กลับหน้าหลักชวนอ่านหนังสือ
   ชวนอ่านหนังสือ > คู่มือการจัดกระบวนการสานเสวนา
กลับหน้าแรก
 

คู่มือการจัดกระบวนการสานเสวนา
โดย ผศ.ดร. ปาริชาด สุวรรณบุบผา


คำนิยม

ทุกวันนี้แม้โลกจะเล็กลง แต่ผู้คนกลับมีความเห็นที่แตกต่างหลากหลายกันมากขึ้น กระทั่งในครอบครัวเดียวกันก็มีความคิดที่ไม่ตรงกัน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะต่างหันไปรับรู้โลกภายนอกผ่านช่องทางที่แตกต่างกัน ขณะเดียวกันการที่สังคมแตกตัวเป็นกลุ่มย่อยมากมาย มีวิถีชีวิต ผลประโยชน์ และรสนิยมที่ต่างกัน โดยที่แต่ละกลุ่มมีปฏิสัมพันธ์กันน้อยมาก ก็ยิ่งทำให้ช่องว่างและความแตกต่างของคนในสังคมทบทวีขึ้น มองในแง่หนึ่งนี้คือความหลากหลายที่เพิ่มความรุ่มรวยทางวัฒนธรรมให้แก่สังคม แต่ในอีกด้านหนึ่งมันอาจนำไปสู่ความขัดแย้งและลุกลามไปเป็นความแตกแยกได้

ในยุคที่ผู้คนสื่อสารกันได้อย่างรวดเร็วและกว้างไกลไร้พรมแดน นับวันเรากลับเข้าใจกันได้น้อยลง แม้แต่ในบ้านเดียวกันก็กลับมีความเหินห่างหมางเมินกันมากขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวในการสื่อสารระหว่างกัน ปัญหามิได้อยู่ที่การพูดมากเท่ากับการฟัง ใช่หรือไม่ว่าทุกวันนี้เราพูด(และเขียน)กันมากขึ้น แต่เราฟัง(และใคร่ครวญ)กันน้อยลง

เราไม่ได้ฟังด้วยหูเท่านั้น แต่ต้องใช้ใจฟังด้วย ใจที่เปิดกว้าง ปราศจากอคติ ไม่ถูกเคลือบคลุมด้วยภาพเก่าในอดีตหรือความคิดที่สรุปล่วงหน้า จะช่วยให้เรารับฟังผู้อื่นได้อย่างลึกซึ้ง ไม่จำเพาะความคิดหรือข้อมูลเท่านั้น แต่รวมถึงความรู้สึกของเขาด้วย แต่น้อยครั้งที่เราจะเปิดใจรับฟังซึ่งกันและกันอย่างจริงใจ กลับปล่อยให้อารมณ์ อคติ และความคิดปรุงแต่ง (รวมทั้งความคิดที่จะแย้ง โต้เถียง และหักล้างอีกฝ่าย)บดบังใจ จนไม่สามารถรับรู้สิ่งที่เขาต้องการสื่อ ผลก็คือเกิดความเหินห่างหมางเมินกันมากขึ้น ยิ่งพูดก็ยิ่งบาดหมางกัน

ในยุคที่ผู้คนสื่อสารกันอย่างเร่งรีบและฉับไว เราจำเป็นต้องหยุดฟังกันให้มากขึ้น รับรู้ความรู้สึกของผู้อื่น และรู้เท่าทันปฏิกิริยาภายในใจเรา เพื่อที่จะเข้าใจผู้อื่น และอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติท่ามกลางความแตกต่างหลากหลาย วิธีหนึ่งที่จะช่วยให้เราฟังได้ดีขึ้นทั้งเสียงของผู้อื่นและเสียงในใจเรา ก็คือ “สานเสวนา” (dialogue) หรือที่บางคนเรียกว่า “สุนทรียสนทนา”

หัวใจของสานเสวนาคือการฟังอย่างลึกซึ้ง โดยเคารพความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น ยอมรับความแตกต่าง และไม่มุ่งเอาชนะคะคานกัน แต่ปรารถนาที่จะเรียนรู้และทำความเข้าใจผู้อื่น การวางใจเช่นนี้ไม่เพียงช่วยให้เราเกิดความเข้าใจผู้ร่วมเสวนาเท่านั้น หากยังบ่มเพาะเมตตากรุณาขึ้นในใจ และดึงด้านดีในตัวเราออกมา นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างลึกซึ้งในตัวเราควบคู่ไปกับการแปรเปลี่ยนสัมพันธภาพกับผู้อื่นให้เป็นไปในทางสร้างสรรค์

สานเสวนาเป็นเรื่องใหม่ในสังคมไทย แต่กำลังได้รับความสนใจมากขึ้น เพราะคุณประโยชน์นั้นเป็นที่ประจักษ์ชัดแก่ผู้ผ่านการเสวนา ว่าก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีทั้งในระดับบุคคลและระดับกลุ่มชน อย่างไรก็ตามการจัดสานเสวนาให้ได้ผลยังมีข้อจำกัดอยู่ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความรู้ในการจัดสานเสวนายังไม่แพร่หลายเท่าที่ควร

เป็นเรื่องน่ายินดีที่อาจารย์ปาริชาด สุวรรณบุบผาได้เรียบเรียง คู่มือกระบวนการจัดสานเสวนาเล่มนี้ขึ้นมา หนังสือเล่มนี้แตกต่างจากหนังสือเล่มอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับสานเสวนา ตรงที่นำเสนอวิธีการจัดสานเสวนาอย่างเป็นขั้นตอน ตั้งแต่การเตรียมความพร้อม ไปจนถึงการจัดสานเสวนา และการจัดทำกิจกรรมเสริมเพื่อสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อสานเสวนา ขั้นตอนและกิจกรรมเหล่านี้สามารถนำไปใช้ในการจัดอบรมให้แก่กลุ่มเป้าหมายที่หลากหลายได้ โดยไม่ได้เน้นแต่เทคนิควิธี แต่ยังให้ความสำคัญกับหลักการของสานเสวนา รวมถึงทัศนคติพื้นฐานสำหรับการสานเสวนา นอกจากนั้นยังมีตัวอย่างจากที่ต่าง ๆ ซึ่งเป็นประโยชน์มากสำหรับผู้จัดกระบวนการ การมีดีวีดีประกอบด้วยจะยิ่งช่วยให้การจัดสานเสวนาทำได้ง่ายขึ้น

อาจารย์ปาริชาด สุวรรณบุบผา เป็นผู้ที่มีประสบการณ์การจัดสานเสวนาให้แก่กลุ่มคนที่หลากหลาย โดยเฉพาะผู้ที่ผ่านประสบการณ์อันเจ็บปวดหรือมีสัมพันธภาพที่ร้าวฉาน อาจารย์ปาริชาดได้นำแนวคิดทางพุทธศาสนามาประสานกับแนวทางสันติวิธีได้อย่างกลมกลืนและมีประสิทธิภาพ ทำให้สานเสวนาเป็นเครื่องมือที่ไม่เพียงช่วยประสานใจผู้คน และฟื้นฟูสัมพันธภาพภายในชุมชนเท่านั้น หากยังสามารถนำไปใช้เพื่อสร้างสมานฉันท์ในสังคมพหุลักษณ์อย่างสังคมไทยในเวลานี้ จึงนับเป็นเครื่องมือที่สำคัญยิ่งอันมิอาจมองข้ามได้ในยุคโลกาภิวัตน์ ด้วยเหตุนี้หนังสือเล่มนี้จึงมีคุณค่าอย่างยิ่งจนมิอาจมองข้ามได้เลย

พระไพศาล วิสาโล
๑ มกราคม ๒๕๕๓

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved