กลับหน้าหลักชวนอ่านหนังสือ
   ชวนอ่านหนังสือ > เร็วไม่ว่า แต่ช้าให้เป็น
กลับหน้าแรก
 

เร็วไม่ว่า แต่ช้าให้เป็น
SLOW - In Praise of Slowness

เขียนโดย Carl Honoré
แปลโดย กรรณิการ พรมเสาร์
คำนำโดย พระไพศาล วิสาโล
สำนักพิมพ์ โอเพ่นบุ๊คส์

คำนำ

ทุกวันนี้เรามีเทคโนโลยีทุ่นเวลามากมาย  เช่น รถยนต์    หม้อหุงข้าวไฟฟ้า  เครื่องต้มน้ำ เตาไมโครเวฟ   โทรศัพท์มือถือ ส่วนอุปกรณ์อำนวยความสะดวกแทบทุกชนิดก็ทำงานได้รวดเร็วมากขึ้น ชนิดเปิดปุ๊บติดปั๊บ เช่น โทรทัศน์  คอมพิวเตอร์  แต่น่าแปลกที่เรากลับมีเวลาว่างน้อยลง  จนนอกจากจะนอนไม่เพียงพอ และต้องกินอาหารอย่างเร่งรีบแล้ว ยังแทบไม่มีเวลาให้กับคนในครอบครัวด้วยซ้ำ

ดูเหมือนว่ายิ่งมีเทคโนโลยีทุ่นเวลามากเท่าไร  ชีวิตเรากลับเร่งรีบและวุ่นวายมากเท่านั้น  หากเปรียบเทียบกับชีวิตของเราในอดีต หรือของคนชนบทในปัจจุบัน จะเห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจน เพราะแม้จะมีเทคโนโลยีไม่มากนัก แต่ชีวิตกลับเนิบช้าและมีเวลาว่างอย่างเห็นได้ชัด  ที่เป็นเช่นนี้ส่วนหนึ่งก็เพราะมีสิ่งเสพสิ่งบริโภคไม่มากนั่นเอง

การมีสิ่งเสพสิ่งบริโภคมากมาย แม้จะช่วยให้ชีวิตสะดวกสบายขึ้น แต่ก็ทำให้เรามีเวลาว่างน้อยลง เพราะเสียเวลาไม่ใช่น้อยไปกับสิ่งเหล่านี้    ทุกวันนี้เราเสียเวลาไปกับโทรทัศน์ เครื่องเล่นดีวีดี หรือเอ็มพี ๓ ไปวันละหลายชั่วโมง ไม่นับเวลาที่หมดไปกับอินเตอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือ   แต่นั่นยังเล็กน้อยเมื่อเทียบกับเวลาที่เสียไปกับการหาเงินเพื่อครอบครองและรักษาทรัพย์สมบัติอีกมากมาย เช่น บ้านและรถยนต์    สมบัติเหล่านี้ทำให้มาตรฐานการครองชีพสูงขึ้นและสบายขึ้นก็จริง แต่ก็ต้องแลกด้วยเวลาและอะไรต่ออะไรอีกมากมายที่สำคัญต่อชีวิต เช่น สุขภาพและความสัมพันธ์กับผู้อื่น

ใช่หรือไม่ว่ายิ่งมีทรัพย์มาก เวลาว่างก็ยิ่งเหลือน้อยลง  แต่หากลองมีทรัพย์ให้น้อยลง หรือใช้ชีวิตให้เรียบง่ายกว่าเดิม  จะพบว่าเรามีเวลาว่างมากขึ้น  และสามารถทำหลายต่อหลายอย่างที่มีความสำคัญต่อชีวิต  เช่น  ออกกำลังกาย  ทำสมาธิภาวนา มีเวลาอยู่กับครอบครัว  ดื่มด่ำกับธรรมชาติรอบตัว    กล่าวโดยสรุปคือ ได้ชื่นชมกับชีวิตมากขึ้น

ทุกวันนี้ชีวิตที่เร่งรีบทำให้เราหมดเวลาไปกับกิจกรรมต่าง ๆ ที่เร่งด่วน ทั้งที่สำคัญและไม่สำคัญ (เช่น การไปเที่ยวห้างก่อนหมดเขตเทศกาลลดราคา) จนไม่เหลือเวลาให้กับสิ่งที่ไม่ด่วนแต่สำคัญดังกล่าวมาข้างต้น  และเนื่องจากสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ผัดผ่อนได้  จนแล้วจนรอดเราจึงไม่ได้ทำเสียที  ต่อเมื่อปัญหาประทุขึ้นมาในที่สุด   เช่น  เจ็บป่วย  จิตสลาย  ความสัมพันธ์ร้าวฉาน  ถึงตอนนั้นจึงค่อยตื่นตัว  ต้องวุ่นและเร่งรีบกับการแก้ปัญหาเหล่านี้   สุดท้ายก็กลายเป็นว่าชีวิตทั้งชีวิตหมดไปกับการวิ่งไล่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าและเร่งให้ทันกำหนดเส้นตาย   มารู้ตัวอีกทีก็พบว่ามีเวลาเหลือบนโลกนี้อีกไม่นานสำหรับการทำสิ่งที่สำคัญต่อชีวิตและจิตใจ

ยุคบริโภคนิยมกับชีวิตที่เร่งรีบและวุ่นวายนั้นเป็นสิ่งคู่กันก็ว่าได้   เราถูกกระตุ้นให้อยากไม่รู้จบ ดังนั้นจึงต้องเร่งรีบแสวงหาสิ่งต่าง ๆ เพื่อสนองความอยาก  ยิ่งเร็วเท่าไรก็ยิ่งดี  จนความเร็วกลายเป็นพระเจ้าในทุกเรื่อง ไม่ว่าการศึกษา  การทำงาน การเดินทาง การบริโภค ความบันเทิง และความสัมพันธ์กับผู้คน   เพราะยุคนี้ไม่ใช่ยุคของปลาใหญ่กินปลาเล็กอีกแล้ว แต่เป็นยุคปลาเร็วกินปลาช้า  ไม่มีใครอยากจะช้าเพราะกลัวจะเสียเปรียบ

หนังสือเล่มนี้เป็นเสมือนเครื่องเตือนสติให้เราหันมาฉุกคิดเกี่ยวกับวิถีชีวิตและสังคมของเราอย่างถึงรากฐาน   นอกจากจะช่วยให้เรารู้ถึงที่มาของวิถีชีวิตที่เร่งรีบโดยมองย้อนกลับไปยังประวัติศาสตร์แล้ว ยังชี้ให้เห็นถึงผลเสียของวิถีชีวิตเช่นนี้ด้วย โดยสำรวจสภาพที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน    ความเร็วและความเร่งรีบกำลังบั่นทอนสิ่งสำคัญในชีวิตของเรา ไม่ว่าสุขภาพกาย สุขภาพจิต ความสัมพันธ์ในครอบครัวและกับมิตรสหาย  อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อธรรมชาติแวดล้อม และสังคมของเราทั้งหมด  อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน

เร็วไม่ว่า แต่ช้าให้เป็น  กระตุกให้เราเฉลียวใจก่อนที่จะปล่อยชีวิตให้พลัดหลงไปในกระแสแห่งความเร่งรีบอย่างไร้สติ   หนังสือเล่มนี้ชี้ว่าเราสามารถกำหนดจังหวะชีวิตของเราเองได้  แม้รอบตัวจะเต็มไปด้วยความโกลาหลวุ่นวายก็ตาม  แต่จะทำเช่นนั้นได้ดีเราจำต้องร่วมมือกันเป็นเครือข่าย   การมีชุมชนแวดล้อมย่อมช่วยให้วิถีชีวิตที่เนิบช้าของแต่ละคนเป็นไปได้มากกว่าที่จะอยู่แบบตัวใครตัวมัน   มีกรณีตัวอย่างมากมายจากหนังสือเล่มนี้ที่ตอกย้ำว่าเราสามารถควบคุมจังหวะชีวิตของเราได้ โดยไม่จำต้องถูกพลัดไปตามกระแสบูชาความเร็ว

อย่างไรก็ตามจะให้ดีก็ต้องเริ่มต้นจากการอ่านหนังสือเล่มนี้อย่างไม่เร่งรีบ  แม้หนังสือจะหนาแต่ถ้าอ่านอย่างช้า ๆ   นอกจากจะได้แง่คิดและมุมมองต่อชีวิตที่น่าสนใจแล้ว ยังได้อรรถรสจากการเขียนและการแปลที่ชวนอ่านด้วย   ทั้งผู้แปลและบรรณาธิการแปล คือคุณกรรณิการ พรมเสาร์ และคุณดิสทัต โรจนาลักษณ์ เป็นผู้ที่ลงจากทางด่วนชีวิต มาอยู่บนเส้นทางที่ธรรมดาสามัญ เพื่อกำหนดจังหวะของชีวิตตนเองมาได้หลายปีแล้ว จึงนับว่าเหมาะกับการถ่ายทอดหนังสือเล่มนี้เป็นภาษาไทย   และเชื่อว่าผลงานชิ้นนี้จะช่วยให้ทั้งสองท่านมีเพื่อนร่วมทางมากขึ้นในอีกไม่นาน

พระไพศาล วิสาโล
๑๑ กันยายน ๒๕๔๙

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved