กลับหน้าหลักชวนอ่านหนังสือ
   ชวนอ่านหนังสือ > ทางลัดสู่ความพ้นทุกข์
กลับหน้าแรก

ทางลัดสู่ความพ้นทุกข์

ผู้เขียน หลวงพ่อคำเขียน สุวัณโณ
คำนำโดย พระไพศาล วิสาโล
จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์อมรินทร์

 

คำนำ

ความทุกข์ใจเกิดขึ้นได้ทุกครั้งที่เราเผลอ   เริ่มตั้งแต่เผลอคิดเรื่องที่ผ่านไปแล้ว หรือยังมาไม่ถึง   เมื่อคิดแล้วก็เกิดความกังวล อาลัย เสียใจ เศร้าโศก  โกรธแค้น  เท่านั้นไม่พอ  ยังเผลอเข้าไปในอารมณ์เหล่านั้น  ทำให้ทุกข์หนักขึ้น   น่าแปลกที่ยิ่งทุกข์ ก็ยิ่งจมดิ่งอยู่ในอารมณ์เหล่านั้นจนไม่อยากรับรู้อะไร  หาไม่ก็รับรู้อย่างผิด ๆ  พูดอีกอย่างหนึ่งคือถลำเข้าไปในความหลงหนักขึ้น

เราเผลอก็เพราะไม่มีสติ   เมื่อใดที่มีสติ หรือระลึกได้    ความเผลอก็หายไป  ที่เคยพลัดเข้าไปในอดีตหรืออนาคต ก็กลับมาสู่ปัจจุบัน   สู่อิริยาบถหรืองานที่กำลังทำ  หรือรับรู้ความเป็นจริงที่ปรากฏเฉพาะหน้า   สิ่งที่ตามมาคือความรู้ตัว ช่วยให้ทำสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้อง   ไม่ถูกความหลงครอบงำ     ความรู้ตัวหรือสัมปชัญญะ ยังทำงานร่วมกับสติ    ช่วยให้เราไม่เผลอเข้าไปในอารมณ์ต่าง ๆ    จากเดิมที่เผลอจมดิ่งไปในความทุกข์ ก็สามารถดึงจิตออกมาได้    ที่เคยเผลอแบกความกังวล ความกลัดกลุ้มใจเอาไว้  ก็สามารถสลัดทิ้งลงไปได้   เกิดความโปร่งเบา อิสระ  และเป็นสุข

สติและสัมปชัญญะ  หรือความระลึกได้และความรู้ตัว จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยไถ่ถอนเราออกจากความทุกข์ได้    แต่ลำพังสติและสัมปชัญญะที่มีอยู่ตามธรรมชาตินั้น ไม่เพียงพอที่จะช่วยให้เรารักษาใจให้เป็นปกติได้ท่ามกลางกระแสแห่งความผันผวนปรวนแปรอันเป็นธรรมดาโลก   ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเพิ่มพูนสติและสัมปชัญญะให้มากขึ้น ด้วยการหมั่นฝึกจิตให้ระลึกได้และรู้สึกตัวอยู่บ่อย ๆ   จากอิริยาบถพื้น ๆ  เช่น ยืน เดิน นั่ง นอน  ในชีวิตประจำวัน  และจากอิริยาบถที่ประกอบขึ้นเพื่อการฝึกจิตโดยตรง   อาทิ การเดินจงกรม การสร้างจังหวะ  อย่างที่หลวงพ่อเทียน จิตตสุโภ ได้คิดขึ้น

หลวงพ่อคำเขียน สุวณโณ เป็นศิษย์รุ่นแรก ๆ ของหลวงพ่อเทียน ที่ได้นำวิธีการเจริญสติดังกล่าวมาเผยแพร่ โดยมีวัตรปฏิบัติของท่านเป็นแบบอย่าง    คำสอนที่ท่านเน้นอยู่เสมอคือ “เห็นแต่ไม่เข้าไปเป็น”   ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับจิต ดีหรือเลว  กุศลหรืออกุศล  น่าพอใจหรือไม่น่าพอใจ  หน้าที่ของผู้ปฏิบัติคือ เห็นหรือรับรู้อยู่เฉย  ๆ   เมื่อใดที่เผลอเข้าไปในอารมณ์นั้น หรือ เป็นผู้คิด เป็นผู้โกรธ เป็นผู้เครียด  ก็ให้ระลึกได้และกลับมารู้สึกตัวอยู่เรื่อย ๆ  ยิ่งทำบ่อยมากเท่าไร ก็จะระลึกและรู้สึกตัวได้ไวขึ้น  

การเจริญสตินั้นคือการพร้อมเผชิญกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้น โดยไม่เลือกที่รักมักที่ชัง   แม้ประสบสิ่งที่น่าพอใจ ก็ไม่เข้าหาหรือคลอเคลีย   แม้ประสบสิ่งที่ไม่น่าพอใจ ก็ไม่ผลักไสหรือขจัดออกไป   หน้าที่ของผู้ปฏิบัติคือเห็นมันตามที่เป็นจริง     การเห็นอยู่เรื่อย ๆ จะทำให้ธรรมชาติของมันแสดงตัวออกมาว่า ไม่คงที่ ไม่คงตัว และไม่ใช่ตัว  จึงไม่น่ายึดถือแต่อย่างใด ไม่ว่าอารมณ์ฝ่ายบวกหรือฝ่ายลบ    ความรู้ความเข้าใจดังกล่าวช่วยให้จิตของเราเป็นอิสระ  เป็นจิตที่สงบได้ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใดก็ตาม

ในหนังสือเล่มนี้  หลวงพ่อคำเขียน ได้แนะนำการปฏิบัติตั้งแต่ขั้นต้น  โดยเน้นที่การวางใจให้ถูกต้อง  เพื่อสร้างความรู้สึกตัวให้เกิดขึ้น   ในขณะที่ปฏิบัติก็ให้รู้กายเคลื่อนไหว ใจคิดนึก   ไม่ว่าใจจะคิดนึกอะไร มีเวทนาหรืออารมณ์ใด ๆ เกิดขึ้น  ก็ให้มีสติเท่านั้น  ความรู้สึกตัวก็จะเกิดขึ้น  พูดอีกอย่างหนึ่งว่า สติเข้าไปเปลี่ยนความรู้สึกนึกคิดเหล่านั้นให้กลายเป็นความรู้สึกตัว

พระพุทธองค์ทรงสรรเสริญว่าสติและสัมปชัญญะ หรือความระลึกได้และความรู้สึกตัว  เป็นธรรมที่มีอุปการะมาก เพราะสามารถช่วยให้เราเกิดปัญญาเห็นแจ้งในสัจธรรม จนหลุดพ้นจากความยึดมั่นถือมั่นทั้งปวง  เข้าถึงความพ้นทุกข์ได้   ไม่มีอะไรที่จะพาเราลัดตรงสู่ความพ้นทุกข์ได้นอกจากธรรมทั้งสอง   ด้วยเหตุนี้การเจริญสติจึงเป็นทางลัดสู่ความพ้นทุกข์ที่เราควรทำให้เกิดมีขึ้นกับตัว    สำหรับผู้ที่ปรารถนาที่จะทำเช่นนั้น  หนังสือเล่มนี้สามารถช่วยท่านได้
             

“ทางลัดสู่ความพ้นทุกข์” พิมพ์ครั้งแรกเมื่อปีพ.ศ.๒๕๕๐ หรือ ๗ ปีก่อนมรณภาพของหลวงพ่อคำเขียน  บัดนี้สำนักพิมพ์อมรินทร์ธรรมะประสงค์ตีพิมพ์ซ้ำ  อาตมภาพในนามของวัดป่าสุคะโต ซึ่งดูแลงานหนังสือของหลวงพ่อ  ยินดีอนุญาต  หวังว่าหนังสือเล่มนี้จะอำนวยให้ผู้อ่านบังเกิดธรรมฉันทะและได้ข้อคิดในการปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์

 

พระไพศาล วิสาโล
๒๕ มีนาคม ๒๕๖๑

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved