กลับหน้าหลักชวนอ่านหนังสือ
   ชวนอ่านหนังสือ > เยียวยาด้วยรัก
กลับหน้าแรก

เยียวยาด้วยรัก
รวมเรื่องจริงของผู้ใช้ประสบการณ์เฉียดตาย
ปลุกหัวใจรักผู้แวดล้อม
สู่การสร้างมรณกรรมอันงดงามแก่ผู้จากไป

เรียบเรียง กนกวรรณ กนกวนาวงศ์
จากประสบการณ์ กานดาวศรี ตุลาธรรมกิจ

สำนักพิมพ์ สุขภาพใจ

กานดาวศรี พยาบาลดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย
เธอทำหน้าที่ประคับประคองและส่งผู้ป่วยไปถึงปลายทางด้วยความสงบ
แล้วคุณจะรู้สึกถึงความงดงามของการเปลี่ยนผ่าน

คำนิยม

หนังสือเล่มนี้เต็มไปด้วยเรื่องราวของผู้ป่วยที่ประสบโรคร้ายและต้องพลัดพรากจากคนรักไปตลอดกาล ชะตากรรมของคนเหล่านี้ดูจะไม่แตกต่างจากผู้คนทั้งหลายในโลกที่เมื่อเกิดมาแล้วก็ต้องแก่ เจ็บ และตายไปเป็นธรรมดา อย่างไรก็ตามบางคนในหนังสือเล่มนี้ดูใกล้ชิดกับเราเหลือเกินเพราะมีสภาพไม่ต่างจากพ่อแม่พี่น้องหรือเพื่อนพ้องญาติผู้ใหญ่ของเราบางคนที่ใช้ชีวิตช่วงสุดท้ายในโรงพยาบาลด้วยความทุกข์ทรมาน เพราะถูกรุมเร้าด้วยความรู้สึกสับสนหวาดวิตกหรือตื่นตระหนก เพราะรู้ดีว่าเวลาของเขาในโลกนี้เหลือน้อยลงทุกทีแล้ว

แต่มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้เรื่องราวของผู้คนส่วนใหญ่ในหนังสือเล่มนี้แตกต่างจากผู้ป่วยคนอื่น ๆ และยากจะบังเกิดขึ้นได้ในปัจจุบัน นั่นคือการได้พบกับความสงบในวาระสุดท้ายของชีวิต แม้จะเจ็บปวดด้วยโรคร้าย แต่ก็จากไปโดยไม่ทุรนทุราย ราวกับว่าได้ปล่อยวางทุกสิ่ง หรือพอใจกับชีวิตที่ผ่านมา จนพร้อมรับความตายได้โดยดุษณี ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้ก็เพราะบุคคลคนหนึ่งซึ่งได้ผ่านเข้ามาในชีวิตของพวกเขา แม้จะเป็นช่วงสั้น ๆ แต่ก็มีบทบาทอย่างมากในยามวิกฤต บุคคลผู้นั้นคือคุณกานดาวศรี ตุลาธรรมกิจ พยาบาลแห่งโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ จังหวัดสงขลา

ความพิเศษของคุณกานดาวศรีอยู่ตรงที่ เป็นพยาบาลผู้เปี่ยมด้วยน้ำใจ ซึ่งไม่ได้หมายถึงเมตตาและความเสียสละเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเปิดใจพร้อมยอมรับคนไข้อย่างไม่มีเงื่อนไขด้วย ไม่ว่าคนไข้จะฟูมฟาย กราดเกรี้ยว ก้าวร้าว หรือถึงกับอาละวาดเพียงใด คุณกานดาวศรีก็พร้อมจะเป็นมิตรกับเขา และยินดีรับฟังเขาด้วยความเต็มใจ เพราะคุณกานดาวศรีรู้ดีว่าคนไข้นั้นไม่ได้ทุกข์กายอย่างเดียว แต่มีความทุกข์ใจด้วย สิ่งที่คนไข้ต้องการ มิใช่แค่ผู้เยียวยารักษากายของเขาเท่านั้น แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือผู้ที่เข้าใจเขา เห็นใจเขา และพร้อมจะรับฟังความทุกข์ของเขาทั้งกายและใจ

โรงพยาบาลส่วนใหญ่มักกำหนดบทบาทเพียงการเยียวยารักษาร่างกาย โดยลืมไปว่าการเยียวยาจิตใจก็สำคัญมาก บางครั้งความทุกข์ใจเป็นตัวการทำให้เกิดความทุกข์กาย และเมื่อทุกข์กายแล้วก็มักทำให้ใจพลอยเป็นทุกข์ด้วย โดยเฉพาะผู้ป่วยระยะสุดท้าย ความตาย(หรือความกลัวตาย)ยิ่งจะทำให้ความทุกข์ใจเพิ่มเป็นทวีตรีคูณ การมองข้ามมิติทางจิตใจของผู้ป่วย ไม่ให้ความสำคัญแก่การเยียวยาจิตใจของเขา ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากอยู่อย่างกระสับกระส่าย ทุกข์ทรมาน และเมื่อสิ้นลมก็มักจะตายอย่างไม่สงบ

ร่างกายนั้นรักษาได้ด้วยยา แต่จิตใจนั้นจะเยียวยาได้ก็ต้องอาศัยความรักเป็นพื้นฐาน ความรักที่พร้อมจะยอมรับเขาในทุกเงื่อนไขไม่เพียงทำให้เขาอบอุ่นใจคลายความกลัวเท่านั้น แต่ยังเป็นกุญแจเปิดใจให้เขาเปิดเผยความทุกข์ในใจออกมา หลายคนรู้สึกแปลกใจที่คนไข้(และญาติคนไข้)ให้ความไว้วางใจคุณกานดาวศรีอย่างมากจนสามารถเล่าความในใจลึก ๆ ได้ทั้ง ๆ ที่เพิ่งรู้จักเธอได้ไม่นาน นั่นก็เพราะความรักที่คุณกานดาวศรีให้แก่เขานั่นเอง เป็นความรักที่พร้อมจะฟังเขาในทุกเรื่อง ยิ่งกว่าที่จะแนะนำสั่งสอนเขาในฐานะผู้เปี่ยมประสบการณ์ แม้แต่คนไข้ที่ก้าวร้าวก็ยังสามารถสัมผัสความรักของเธอได้ เพราะในส่วนลึกของเขานั้นโหยหาเพื่อนอย่างคุณกานดาวศรีมานานแล้ว

คุณกานดาวศรีตระหนักดีว่า ความทุกข์ใจนั้นยังสามารถเยียวยาได้ด้วยอานุภาพของความดี เธอจึงมักชักชวนคนไข้ให้ระลึกถึงสิ่งดีงาม เช่น พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คนไข้นับถือ เมื่อระลึกถึงสิ่งดีงามเหล่านั้นจิตใจย่อมแช่มชื่นเบิกบาน สำหรับคนไกลวัดไกลศาสนา เธอก็สามารถช่วยให้เขาน้อมระลึกถึงความดีงามที่ตนเคยทำ หรือนึกถึงสิ่งที่ก่อให้เกิดความภาคภูมิใจในชีวิต คนเราหากมั่นใจว่าชีวิตที่ผ่านมาของตนมีคุณค่า ก็พร้อมจะจากโลกนี้ไป

จุดเด่นอีกประการหนึ่งของคุณกานดาวศรี ซึ่งมีความหมายต่อผู้ป่วยระยะสุดท้ายมาก ก็คือการช่วยให้เขาคลายกังวลหรือปลดเปลื้องสิ่งค้างคาใจ คนไข้เป็นอันมากต่อสู้ขัดขืนความตาย ก็เพราะยังห่วงกังวลลูก ห่วงงานที่ยังไม่แล้วเสร็จ กังวลที่ยังไม่ได้ทำพินัยกรรม หรือรู้สึกผิดต่อพ่อแม่หรือคู่ครอง รวมทั้งความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ ฯลฯ ความรู้สึกดังกล่าวนอกจากจะทำให้ทุกข์ทรมานจนบางครั้งแม้แต่ยาระงับปวดก็ไม่อาจบรรเทาได้แล้ว ยังทำให้เขาตายอย่างทุรนทุราย ประสบการณ์อันยาวนานทำให้คุณกานดาวศรีไวต่อความทุกข์ใจในส่วนลึกของคนไข้ และสามารถช่วยให้ความกังวลหรือสิ่งค้างคาใจได้รับการปลดเปลื้อง บ่อยครั้งคุณกานดาวศรีไม่ได้ทำอะไรนอกจากการช่วยให้เขาได้คิดและปล่อยวางเอง โดยไม่ต้องมีใครไปแบกรับภาระแทนเขา

คุณกนกวรรณ กนกวนาวงศ์ ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ ได้ถ่ายทอดเรื่องราวของคุณกานดาวศรีและคนไข้ของเธอได้อย่างน่าติดตาม โดยชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่ามิติด้านจิตใจนั้นเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากต่อวาระสุดท้ายของผู้ป่วย สามารถเป็นได้ทั้งอุปสรรคต่อการตายดีหรือส่งเสริมให้เกิดการตายอย่างสงบ พร้อมกันนั้นผู้เขียนยังชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างมิติด้านจิตใจกับมิติด้านสังคมหรือสัมพันธภาพ ซึ่งเป็นมิติที่มักถูกมองข้ามในโรงพยาบาล ทำให้เน้นแต่การเยียวยาทางกายล้วน ๆ

มนุษย์ทุกคนไม่เคยอยู่ในสุญญากาศ แต่อยู่ท่ามกลางผู้คน แวดล้อมด้วยคนรัก ครอบครัว และญาติมิตร สัมพันธภาพกับคนเหล่านั้นมีความสำคัญอย่างมากต่อจิตใจของคนไข้ หากสัมพันธภาพดังกล่าวเป็นไปอย่างราบรื่น ก็ช่วยให้คนไข้มีความสุขใจ และสามารถจากโลกนี้ไปได้อย่างสงบ ด้วยเหตุนี้ครอบครัว คนรัก ญาติมิตร จึงมีอิทธิพลอย่างมากต่อจิตใจของผู้ป่วย และเป็นตัวกำหนดที่สำคัญว่าจะช่วยให้เขาไปดีหรือตายอย่างทุกข์ทรมาน ดังนั้นญาติผู้ป่วยจึงไม่ควรจำกัดบทบาทเพียงแค่หาเงินมาเยียวยารักษาคนที่ตนรัก หรือหาโรงพยาบาลที่ดีที่สุดให้แก่เขาเท่านั้น แต่ควรช่วยคลายความกังวลของเขา และช่วยน้อมนำใจให้เขานึกคิดถึงสิ่งที่ดี เช่น พูดคุยในเรื่องที่เขาภาคภูมิใจ หรือเล่าความในใจให้เขาได้รู้ว่าเราซาบซึ้งประทับใจในความดีของเขาอย่างไร นี้เป็นสิ่งที่หมอและพยาบาลคนใดก็ไม่อาจทำได้ดีเท่าญาติผู้ป่วย

ข้าพเจ้ามีโอกาสได้รู้จักคุณกานดาวศรีเมื่อ ๖ ปีที่แล้ว ตลอดเวลาดังกล่าวได้เรียนรู้อย่างมากจากประสบการณ์ของเธอ โดยเฉพาะเมื่อได้เป็นวิทยากรร่วมกันในโครงการอบรม “เผชิญความตายอย่างสงบ” ซึ่งจัดโดยเครือข่ายพุทธิกาตั้งแต่ปี ๒๕๔๗ เรื่องราวและประสบการณ์ต่าง ๆ ของเธอได้ถูกนำไปถ่ายทอดในงานบรรยายและข้อเขียนของข้าพเจ้าอยู่เนือง ๆ จึงขอขอบคุณมา ณ ที่นี้

คุณกานดาวศรีเป็นพยาบาลที่ทำงานอย่างเงียบ ๆ มาช้านาน เชื่อแน่ว่าหนังสือเล่มนี้จะทำให้เธอเป็นที่รู้จักมากขึ้น ซึ่งหมายถึงการมีภาระมากขึ้น เพราะใคร ๆ ก็คงอยากได้ความช่วยเหลือของเธอ แต่หากเราเข้าใจสิ่งที่เธอทำ ก็จะรู้ดีว่าผู้ที่สามารถช่วยคนรักของเราให้ตายดีมิใช่ใครเลย แต่คือเราผู้เป็นพ่อแม่ ลูกหลาน หรือญาติมิตรของเขานั่นเอง ขอเพียงมีความรักที่จะให้แก่เขาอย่างไม่มีเงื่อนไข และใช้สามัญสำนึก กล่าวคือเอาใจเขามาใส่ใจเรากันให้มากขึ้น ส่วนวิธีการหลังจากนั้นหนังสือเล่มนี้ได้บอกไว้ชัดเจนแล้วและสามารถเป็นแนวทางแก่เราทุกคนได้

พระไพศาล วิสาโล
๔ ตุลาคม ๒๕๕๒

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved