กลับหน้าหลักชวนอ่านหนังสือ
   ชวนอ่านหนังสือ > ตักสุขใส่กะโหลก ชะโงกดูใจ
กลับหน้าแรก
  ตักสุขใส่กะโหลก ชะโงกดูใจ

ตัก "สุข ใส่กะโหลก ชะโงกดู "ใจ"

ผู้แต่ง สุรเชษฐ เวชชพิทักษ์
สำนักพิมพ์ oxygen
พิมพ์ครั้งแรก ๒๕๕๔

แบ่งปันบน facebook Share   
คำนิยม

หนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องราวของการเปลี่ยนชีวิต เริ่มจากชีวิตของผู้เขียน แล้วขยายสู่ชีวิตของสมาชิกในครอบครัว ไปจนถึงชีวิตของคนอื่น ๆ ที่อยู่ไกลออกไป อาทิ ลูกศิษย์ของผู้เขียน ผลของความเปลี่ยนแปลงนั้นคือความสุขในจิตใจ ชีวิตโปร่งเบา และมีสัมพันธภาพกับผู้อื่นดีขึ้นกล่าวอีกนัยหนึ่ง มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นมาก

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดขึ้นด้วยวิธีที่ไม่ได้ยุ่งยากซับซ้อนแต่อย่างใด หากสามารถทำได้ทุกคน นั่นคือ การเฝ้าสังเกตตนเองในชีวิตประจำวัน โดยหมั่นรู้ทันอารมณ์และความรู้สึกนึกคิดของตน จนเห็นว่าแท้จริงแล้วสุขหรือทุกข์นั้นเกิดจากใจของเราเอง หาได้อยู่ที่สิ่งนอกตัวหรือคนรอบข้างไม่ ผู้เขียนได้ชี้ว่าบ่อยครั้งความทุกข์ที่รบกวนจิตใจเรานั้น เกิดจากใจที่มิได้อยู่กับปัจจุบัน ไม่ว่าเป็นการงานที่กำลังทำอยู่ หรือคนที่อยู่ต่อหน้า แต่ใจกลับพุ่งไปข้างหน้า ด้วยความเร่งรีบจะทำบางสิ่งให้แล้วเสร็จ หรือจดจ่อคาดหวังในสิ่งที่ยังมาไม่ถึง ผลก็คือเกิดความหงุดหงิด ขุ่นเคือง โกรธขึ้ง ใช่แต่เท่านั้นเรายังปล่อยให้มันเผาลนจิตใจโดยไม่รู้ตัว จนถึงกับอดรนทนไม่ได้ ต้องระบายความทุกข์ใส่คนอื่น ไม่ว่าด้วยคำพูดหรือการกระทำ ทั้งกับคนใกล้ชิดหรือคนที่อยู่รอบตัว ทำให้สัมพันธภาพย่ำแย่ลง จึงซ้ำเติมความทุกข์ให้หนักขึ้น

การหมั่นสังเกตตนเอง ช่วยให้เราอยู่กับปัจจุบันได้ดีขึ้น ทำให้เราใช้ชีวิตช้าลง จิตใจสงบนิ่งและเยือกเย็นกว่าเดิม ได้พบความสุขภายในที่เราไม่เคยนึกว่ามีอยู่ รวมทั้งได้สัมผัสกับความสุขที่อยู่รอบตัว ขณะเดียวกันก็ช่วยให้เรานุ่มนวลอ่อนโยนกับผู้อื่นมากขึ้น ซึ่งไม่เพียงช่วยให้ผู้อื่นมีความสุขเท่านั้น หากยังส่งผลสะท้อนกลับสู่เราในรูปความสุขที่เพิ่มพูนขึ้น เพราะ "ผู้ให้ความสุขย่อมได้รับความสุข"ดังมีพุทธพจน์รับรอง

หนังสือเล่มนี้ชวนให้เราหันกลับมาใส่ใจกับจิตใจของเรา หลังจากที่ละเลยมานานแสนนาน การให้ความใส่ใจกับจิตใจของตนนั้นไม่ได้ทำให้เราเห็นแก่ตัวมากขึ้นเลย หากเราหมั่นสังเกตความรู้สึกนึกคิดของตนไม่ว่าในยามสุขหรือทุกข์ เราไม่เพียงรู้จักจิตใจของตนเองดีขึ้นจนสามารถเป็นมิตรกับตัวเองได้อย่างแท้จริงเท่านั้น หากยังจะละเอียดอ่อนกับความรู้สึกนึกคิดของผู้อื่น จนสามารถเป็นมิตรกับผู้อื่นได้อย่างสนิทใจ

ความสุขที่แท้จริงนั้นเกิดจากการมีสัมพันธภาพที่ดีกับตนเอง และกับผู้อื่น เราไม่อาจมีสัมพันธภาพที่ดีกับตนเองได้เลย หากไม่รู้จักจิตใจของตนเอง ในทำนองเดียวกันเราไม่อาจมีสัมพันธภาพที่ดีกับผู้อื่นได้เลยหากเราไม่ใส่ใจความรู้สึกของผู้อื่น การรู้จักจิตใจของตนเองกับการใส่ใจความรู้สึกของผู้อื่นนั้น ไม่ใช่สิ่งที่แยกจากกัน แท้จริงเป็นเรื่องเดียวกัน เพราะเราจะรู้จักจิตใจของตนเองได้ก็ต้องมีสติและความรู้ตัว ยิ่งมีสติและความรู้ตัวมากเท่าใด ใจเราก็สามารถเปิดรับความรู้สึกของผู้อื่นได้มากขึ้น ใช่หรือไม่ว่าสาเหตุที่เราไม่สามารถรับรู้ความรู้สึกของคนที่อยู่ข้างหน้าเรา เป็นเพราะใจเราจมดิ่งอยู่ในความคิด ล่องลอยอยู่ในอนาคตหรือจมปลักอยู่กับอดีต นั่นก็คือไม่มีสติหรือความรู้ตัวนั่นเอง ยิ่งเวลาเกิดเหตุการณ์ที่ไม่พึงพอใจ ใจเราจะถูกครอบงำด้วยความโกรธหรือความน้อยเนื้อต่ำใจ จนไม่ยอมรับฟังผู้อื่น ในทำนองเดียวกันเวลาเราทำสิ่งที่ผิดพลาด ใจก็จะคิดแต่การปกป้องตนเอง จนไม่เปิดใจรับรู้ความทุกข์ของผู้ที่ได้รับผลกระทบ ดังนั้นแทนที่จะขอโทษเขา กลับสรรหาเหตุผลมาแก้ตัว หรือกล่าวโทษเขา ซึ่งเท่ากับซ้ำเติมความทุกข์ของเขาให้หนักขึ้น

ตักสุขใส่กะโหลก ชะโงกดูใจ ไม่เพียงเปิดมุมมองให้เราตระหนักถึงความสุขที่มีอยู่แล้วอย่างเต็มเปี่ยมในใจของเรา หากยังช่วยให้เราเห็นพลังบวกในใจของผู้อื่นด้วย มนุษย์ทุกคนนั้นมีความดีอยู่ในตัว และสามารถแสดงความดีนั้นให้ประจักษ์ หากว่าเรามีน้ำใจไมตรีหรือหยิบยื่นความปรารถนาดีให้เขา พูดอีกอย่าง ความดีของเราสามารถดึงดูดความดีออกมาจากใจของเขาได้ ในทำนองเดียวกันความเห็นแก่ตัวหรือความโกรธเกรี้ยวของเรา ก็มักดึงความเห็นแก่ตัวและความโกรธเกรี้ยวของเขาออกมา จึงทำให้เกิดการวิวาทบาดหมางได้อย่างง่ายดาย ใช่แต่เท่านั้นแต่ละคนก็มีความใฝ่ดี ซึ่งสามารถจะเป็นพลังขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงชีวิตในทางที่ดีได้ ดังเรื่องราวอันน่าประทับใจของหลายคนที่ผู้เขียนได้กล่าวถึงในหนังสือเล่มนี้

ตักสุขใส่กะโหลก ชะโงกดูใจ เป็นหนังสือที่เชื่อว่าจะให้แรงบันดาลใจอย่างมากแก่ผู้อ่าน เพราะมิใช่เป็นหนังสือเกี่ยวกับทฤษฎีความสุข แต่เต็มไปด้วยเรื่องราวดี ๆ ที่มาจากประสบการณ์จริง ตั้งแต่เรื่องของผู้เขียนเองไปจนถึงเรื่องของลูกศิษย์ผู้เขียน ที่น่าสนใจคือความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เริ่มจากกิจกรรมง่าย ๆ หรือเหตุการณ์เล็ก ๆ ในชีวิต แต่สามารถจุดประกายให้เกิดความหวัง กำลังใจและความมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนแปลงตนเอง โดยเฉพาะสองบทสุดท้าย ซึ่งมีตัวอย่างรูปธรรมที่ผู้อ่านสามารถนำไปใช้กับตัวเองได้ นอกเหนือจากวิธีการหรือแบบฝึกหัดที่ผู้เขียนได้นำเสนอท้ายบทเกือบทุกบท

ข้าพเจ้ารู้จักกับผู้เขียนคือคุณสุรเชษฐ เวชชพิทักษ์ มาเกือบ ๓๐ ปี ตั้งแต่เราทั้งสองทำงานในองค์กรพัฒนาเอกชน คุณสุรเชษฐ์นั้นเคยมีบทบาทในแวดวงแรงงาน และต่อมาก็มาทำงานในแวดวงพัฒนาชนบท เป็นกำลังสำคัญผู้หนึ่งในการผลักดันแนวคิดเรื่องภูมิปัญญาชาวบ้านและการพัฒนาแนววัฒนธรรมเมื่อ ๒๐ ปีก่อน จัดว่าเป็นผู้รู้ผู้หนึ่งในด้านนี้ ก่อนที่จะไปเพิ่มพูนประสบการณ์ในด้านอื่น รวมทั้งด้านสารสนเทศ นับว่าเป็นผู้ที่มีความรู้และประสบการณ์มาก แต่ประสบการณ์ดังกล่าวเกี่ยวเนื่องกับงานด้านความคิดเป็นส่วนใหญ่ ตักสุขใส่กะโหลก ชะโงกดูใจ เป็นงานที่แตกต่างออกไป เพราะคุณสุรเชษฐได้ใช้ "ใจ" มากกว่า "หัว" อีกทั้งเป็นงานที่ถอดมาจากชีวิตจริงของผู้เขียนโดยเชื่อมโยงกับชีวิตจริงของผู้คนอีกมากมาย รวมทั้งครอบครัวของคุณสุรเชษฐเอง ข้าพเจ้าอ่านด้วยความรู้สึกชื่นชมและได้ประโยชน์ไม่น้อยจากงานชิ้นนี้ ซึ่งสามารถใช้กับตนเองและแนะนำผู้อื่นได้ด้วย เชื่อว่าหนังสือเล่มนี้ จะช่วยเปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้อื่นได้อีกมากมาย เช่นเดียวกับงานจัดกระบวนการเรียนรู้ในฐานะอาจารย์ที่ได้กระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงชีวิตในหมู่นักศึกษาในหลายปีที่ผ่านมา

หวังว่าเราจะได้อ่านงานเขียนอันมีชีวิตชีวาของคุณสุรเชษฐอีกในอนาคตอันใกล้


พระไพศาล วิสาโล
๒๕ กรกฎาคม ๒๕๕๔

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved