้มที่จะรับฟังคำตำหนิหรือความเห็นของคนไข้(และญาติ)อยู่แล้ว จึงพร้อมที่จะแก้ไข และอยากแก้ไขปัญหาทันที ต่างจากประเภทแรกที่แก้ตัวทันทีเพราะไม่ฟังคนไข้ตั้งแต่แรก

คนไข้(และญาติ)ที่เจอคนประเภทที่ ๒ น่าจะรู้สึกว่าตนได้รับการเยียวยาระดับหนึ่งเพราะรู้สึกว่ามีคนรับฟังความทุกข์ของเขา และพร้อมจะแก้ไข ส่วนจะเข้าใจความทุกข์หรือปัญหาถูกต้องหรือไม่ เป็นอีกประเด็นหนึ่ง  แต่อย่างน้อยเขาก็ไม่ปกป้องตนเองหรือปฏิเสธสิ่งที่คนไข้(และญาติ)ต้องการสื่อสาร  ดังนั้นการมีบุคคลประเภทที่ ๒ มาก ๆ น่าจะเป็นเรื่องดี

ทีนี้เมื่อเห็นปัญหาแล้ว และพร้อมจะแก้ไข  ขั้นต่อไปก็คือการเห็นสาเหตุหรือรากเหง้าของปัญหา (สมุทัย) เพื่อนำไปสู่วิธีการแก้ปัญหาที่ถูกต้อง (มรรค)  ซึ่งควรจะมองเห็นกระจ่างทั้ง สาเหตุใกล้ (หรือเชิงปรากฏการณ์)  และสาเหตุไกล (เชิงโครงสร้าง)  หากจัดการแต่สาเหตุประการแรก  ละเลยสาเหตุประการที่สอง ปัญหาหรือความทุกข์ของคนไข้ก็จะเกิดซ้ำอีก แม้จะไม่เกิดกับคน ๆ เดิมก็ตาม  ด้วยเหตุนี้จึงไม่ควรเร่งรีบหรือผลีผลามแก้ไขปัญหา เพราะง่ายมากที่จะมัวจัดการแต่สาเหตุประการแรก ซึ่งเห็นชัดและทำได้เลย  จนลืมสาเหตุประการที่สอง

สำหรับคำถามข้อที่ ๓ นั้น อาตมาคิดว่า อาสาเพื่อนรับฟัง หรือจิตอาสานั้น ควรมีการทำงานที่ต่อเนื่อง สม่ำเสมอ เป็นระบบ  นั่นหมายความว่า จิตอาสาจะต้องมีวินัย มีcommitment คือรับปากแล้วต้องทำให้สำเร็จ และตรงเวลา  การจัดการจึงเป็นสิ่งสำคัญ ทั้งจัดการตัวบุคคลเพื่อให้มีจิตอาสาเข้ามาทำงานอย่างต่อเนื่อง และเป็นระบบ  และจัดการเนื้องานเพื่อให้มีคุณภาพ ช่วยเหลือเกื้อกูลคนไข้ได้ตามวัตถุประสงค์ ขณะเดียวกันก็ทำให้จิตอาสามีความสุขกับการทำงาน มีสัมพันธภาพที่ดีกับแพทย์และพยาบาล  รวมทั้งได้เรียนรู้จากผู้ป่วย เป็นการเสริมคุณค่าในทางธรรมแก่จิตอาสา  จะทำเช่นนั้นได้กระบวนการกลุ่มสำคัญมาก ในการเสริมสร้างกำลังใจแก่จิตอาสา ถอดบทเรียน และพัฒนาคุณภาพ  โรงพยาบาลจึงควรมีบุคคลากร สิ่งอำนวยความสะดวก (เช่น สถานที่) และระบบจัดการ เพื่อทำให้กระบวนการดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ธรรมและพร
พระไพศาล

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved