หน้ารวมบทความ
   บทความ > ธรรม(ะ)ชาติบำบัด > สมดุลชีวิต จิตอาสา
กลับหน้าแรก

สมดุลชีวิต จิตอาสา

พระไพศาล วิสาโล
วารสารธรรม(ะ)ชาติบำบัด
ปีที่ ๖ ฉบับที่ ๑๕ พ.ศ. ๒๕๕๗

แบ่งปันบน facebook Share 

 

กราบนมัสการพระอาจารย์ไพศาลที่เคารพ

ในกิจกรรม “ปลูกความสุขกลางใจ จิตอาสา/อาสาสมัครมิตรภาพบำบัด” โดยเปิดเป็นวงเรื่องเล่าเร้ากุศล แล้วให้แต่ละกลุ่มจับประเด็นสำคัญมานำเสนอเป็นละครสั้น

ประเด็นสำคัญที่แต่ละกลุ่มยกมานั้น ได้แก่ เรื่อง ความสุขจากการให้ การให้อย่างไม่มีเงื่อนไข เยียวยาผู้อื่น เพื่อเยียวยาตนเอง  การดูแลกายใจควบคู่กันไป  สมดุลระหว่างอารมณ์และความคิด  ฯลฯ ซึ่งหมอตุ๊ ถอดบทเรียน แล้วนำมาสังเคราะห์สรุปเป็นภาพรวมได้ด้วยคำว่า “สมดุลชีวิต จิตอาสา”  อันหมายถึง การเป็นจิตอาสา ซึ่งทำงานด้วยพลังเมตตาเพื่อผู้อื่นนั้น เป็นการเติมเต็มชีวิตตนเอง เพื่อให้เกิดสมดุลด้วย ดังที่พระอาจารย์ได้แสดงธรรมไว้ในหนังสือ “เติมเต็มชีวิตด้วยจิตอาสา”

อย่างไรก็ดี  เมื่อพิจารณาต่อไป จากเรื่องเล่าต่างๆ  ยังอาจเห็น side effect จากงานจิตอาสา ด้วยเช่นกัน เช่นการทุ่มเทแรงกายใจทำงานจิตอาสาจนเหน็ดเหนื่อย เครียด เสียสุขภาพทั้ง กาย ใจ  เสีย ความสัมพันธ์กับคนในครอบครัว  เสียเงินเสียทอง  และที่สำคัญคือบ่มเพาะอัตตาและความหลงตนว่าดีกว่า เหนือกว่าผู้อื่น

มีละครเรื่องหนึ่ง ที่จิตอาสาแสดงให้เห็น “เป็นสุขที่ได้ให้ แต่ทุกข์ใจเมื่อเป็นผู้รับ” โดยจับความรู้สึกของจิตอาสาส่วนใหญ่ว่า เขามักจะรู้สึกดี  เมื่อเป็นผู้ให้คนอื่น ในที่นี้คือการให้ความช่วยเหลือ ให้ความรู้ ให้เงิน วัตถุสิ่งของ ฯลฯ  แต่เมื่อต้องเป็นผู้รับ (ในละครคือรับเงินจากผู้อื่น) เขาจะรู้สึกไม่ดี เสีย self และเมื่อหมอตุ๊ถามคำถามปลายปิดแก่จิตอาสาทั้งชั้นเรียน พบว่าส่วนใหญ่คือ ร้อยละ 90 เห็นว่าตนมักจะรู้สึกดีในการเป็นผู้ให้มากกว่าผู้รับ

หมอตุ๊พยายามตั้งคำถาม  เพื่อช่วยให้เขาใคร่ครวญต่อไปว่า อะไรที่ทำให้เขารู้สึกไม่ดี เสีย self เมื่อต้องเป็นผู้รับ  เป็นเพราะเมื่อเขาให้ เขารับรู้ว่าตนสูงกว่าผู้รับหรือเปล่า  เมื่อเขาต้องเป็นผู้รับบ้าง จึงเกิดความรู้สึกในทางตรงกันข้าม  ถูกกิเลส ที่อาจเรียกชื่อว่า “มานะ” บงการ  บางคนพยักหน้ารับเห็นด้วย  บางคนยังงงๆ ไม่รู้ว่าทำไม

หมอตุ๊กลับมาค้นหนังสือ พระอาจารย์เพิ่ม เช่น เรื่องชีวิตสมดุล  แต่ยังไม่เห็นพระอาจารย์แสดงธรรมเกี่ยวกับการวางใจของ “ผู้รับ” มากนัก  ส่วนใหญ่แล้วมักจะเป็นคำสอนเกี่ยวกับการเป็น “ผู้ให้” มากกว่า เพราะที่ผ่านมากิเลสมักจะน้อมนำให้เราอยากรับมากกว่าให้

จดหมายฉบับนี้ จึงใคร่ขอธรรมะเพิ่มเติมจากพระอาจารย์ว่า

  1. ในการทำงานจิตอาสานั้น เรามีหลักในการจัดสมดุลชีวิตอย่างไร
  2. เราต้องฝึกวางใจในฐานะ “ผู้รับ” บ้างหรือไม่  เพราะที่ผ่านมาในชีวิตคนเรามักเป็นผู้รับ โดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว  หากเรารับอย่างมีสติ และ ปัญญา  อาจนำพาให้เราเป็นผู้ให้ อย่างมี สติและ ปัญญา ได้หรือไม่

เจริญพร คุณหมอตุ๊

สมดุลอย่างหนึ่งที่จำเป็นสำหรับการดำเนินชีวิต ก็คือ สมดุลระหว่างงานภายนอก กับ งานภายใน  งานภายนอกนั้นหมายรวมถึงอาชีพการงานและการช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น  งานภายในนั้นหมายถึงการพักจิตและการฝึกจิตให้เจริญงอกงาม  มองในแง่หนึ่งก็เป็นฐานให้แก่การทำงานภายนอก  เหมือนต้นไม้ที่จำเป็นต้องบำรุกรากให้มั่นคงแข็งแรง จึงจะสามารถรองรับลำต้นที่สูงใหญ่และแผ่กิ่งก้านสาขากว้างขวางได้  รวมทั้งยืดลำต้นไม่ให้โค่นล้มง่าย ๆ เวลาเจอพายุฝนและลมแรงมาปะทะ หรือจะมองว่าเป็นการ “เติมแบต” หลังจากถูกใช้ไปสักระยะหนึ่งก็ได้

ท่านอาจารย์พุทธทาสย้ำเสมอว่า ชีวิตที่ดีคือ ชีวิตที่สงบเย็นและเป็นประโยชน์  “สงบเย็น”นั้นเกิดขึ้นได้จากการทำงานภายใน เช่น การทำสมาธิภาวนา การหมั่นดูใจใคร่ครวญตน   ผู้ที่ทำงานช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่นไม่ว่าโดยอาชีพหรือโดยจิตอาสา  ควรมีเวลาปลีกตัวหรือว่างเว้นจากการงาน เพื่อการทำกิจภายในดังกล่าว ซึ่งจะเป็นการพักกายและใจไปในตัว ทำให้ไม่เหนื่อยล้าง่าย  ช่วงเวลาดังกล่าวจะช่วยให้ความเครียดคลายลง และปล่อยวางภาระ(รวมทั้งอารมณ์ขุ่นมัวที่เกิดขึ้นจากการทำงาน)ออกไปจากใจ  ทำให้จิตใจกลับมาโปร่งเบาและมีเรี่ยวแรงหรือมีชีวิตชีวาขึ้นใหม่  สามารถจะกลับไปลุยงานด้วยความเบิกบานได้ ทำให้ “ประโยชน์”เกิดขึ้นกับผู้อื่นหรือส่วนรวมอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่ใช่ทำไปเพื่อตอบสนองกิเลสตัณหาของผู้กระทำโดยไม่รู้ตัว ดังมักมีตัวอย่างเกิดขึ้นมากมาย

อันที่จริงหากทำงานภายในจนคล่องแคล่วหรือเชี่ยวชาญ   เวลาทำงานภายนอก ก็จะเครียดน้อยลง  เพราะรู้จักปล่อยวางขณะที่ทำงานไปด้วย  จะว่าไปแล้วเวลาทำงาน ความเครียดมักไม่ได้เกิดจากงานที่ทำอยู่ตรงหน้า แต่เกิดจากใจที่ไหลไปอดีต ลอยไปอนาคต จมอยู่กับอารมณ์ปรุงแต่งมากกว่า เมื่อใจเป็นทุกข์ ท้อแท้ หรือหนักอกหนักใจ  การทำงานจึงกลายเป็นความทุกข์ไป  รู้สึกว่าจิตใจถูกบั่นทอน ทำให้อารมณ์เสียง่าย พลอยทำให้ความสัมพันธ์กับผู้อื่น รวมทั้งเพื่อนร่วมงานและคนใกล้ตัว เช่นคนในครอบครัว ได้รับผลกระทบไปด้วย

การทำงานสามารถเป็นการปฏิบัติธรรมได้ หากเราดูใจของตนไปด้วยระหว่างทำงาน หรือทำงานอย่างมีสติ  หากใจมุ่งแต่งาน โดยลืมดูใจของตน  ความทุกข์ ความเครียด และกิเลสตัณหา หรือมานะตัวตน ก็สามารถครอบงำจิตใจ ทำให้ทุกข์ได้ง่าย และก่อปัญหาตามมาอีกมาย  อย่างไรก็ตาม ก็ควรหาเวลาให้กับการอยู่กับตนเองเพื่อทำงานภายในด้วย  ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นสมาธิภาวนาในรูปแบบ  อาจคิดค้นวิธีการที่เหมาะกับตัวเองโดยไม่เหมือนใครก็ได้ 

 

สำหรับคำถามข้อ ๒ นั้น อาตมาคิดว่าควรเริ่มต้นจากตอนเป็นผู้ให้  หากผู้ให้ให้ด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตน ให้ด้วยความรู้สึกขอบคุณผู้รับที่เปิดโอกาสให้เขาได้ทำความดี  ก็จะช่วยสร้างความรู้สึกดีแก่ผู้รับ ทำให้ผู้รับไม่รู้สึกด้อย   จิตอาสาของมูลนิธิฉือจี้ เวลาไปช่วยเหลือผู้ประสบภัย เช่น แจกสิ่งของ เขาจะไหว้ผู้รับด้วยความนอบน้อม  ท่าทีดังกล่าวยังมีข้อดีสำหรับผู้ให้ด้วย คือ ช่วยให้เขามีความอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่ถือตนว่าเหนือกว่าผู้รับ เป็นการลดอัตตาได้อย่างหนึ่ง  เมื่อให้ด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตน  ยามเป็นผู้รับก็จะไม่รู้สึกด้อย  หรือรู้สึกเสียเซล์ฟ

เวลาจิตอาสากลายเป็นผู้รับ  นอกจากไม่ควรมองว่าตนเองด้อยกว่าผู้ให้แล้ว   ควรมองว่าเรามีส่วนช่วยให้คนอื่นได้ทำความดี    (อันนี้คือเหตุผลหนึ่งที่พระมีหน้าที่ออกบิณฑบาตทุกวัน คือเพื่อให้ญาติโยมได้สร้างบุญกุศล)  ผู้ป่วยหลายคนรู้สึกอึดอัดที่เป็นภาระของลูกหลาน จนบางคนบ่นอยากตายเร็ว ๆ   แต่เขาจะรู้สึกดีขึ้นเมื่อได้ทราบว่าความเจ็บป่วยของเขาเป็นการเปิดโอกาสให้ลูก ๆได้ตอบแทนบุญคุณของพ่อแม่ ทำให้ลูกหลานได้บุญจากการดูแลบุพการี

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับผู้รับ ก็คือ ความรู้สึกขอบคุณต่อผู้ให้   ความรู้สึกดังกล่าวเป็นกุศล เราจึงควรเปิดโอกาสและเปิดใจให้ความรู้สึกนี้เกิดขึ้น  ใช่แต่เท่านั้นความรู้สึกดังกล่าวยังทำให้เราตระหนักถึงหน้าที่ เช่น ตอบแทนบุญคุณของเขา หรือนำความดีของเขาไปต่อยอด  หรือประพฤติตนให้สมกับความดีและความเมตตาที่เขาให้แก่เรา  อันที่จริงแม้ไม่มีใครให้อะไรเราเลย  ตราบใดที่เรายังกินอาหาร ยังหายใจ เราควรรู้สึกขอบคุณธรรมชาติและชีวิตต่าง ๆ ที่กลายมาเป็นอาหารให้เรา สำนึกในบุญคุณดังกล่าวทำให้เราถือเป็นหน้าที่ที่จะต้องตอบแทนธรรมชาติ  หรือใช้ชีวิตให้เป็นประโยชน์ ไม่ปล่อยตัวปล่อยใจไปตามกิเลส  สำนึกในบุญคุณดังกล่าว เป็นสิ่งที่คอยกำกับจิตใจและชีวิตของเราให้เป็นไปทางที่ถูกต้อง  (พระสงฆ์ซึ่งอาศัยข้าวของชาวบ้านจำเป็นต้องเร่งฝึกฝนตนและเกื้อกูลญาติโยมในทางธรรมก็เพราะเหตุนี้)  หากคนเราไม่รู้สึกเป็นหนี้บุญคุณใครเลย  อาจจะประพฤติตนอย่างเรือไร้หางเสือก็ได้  ด้วยเหตุนี้การยอมตนเป็นผู้รับ หรือเปิดโอกาสให้คนอื่นได้ช่วยเหลือเราบ้าง จึงเป็นสิ่งที่ดีต่อการฝึกฝนตนให้เจริญงอกงามด้วย
 
ธรรมและพร
พระไพศาล

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved