กลับหน้าหลักชวนอ่านหนังสือ
   ชวนอ่านหนังสือ > ตามเหล่าซือไทยไปไต้หวัน
กลับหน้าแรก
 

ตามเหล่าซือไทยไปไต้หวัน
เรียนรู้ปัญญาธรรมชาติกับครูเดชา ศิริภัทร

ผู้แต่ง นิพัทธ์พร เพ็งแก้ว
สำนักพิมพ์ ศยาม

คำนิยม โดย พระไพศาล วิสาโล

 

คำนิยม

ยุคนี้เป็นยุคที่มีอาหารพรั่งพร้อมบริบูรณ์อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน  แต่ละปีมีการผลิตอาหารมากกว่า ๓,๐๐๐ ล้านตัน หรือเฉลี่ยคนละ ๔๕๐ กก.  ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่มีประชากรมากกว่า ๒,๐๐๐ ล้านคนที่อ้วนเกินไป  แต่ทั้ง ๆ ที่มีอาหารล้นเหลือจนถูกปล่อยให้เน่าเสียเป็นจำนวนมาก (ปีละ ๑,๓๐๐ ล้านตัน หรือเกือบ ๑ ใน ๓ ของที่ผลิตได้)  โลกทุกวันนี้กลับกำลังเสี่ยงต่อภาวะไร้ความมั่นคงทางด้านอาหาร  ทั้งนี้ก็เพราะความอุดมสมบูรณ์ที่มีอยู่รอบตัวเรานั้นเกิดขึ้นจากการตักตวงประโยชน์จากธรรมชาติอย่างหนักจนเสื่อมโทรม  ธรรมชาตินั้นเป็นที่มาของอาหาร  เมื่อธรรมชาติทั่วโลกเสื่อมโทรมอย่างหนัก ไม่ว่าผืนดิน ป่าเขา แม่น้ำ มหาสมุทร ความอุดมสมบูรณ์ที่เกิดขึ้นจึงตั้งอยู่บนฐานที่ง่อนแง่นไม่ยั่งยืนอย่างยิ่ง  ดังทุกวันนี้ได้ปรากฏแล้วว่าอาหารหลายชนิดเริ่มขาดแคลนหรือหาได้ยากขึ้น อาทิ ปลาและสัตว์น้ำในแหล่งธรรมชาติ

เมื่อมองมายังประเทศไทย ก็ยิ่งเห็นได้ชัดถึงความไม่มั่นคงยั่งยืนด้านอาหาร อันเนื่องจากความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศ  นอกจากทรัพยากรธรรมชาติจะเหลือน้อยลงแล้ว  ส่วนที่คงอยู่ก็เต็มไปด้วยสารพิษ ไม่ว่า อากาศ น้ำ ผืนดิน และสัตว์นานาชนิด ส่งผลร้ายต่อสุขภาพของผู้คนทุกหนแห่ง โดยเฉพาะอันตรายที่มากับอาหาร  ไม่เว้นแม้กระทั่งที่วางขายในห้างสรรพสินค้าหรือซูเปอร์มาร์เก็ต  จึงไม่น่าแปลกใจที่ทุกวันนี้โรคมะเร็งแพร่ระบาดอย่างไม่เคยมีมาก่อน

ปัจจัยหนึ่งซึ่งเป็นตัวการทำลายระบบนิเวศอย่างกว้างขวางทั้งประเทศ ก็คือเกษตรกรรมสมัยใหม่ที่ใช้สารเคมีอย่างหนักและเป็นอริกับความหลากหลายทางชีวภาพ  แม้จะให้ผลผลิตอย่างมากในเวลาอันสั้น แต่ก็ทำลายสมดุลในธรรมชาติอย่างรุนแรง   มิหนำซ้ำยังทำลายสุขภาพของทั้งเกษตรกรและผู้บริโภค  ไม่นับการทำลายความมั่นคงทางด้านอาชีวะ  เพราะเมื่อต้นทุนสูง เกษตรกรจึงเป็นหนี้ล้นพ้นตัวจนต้องหันไปทำอาชีพอื่นแทน

พูดเช่นนี้มิได้หมายความว่าเราควรหันกลับไปทำเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม ซึ่งให้ผลผลิตต่ำแต่ไม่ทำลายระบบนิเวศ  ทางเลือกที่สามนั้นมีอยู่ ดังที่คุณเดชา ศิริภัทร แห่งมูลนิธิข้าวขวัญ ได้ริเริ่มและพัฒนาอย่างได้ผล ด้วยการนำเอาศักยภาพของธรรมชาติมาใช้ในการควบคุมศัตรูพืชและเพิ่มความอุดมของผืนดิน โดยไม่ต้องพึ่งพิงปุ๋ยเคมีหรือยาฆ่าแมลง  จึงช่วยลดต้นทุนของเกษตรกร และเกื้อกูลต่อสุขภาพของทุกผู้คน อีกทั้งยังบำรุงธรรมชาติให้งอกงามด้วย  ทำให้การผลิตอาหารมีความยั่งยืนและมั่นคง

คุณเดชาและมูลนิธิข้าวขวัญได้บุกเบิกงานด้านนี้มานานแล้ว  แต่ยังไม่เป็นที่รับรู้ของคนไทยส่วนใหญ่ การที่คุณนิพัทธ์พร เพ็งแก้ว นำเรื่องราวของคุณเดชามาถ่ายทอดในรูปบทความเป็นตอน ๆ ในหนังสือพิมพ์เนชั่นสุดสัปดาห์ และบัดนี้ได้รวมพิมพ์เป็นเล่ม  น่าจะช่วยให้นวัตกรรมดังกล่าวแพร่หลายมากขึ้น ซึ่งหากนำไปทำทั้งประเทศจะช่วยกอบกู้สถานะของชาวนาไทยและฟื้นฟูระบบนิเวศในเมืองไทยได้อย่างมหาศาล

ข้อเขียนของคุณนิพัทธ์พร อันมีอนุสนธิจากการติดตามคุณเดชาไปสอนวิธีการทำนาแบบใหม่ให้แก่ชาวนาไต้หวัน ไม่เพียงช่วยให้ผู้อ่านรับรู้ปัญหาของเกษตรกรรมสมัยใหม่ และเห็นถึงความสำคัญของเกษตรกรรมอินทรีย์แบบมูลนิธิข้าวขวัญแล้ว  ยังกระตุ้นความสนใจให้ผู้อ่านอยากติดตามการสอนของคุณเดชาตามที่ต่าง ๆ และเรียนรู้ไปกับชาวนาไต้หวัน  แม้ไม่มีประสบการ์การทำนามาก่อน ก็เข้าใจได้ไม่ยาก

จะว่าไปแล้วนวัตกรรมของคุณเดชามิใช่เป็นแค่เรื่องเทคนิควิธีการเท่านั้น  สาระสำคัญอยู่ที่โลกทัศน์หรือมุมมองต่อธรรมชาติ นั่นคือการมองธรรมชาติด้วยความเคารพและสำนึกในบุญคุณ   ขณะที่นับญาติกับสรรพสัตว์ว่าเป็นพี่น้องหรือเพื่อนร่วมทุกข์ ก็เห็นผืนดิน ลำห้วย ป่าไม้ว่าเป็นสิ่งมีชีวิตหรือเป็นระบบที่มีชีวิต (living system) ที่มีสิทธิในโลกนี้ไม่น้อยไปกว่าเราซึ่งเป็นมนุษย์ โลกทัศน์ดังกล่าวนำไปสู่การทำเกษตรกรรมที่ไม่เบียดเบียนหรือก่อความรุนแรงแก่ธรรมชาติ   ในเวลาเดียวกันก็น้อมนำให้ผู้คนตระหนักถึงความสำคัญของมิติด้านจิตใจ  ไม่ถือเอาเม็ดเงินหรือโภคทรัพย์เป็นสรณะ  ดังนั้นจึงไม่คิดที่จะใช้สารพิษในการผลิตธัญญาหารเพียงเพื่อขายเอากำไรโดยไม่คำนึงถึงอันตรายที่จะเกิดแก่ผู้ซื้อ  นี้คือภูมิปัญญาที่ช่วยรักษาธรรมชาติมาช้านาน อีกทั้งช่วยให้มนุษย์อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข   แต่ทันทีที่ภูมิปัญญาและโลกทัศน์ดังกล่าวถูกละเลย หายนะก็คืบคลานสู่ธรรมชาติและสร้างความทุกข์นานัปการแก่ผู้คนดังที่ปรากฏในปัจจุบัน

ความเคารพธรรมชาติอย่างลึกซึ้งย่อมช่วยให้มนุษย์เรามีสำนึกเชื่อมโยงกับธรรมชาติ จนสามารถเข้าถึงพลังบางอย่างในธรรมชาติ    จิตใจที่เชื่อมต่อถึงกันทำให้คนโบราณเชื่อว่าในดินมีแม่ธรณี ในน้ำมีแม่คงคา และในทุ่งนามีแม่โพสพ  คุณเดชาและคุณนิพัทธ์พร ก็มีความเชื่อดังกล่าวเพราะได้ประจักษ์ถึงรหัสยนัยบางอย่างในแบบของตัว  สำหรับคุณเดชา นี้คือที่มาของความรู้ที่ผุดขึ้นมาเอง (intuition) เกี่ยวกับนวัตกรรมด้านการทำนา  แม้เรื่องแบบนี้เข้าใจได้ยากสำหรับคนทั่วไป แต่ที่เห็นจะปฏิเสธไม่ได้ก็คือ  ความรู้ของคนเรานั้นไม่ได้เกิดจากการอ่านและการคิดวิเคราะห์เท่านั้น  หากยังสามารถผุดขึ้นมาเองได้อย่างไม่มีที่มาที่ไป  ความรู้อย่างหลังนี้มีคุณูปการมากมายต่อมนุษยชาติไม่น้อยกว่าความรู้ประเภทอื่น

อันที่จริงหนังสือเล่มนี้ให้อะไรมากมายกับผู้อ่าน นอกเหนือจากเรื่องเกษตรกรรมอินทรีย์  เพราะผู้เขียนได้หยิบยกประเด็นต่าง ๆ ที่ได้พบเห็นมาบอกเล่าอย่างน่าสนใจและชวนติดตาม  ดังนั้นจึงเชื่อว่าผู้อ่านจะได้รับทั้งอรรถและรสจากหนังสือเล่มนี้ไปคนละไม่น้อย

พระไพศาล วิสาโล
๑ มกราคม ๒๕๕๘

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved