กลับหน้าหลักชวนอ่านหนังสือ
   ชวนอ่านหนังสือ > ชีวิตผลิบาน
กลับหน้าแรก
 

ชีวิตผลิบาน

รหัสสินค้า P-SM-0118
กลุ่มหนังสือ กระบวนทรรศน์ใหม่ & การศึกษาองค์รวม
ผู้แต่ง ปรีดา เรืองวิชาธร
สำนักพิมพ์ สวนเงินมีมา

แบ่งปันบน facebook Share   

คำนิยม

มนุษย์ทุกคนมีศักยภาพภายในอันไม่มีประมาณ ที่รอการค้นพบและหล่อเลี้ยงฟูมฟักให้เจริญงอกงาม แต่บ่อยครั้งศักยภาพดังกล่าวถูกปิดกั้นโอกาสที่จะเติบโต ส่วนหนึ่งก็เพราะเราถูกทำให้เชื่อว่าเราไม่มีแก่นสารอยู่ภายใน ต้องรอรับการถ่ายทอดหรือปลูกฝังจากภายนอกเท่านั้น ทำให้เราต้องพึ่งพาผู้อื่นสถานเดียว หากไม่มีครูสอนหรือผู้ชี้แนะ ก็ทำอะไรไม่ถูก คิดอะไรไม่เป็น อีกสาเหตุหนึ่งก็คือเรามักถูกดึงให้หนีห่างจากตัวเอง มัวเพลิดเพลินกับสิ่งเสพรอบตัว จิตเพ่งออกนอกเกือบตลอดเวลา น้อยครั้งที่จะหันมาย้อนมองตน จึงแทบไม่รู้จักตัวเองเลย ทั้งหมดนี้ทำให้เราไม่เห็นศักยภาพของตน จึงขาดความเชื่อมั่นและหลักยึดภายใน ผลก็คือชีวิตจิตใจผันผวนแปรปรวนไปตามอำนาจของสิ่งแวดล้อมไม่หยุดหย่อน

ศักยภาพในตัวเรานั้นจะเจริญงอกงามได้ก็ต่อเมื่อเราตระหนักในศักยภาพดังกล่าว จะทำเช่นนั้นได้เราต้องรู้จักตัวเอง มีเวลาให้กับการมองตนหรือใคร่ครวญทบทวนตนเอง ทั้งด้วยการเพ่งพินิจในความเงียบ และโดยอาศัยปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นเป็นกระจกสะท้อนให้เห็นตนเอง จะว่าไปแล้วทั้งหมดนี้เป็นหน้าที่สำคัญประการหนึ่งของการศึกษา

ใช่หรือไม่ว่าการศึกษาที่แท้คือกระบวนการที่กระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพด้วยตนเอง หาใช่กระบวนการที่เน้นการสอนหรือถ่ายทอดปลูกฝังโดยผู้รู้ไม่ ไม่ว่าจะสอนมากเพียงใด แต่ถ้ากระบวนการเรียนรู้ไม่เกิดขึ้นกับผู้เรียน การศึกษาย่อมไม่เกิดขึ้น ในทางตรงข้าม แม้ไม่มีครูผู้สอน แต่การเรียนรู้เกิดขึ้นกับบุคคล นั่นแสดงว่าการศึกษาได้เกิดขึ้นแล้ว

การศึกษาที่มุ่งกระตุ้นการเรียนรู้ของผู้เรียนนั้นเป็นสิ่งที่ขาดแคลนมากในเมืองไทย แต่ก็ใช่ว่าไม่มีเลย ในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมามีหลายหน่วยงานที่พยายามริเริ่มและพัฒนาการศึกษาแนวทางดังกล่าวขึ้นมา โดยมีนวัตกรรมต่าง ๆ ที่น่าสนใจ หนึ่งในจำนวนนั้นคือ “เสมสิกขาลัย” แม้จะเป็นองค์กรเล็ก ๆ ที่มีคนทำงานไม่มาก แต่ก็ได้จัดการศึกษาดังกล่าวในรูปของการอบรมให้แก่บุคคลและหน่วยงานต่าง ๆ มากมายทั่วประเทศ สามารถกระตุ้นการเติบโตจากภายใน จนนำความเปลี่ยนแปลงมาสู่ผู้คนเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้โดยอาศัยกระบวนการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ ชนิดที่ไม่มีผู้สอนหรือ “วิทยากร” เป็นศูนย์กลาง หากมีแต่ “กระบวนกร” เป็นผู้ส่งเสริมบรรยากาศและพลวัตแห่งการเรียนรู้ในหมู่ผู้เรียน

บุคคลหนึ่งที่เป็นหัวใจของเสมสิกขาลัยคือ ปรีดา เรืองวิชาธร นอกจากเป็นผู้บริหารองค์กรแล้ว ปรีดายังเป็นกระบวนกรที่มีทักษะและประสบการณ์สูง ความสามารถของเขาอยู่ตรงที่การคิดค้นและนำกิจกรรมอันหลากหลายมาเป็นสื่อให้ผู้เรียนได้รู้จักตัวเองในมุมที่ลึกซึ้ง ตลอดจนกล้าที่จะเผชิญหน้ากับบาดแผล จุดอ่อน และความผิดพลาดของตนอย่างซื่อตรง พร้อมยอมรับตามความเป็นจริง ผู้ที่ทำเช่นนี้ได้ย่อมนอกจากจะต้องเป็นมิตรกับผู้เรียนจนได้รับความไว้วางใจจากเขาแล้ว ยังต้องสามารถสร้างบรรยากาศแห่งความไว้เนื้อเชื่อใจจนผู้เรียนกล้าที่จะเปิดเผยความในใจของตนซึ่งอาจเก็บงำนานนับสิบปีเพื่อให้ผู้อื่นได้รับรู้

ปรีดาทำเช่นนี้ได้เพราะเขามีศรัทธาและความไว้วางใจผู้เรียนอย่างเต็มเปี่ยมว่าสามารถเรียนรู้และเติบโตได้จากประสบการณ์ดังกล่าว ขณะเดียวกันเขาเองก็ไม่ถือว่าตนเป็นผู้รู้ หากเป็นผู้เรียนคนหนึ่งด้วย การอบรมแต่ละครั้งจึงเป็นโอกาสที่เขาจะได้เรียนรู้จากผู้อื่น ควบคู่ไปกับการลดละอัตตาและฝึกหัดขัดเกลาตนเอง จึงไม่น่าแปลกใจที่ในระหว่างการอบรมหลายคนจะได้ฟังเรื่องราวจากส่วนลึกของเขา ที่เป็นความผิดพลาดและความอ่อนแอ การกล้าเปิดใจตนเองของปรีดาได้ช่วยสร้างบรรยากาศแห่งความเข้าอกเข้าใจและพร้อมที่จะเรียนรู้จากกันและกันมากขึ้นในหมู่ผู้ร่วมอบรม

\ ข้าพเจ้าเองได้มีโอกาสทำงานร่วมกับปรีดาในการอบรมหลายครั้ง โดยปรีดาเป็นหลักในด้านการจัดกระบวนการ ส่วนข้าพเจ้าเน้นด้านเนื้อหาอย่างเดียว วิธีการเช่นนี้ไม่เพียงช่วยให้ข้าพเจ้าทำงานได้ง่ายขึ้นเท่านั้น หากยังเปิดโอกาสให้ข้าพเจ้าเรียนรู้จากผู้อบรมมากขึ้น เพราะปรีดาสามารถดึงเอาความคิดเห็นและประสบการณ์ของเขาเหล่านั้นออกมาแบ่งปันกันได้อย่างน่าสนใจ บรรยากาศที่ทุกคนเป็นครูและผู้เรียนของกันและกันนั้นเอื้อต่อการเจริญงอกงามทางสติปัญญาอย่างมาก จัดได้ว่าเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของการอบรมที่ปรีดาจัด นอกเหนือจากความสนุก มีชีวิตชีวาและความสัมพันธ์อันกลมเกลียวกันในหมู่ผู้อบรม กล่าวได้ว่ามิติด้านสังคม จิต และปัญญามีอยู่อย่างครบถ้วนจากการจัดกระบวนการของเขา (ร่วมกับเพื่อน ๆ รวมทั้งพูลฉวี ภรรยาของเขา)

ชีวิตผลิบาน เป็นผลงานที่กลั่นกรองมาจากประสบการณ์การจัดอบรมของเขาตลอดหลายปีที่ผ่านมา กล่าวให้ถูกกว่านั้น นี้เป็นหนังสือที่เกิดจากการใคร่ครวญชีวิตและสังคมตลอดช่วงเวลาเกือบ ๒ ทศวรรษของเขานับแต่สำเร็จการศึกษา ในฐานะชาวพุทธที่จริงจังกับชีวิต เขาได้พยายามศึกษาและปฏิบัติตามคำสอนของพระบรมศาสดา และนำสิ่งที่ได้เรียนรู้นั้นมาโยงกับชีวิตและสังคมอย่างสมสมัย จะว่าไปแล้วสิ่งที่เขาเขียนไม่ได้เกิดจากการคิดเท่านั้น แต่ยังผ่านการปฏิบัติมาในระดับหนึ่ง ทั้งในฐานะปัจเจกบุคคลและผู้ทำงานทางสังคมมาอย่างยาวนาน หนังสือเล่มนี้จึงน่าจะช่วยขยายมุมมองของผู้อ่านเกี่ยวกับชีวิตและสังคมให้กว้างขึ้น รวมทั้งให้แนวทางในการพัฒนาศักยภาพด้านในเพื่อบำรุงเลี้ยงชีวิตให้ผลิบาน และช่วยปรับเปลี่ยนสังคมให้ไทยน่าอยู่มากขึ้น

การมุ่งปฏิบัติและขัดเกลาตนบนวิถีของชาวพุทธ ทำให้ปรีดาเลือกที่จะดำเนินชีวิตอย่างสมถะพอประมาณ ทั้ง ๆ ที่เขามีโอกาสที่จะทำมาหาเงินได้มากมาย ไม่ว่าในฐานะนักบัญชีตามที่ได้ร่ำเรียนมา หรือในฐานะนักจัดอบรมซึ่งสามารถเรียกค่าตัวได้สูง ๆ การเลือกใช้ชีวิตที่เรียกร้องจากผู้อื่นน้อยเช่นนี้ทำให้การอบรมของเขาสามารถเข้าถึงคนได้มากขึ้นโดยเฉพาะผู้ที่มีปัจจัยจำกัดหรือไม่ได้สังกัดองค์กรขนาดใหญ่ ขณะเดียวกันก็ทำให้เขามีอิสระในชีวิตมากขึ้นด้วย แน่ละการดำเนินชีวิตอย่างนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่สำหรับผู้ที่ใส่ใจในชีวิตด้านในอย่างปรีดา เขาย่อมรู้ดีว่าจะดำเนินชีวิตอย่างนี้ให้มีความสุขได้อย่างไร

พระไพศาล วิสาโล
๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved