กลับหน้าหลักชวนอ่านหนังสือ
   ชวนอ่านหนังสือ > เยียวยาอดีต
กลับหน้าแรก
 

เยียวยาอดีต : การเดินทางของข้าพเจ้าจากนักสู้กู้อิสรภาพสู่ผู้เยียวยา 
Redeeming the Past: My Journey from Freedom Fighter to Healer

ผู้แต่ง บาทหลวงไมเคิล แลปสลีย์ กับ สตีเฟน คาราคาเชียน (Father Michael Lapsley, Stephen Karakashian)
ผู้แปล ดรุณี แซ่ลิ่ว
คำนิยม พระไพศาล วิสาโล
สนพ. สวนเงินมีมา

 

คำนิยม

ครั้งหนึ่งแอฟริกาใต้เคยเป็นประเทศที่มีระบอบเหยียดผิวที่แข็งแกร่งและฝังรากลึก สร้างความทุกข์ทรมานแสนสาหัสแก่ประชากรส่วนใหญ่ซึ่งเป็นชนผิวดำ  จนนำไปสู่การต่อต้านด้วยกำลังอาวุธ ความรุนแรงเกิดขึ้นทั่วทุกหัวระแหงทั้งจากผู้กดขี่และผู้ถูกกดขี่  จวนเจียนจะเกิดสงครามกลางเมือง  แต่แล้วแอฟริกาใต้ก็ทำสิ่งที่คนทั้งโลกคาดไม่ถึง นั่นคือเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบอบประชาธิปไตยที่ให้สิทธิอย่างเท่าเทียมแก่คนทุกสีผิวอย่างสันติ ระบอบเหยียดผิวถูกยกเลิกโดยไม่มีการนองเลือด

แอฟริกาใต้กลายเป็นแบบอย่างของประเทศที่หลีกเลี่ยงสงครามกลางเมืองได้สำเร็จด้วยวิถีแห่งสันติ อย่างไรก็ตามความรุนแรงที่ยืดเยื้อเรื้อรังมาหลายสิบปีมิได้ยุติเพียงเพราะการนำระบอบประชาธิปไตยที่มุ่งลดความเหลื่อมล้ำมาแทนที่ระบอบเหยียดผิวเท่านั้น  สิ่งสำคัญไม่น้อยกว่ากันก็คือการพยายามสร้างสมานฉันท์ของคนในชาติด้วยการเยียวยาบาดแผลของผู้คนที่ตกเป็นเหยื่อของความอยุติธรรมและความรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นคนผิวดำหรือคนผิวขาว  องค์กรที่มีบทบาทสำคัญในเรื่องนี้ย่อมได้แก่ คณะกรรมการแสวงหาความจริงและความปรองดอง (TRC) ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นแบบอย่างของหลายประเทศที่ต้องการแสวงหาทางออกจากความร้าวฉานด้วยสันติวิธี

แต่นอกเหนือจากคณะกรรมการแสวงหาความจริงและความปรองดองแล้ว  ยังมีอีกหลายหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการเยียวยาจิตใจของผู้คน  การให้ความสำคัญของTRCเฉพาะกรณีที่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นร้ายแรง ได้ทำให้ผู้คนส่วนใหญ่ที่ตกเป็นเหยื่อของความอยุติธรรมในระดับรอง ๆ ถูกมองข้ามไป  กลุ่มคนเหล่านี้เองที่อยู่ในความสนใจขององค์กรอย่างสถาบันเยียวยาความทรงจำ ซึ่งมีบาทหลวงไมเคิล แลปสลีย์เป็นผู้นำ  การทำงานอย่างอุทิศตนของท่านได้ช่วยเยียวยาบาดแผลในจิตใจของผู้คนนับไม่ถ้วน  ไม่เพียงปลดปล่อยเขาเหล่านั้นจากความทรงจำอันเจ็บปวด หากยังช่วยให้ความเป็นมนุษย์ของเขาคืนกลับมา

น้อยคนที่เหมาะเป็นผู้เยียวยาจิตใจได้ดีเท่าบาทหลวงไมเคิล  ทั้งนี้เพราะท่านเองก็เคยตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด  กลายเป็นคนไร้มือทั้งสองข้าง   ท่านจึงเข้าใจจิตใจของผู้ถูกกระทำได้เป็นอย่างดี  แต่แทนที่จะติดตรึงอยู่กับความคับแค้นและความเกลียดชัง ท่านสามารถเป็นอิสระจากโซ่ตรวนดังกล่าว  เปลี่ยนจาก “เหยื่อ” มาเป็น “ผู้ชนะ” ดังนั้นจึงสามารถนำพาผู้คนอีกมากมายให้หลุดรอดจากความเป็นเหยื่อของความอยุติธรรมมาเป็นผู้ชนะที่ไม่ถูกครอบงำด้วยความโกรธแค้นอีกต่อไป

หนังสือเล่มนี้ไม่เพียงบอกเล่าเส้นทางของบาทหลวงไมเคิล จากการเป็นนักสู้กู้เสรีภาพ สู่ผู้เยียวยาเท่านั้น หากยังบอกเล่าประสบการณ์การเยียวยาบาดแผลในจิตใจของผู้คนได้อย่างน่าสนใจ  สิ่งหนึ่งที่ท่านเน้นย้ำก็คือ ความทรงจำอันเจ็บปวดนั้นไม่ใช่ส่งที่ต้องกดข่ม กำจัด หรือพยายามลืม แต่เป็นสิ่งที่ควรได้รับการเยียวยา  ด้วยการเปิดโอกาสให้ความเจ็บปวดนั้นได้ถูกเปิดเผยออกมา โดยมีผู้ฟังที่พร้อมจะรับรู้ เข้าใจ และให้กำลังใจ ในบรรยากาศที่เต็มเปี่ยมด้วยความปรารถนาดี

สิ่งหนึ่งที่เราอาจนึกไม่ถึงเลยก็คือ แม้แต่ผู้ที่ก่อความรุนแรงแก่เพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ก็มีบาดแผลในจิตใจและต้องการการเยียวยาเช่นกัน  หาไม่แล้วบาดแผลนั้นก็อาจกัดกร่อนจิตใจไปชั่วชีวิต  สำหรับคนเหล่านี้ แม้แต่การนิรโทษกรรมก็ไม่ช่วยเลย  บางคนถึงกับหาทางออกจากทุกข์ด้วยการปลิดชีวิตตัวเอง   เป็นตัวอย่างที่ชี้ชัดว่า ความรุนแรงนั้นเมื่อกระทำแล้ว ไม่มีใครเป็นผู้ชนะเลย

หลายคนเคยฟังเรื่องราวของบาทหลวงไมเคิลมาแล้วจากปากของท่านเอง เมื่อครั้งที่มาแสดงปาฐกถาเสม พริ้งพวงแก้ว ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑  แต่จะดีกว่าถ้าได้อ่านข้อเขียนของท่านในหนังสือเล่มนี้  แม้ในเล่มจะเต็มไปด้วยความทุกข์ยากของผู้คนมากมายที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ด้วยกัน แต่ในเวลาเดียวกันก็ถ่ายทอดพลังแห่งความดีงาม อานุภาพแห่งการให้อภัย และศักยภาพอันไม่มีประมาณในจิตใจมนุษย์ได้อย่างงดงาม  เชื่อว่าเมื่ออ่านแล้วศรัทธาในมนุษย์ย่อมเพิ่มพูนขึ้นอย่างแน่นอน

พระไพศาล วิสาโล
๑ กันยายน ๒๕๖๑

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved