กลับหน้าหลักชวนอ่านหนังสือ
   ชวนอ่านหนังสือ > พลังแห่งสติ
กลับหน้าแรก
 

พลังแห่งสติ

เขียนโดย พระญาณโปณิกมหาเถระ
แปลโดย ทัศนีย์ หงส์ลดารมภ์
พิมพ์โดย สนพ.โกมล คีมทอง ๒๕๕๓

คำนำ

ย้อนหลังไปเมื่อปี ๒๕๑๗ ในขณะที่กระแสความตื่นตัวทางการเมืองกำลังพุ่งขึ้นสูงอันเป็นผลพวงจากเหตุการณ์ ๑๔ ตุลา ฯหนังสือขนาดย่อมเล่มหนึ่งได้ปรากฏตัวอย่างเงียบ ๆ ในร้านหนังสือเพียงไม่กี่แห่งในกรุงเทพ ฯ หลังจากนั้นไม่นานหนังสือเล่มนี้ก็เริ่มเป็นที่กล่าวขานในหมู่ปัญญาชนชาวพุทธ รวมทั้งได้รับการแนะนำในวารสารหลายฉบับ ในเวลาไม่ถึงปีหนังสือเล่มนี้ก็ขาดตลาด และต้องพิมพ์ใหม่เป็นครั้งที่สอง แม้กาลเวลาล่วงเลยมาถึง ๓๕ ปีแล้ว ทุกวันนี้หนังสือเล่มนี้ยังเป็นที่จดจำของปัญญาชนชั้นนำหลายคน สำหรับเยาวชนผู้ใฝ่ธรรมในเวลานั้น หนังสือเล่มนี้มีคุณูปการไม่น้อยต่อการเติบโตทางสติปัญญาและศาสนธรรมของพวกเขา หนังสือเล่มนั้นคือ พลังแห่งสติ

พลังแห่งสติ เป็นหนังสือเล่มแรกก็ว่าได้ที่ทำให้ชาวพุทธรุ่นใหม่หันมาให้ความสนใจกับสติ ในฐานะที่เป็นธรรมข้อสำคัญสำหรับการดำเนินชีวิตและการทำสมาธิภาวนา นับเป็นการปูทางให้แก่หนังสือเล่มต่อมา ซึ่งวางตลาดถัดจากนั้น ๒ ปี และยังได้รับความนิยมอยู่ทุกวันนี้ คือ ปาฏิหาริย์แห่งการตื่นอยู่เสมอ ในขณะที่เล่มหลังนั้นทำให้สติกลายเป็นเรื่องใกล้ตัวและมีชีวิตชีวา ด้วยท่วงทำนองของวรรณศิลป์ พลังแห่งสติ นำเสนอคุณลักษณะของสติอย่างเป็นวิชาการ คือเป็นระบบ รอบด้าน และหนักแน่น

ดังที่ผู้เขียนได้กล่าวไว้ สติเปรียบเสมือนตัวละครที่ค่อนข้างถ่อมตัว ชอบทำงานอย่างเงียบ ๆ แต่มีความสำคัญอย่างมาก ทั้งในชีวิตประจำวัน และการบำเพ็ญภาวนาเพื่อการพ้นทุกข์ ปราศจากสติเสียแล้ว มนุษย์ย่อมมิอาจมีปัญญาที่จะหลุดพ้นจากวัฏสงสารได้เลย หนังสือเล่มนี้ได้ทำให้ผู้อ่านเห็นความยิ่งใหญ่ของสติ ซึ่งพระบรมศาสดาเป็นผู้แรกที่ค้นพบ และนำมาเปิดเผยต่อมนุษย์ แต่ความยิ่งใหญ่ดังกล่าวมักถูกบดบังด้วยความถ่อมตนของสติ จนกระทั่งหนังสือเล่มนี้ได้มาเปิดเผยให้เรารู้จักอีกครั้งหนึ่ง ด้วยภาษาร่วมสมัย

สตินั้นในด้านหนึ่งหมายถึงความระลึกได้ อันเป็นหน้าที่ที่เรามักจะคุ้นเคยในชีวิตประจำวัน เช่น ระลึกได้ว่านัดหมายใครเอาไว้บ้าง ระลึกได้ว่าวางกระเป๋าที่ไหน หรือระลึกได้ว่าถึงเวลาไปทำงานแล้ว แต่สติยังหมายถึงความระมัดระวัง ไม่พลั้งเผลอ ความใส่ใจหรือตามดูตามรู้ไม่ให้คลาดหาย สติในแง่นี้คือจุดเน้นของหนังสือเล่มนี้ ดังผู้เขียนตั้งชื่ออย่างเฉพาะเจาะจงว่า The Power of Mindfulness สติในแง่นี้ทำให้เราเกิดความตื่นตัว รู้ตัว รู้ชัดในสิ่งที่ทำ จดจ่อแน่วในงานการ ไม่ถลำลงไปในความเสื่อม นี้เป็นคุณประโยชน์ที่เราสัมผัสได้ในชีวิตประจำวันเช่นกัน แต่สติจะมีคุณค่าเพียงเท่านี้ก็หาไม่ หากยังเป็นอุปกรณ์สำคัญในการเห็นและเข้าใจกายกับใจตามที่เป็นจริง จนประจักษ์แจ้งถึงธรรมชาติอันเป็นไตรลักษณ์ คือ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่ใช่ตัวตน นำไปสู่การถ่ายถอนความยึดติดถือมั่นในตัวตน ทำให้จิตเป็นอิสระอย่างสมบูรณ์

ในฐานะที่เป็นองค์ธรรมสำคัญสำหรับการดำเนินชีวิตที่ดีงามและการเข้าถึงความจริงแท้ที่นำไปสู่การพ้นทุกข์ ผู้เขียนได้แจกแจงให้เห็นชัดถึงแหล่งที่มาแห่งพลังของสติ ซึ่งมีทั้งหมด ๔ ประการ ได้แก่การจัดระเบียบหรือสะสางปฏิกูลทางอารมณ์ออกไปจากใจ การใช้วิธีที่นุ่มนวล ไม่รุนแรงหรือบีบบังคับจิตใจ การยับยั้ง ชะลอ และทำใจให้นิ่ง และการมองอย่างชัดตรง คุณลักษณ์ทั้ง ๔ ประการคือเหตุผลว่าเหตุใดเพียงแค่การ “รู้เฉย ๆ” ของสติจึงมีอานุภาพจนถึงขั้นบ่มเพาะปัญญาจนพาใจให้พ้นทุกข์ได้

หนังสือเล่มนี้ผู้แปลคือทัศนีย์ หงส์ลดารมภ์ ต้องการรักษาสารัตถะของต้นฉบับให้มากที่สุด จึงเลือกแปลแบบประโยคต่อประโยค และพยายามแปลชนิดคำต่อคำก็ว่าได้ ดังนั้นจึงไม่ใช่หนังสือที่อ่านง่ายนัก จะเข้าใจแต่ละประโยคได้จำต้องต้องอ่านทวนหลายครั้ง แต่เชื่อว่าการอ่านแต่ละครั้งจะช่วยให้เข้าใจความหมายลุ่มลึกขึ้น

มีหลายคำที่ในปัจจุบันอาจมีความหมายเคลื่อนไปจากเดิม หรือชวนให้เข้าใจผิดได้ ที่สำคัญได้แก่คำว่า “กำหนดรู้เฉย ๆ” ซึ่งแปลมาจากคำว่า “bare attention” คำว่า “กำหนด” ชวนให้ผู้อ่านจำนวนไม่น้อยนึกถึง “กำหนดจดจ้อง” หรือ “เพ่ง” การกำหนดรู้อารมณ์จึงถูกตีความเป็นการเพ่งอารมณ์ ซึ่งไม่ตรงกับความหมายของ attention คำที่ใกล้เคียงน่าจะได้แก่ ความใส่ใจ หรือตามดูไม่ให้คลาดสายตาหรือคลาดหายไป หากใช้คำที่กระชับกว่านี้เช่น “รู้เฉย ๆ” ก็น่าจะถูกต้องกว่า ซึ่งหมายถึงการตามดูตามรู้ด้วยใจที่เป็นกลาง ไม่ตัดสิน ไม่ผลักไสหรือไขว่คว้า ทั้งไม่หลงตามหรือต่อต้าน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับการเห็นสิ่ง ๆ ตามความเป็นจริง ดังผู้เขียนได้ให้อรรถาธิบายไว้แล้วในเล่ม

นอกจากคำว่า “กำหนดรู้” ยังมีอีกคำหนึ่งที่ควรกล่าวถึงคือคำว่า “ปฏิภาณ” ซึ่งไม่ตรงนักกับคำว่า “intuition” อันหมายถึงญาณที่ผุดโพลงขึ้นเอง อย่างไรก็ตามในการพิมพ์ครั้งนี้ได้รักษาต้นฉบับเอาไว้ จึงไม่ได้มีการแก้ไขแต่อย่างใด

คุณูปการอีกประการหนึ่งของพลังแห่งสติ ที่ควรกล่าวถึง คือเป็นหนังสือเล่มแรกที่แนะนำให้ชาวพุทธไทยได้รู้จักปราชญ์อีกผู้หนึ่งของวงการชาวพุทธร่วมสมัย ได้แก่ พระญาณโปณิกมหาเถระ ซึ่งเป็นผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ พระมหาเถระท่านนี้แม้เป็นชาวตะวันตกแต่มีความรู้ที่ลึกซึ้งมาก และมีบทบาทสำคัญในการเผยแพร่พุทธศาสนาให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในตะวันตก ผ่านองค์กรที่ท่านเป็นทั้งผู้ก่อตั้ง บรรณาธิการ และประธาน คือ Buddhist Publication Society (ประเทศศรีลังกา) งานนิพนธ์ของท่านที่มีชื่อเสียงมากที่สุดและได้รับการยกย่องว่าเป็นงานชั้นครูได้แก่ The Heart of Buddhist Meditation ซึ่งมีผู้แปลเป็นไทยแล้วในชื่อ หัวใจกรรมฐาน

ทุกวันนี้ชาวพุทธไทยมีความตื่นตัวอย่างมากในการทำสมาธิภาวนา โดยเฉพาะตามแนวสติปัฏฐาน ๔ มีตำราและหนังสือมากมายที่ส่งเสริมการศึกษาและปฏิบัติแนวนี้ รวมทั้งมีครูบาอาจารย์หลายท่านที่ทำให้การเจริญสติแพร่หลายอย่างไม่เคยมีมาก่อนในหมู่ชาวเมือง ผิดกับเมื่อ ๓๕ ปีที่แล้ว มองในแง่หนึ่งพลังแห่งสติ ได้ทำหน้าที่ของตนตามควรแห่งยุคสมัยแล้ว เช่นเดียวกับผู้เขียนและผู้แปลซึ่งบัดนี้หาชีวิตไม่แล้วทั้งสองท่าน อย่างไรก็ตามในฐานะที่เป็นงานเขียนชั้นเลิศที่ชี้ให้เห็นถึงพลังอันเป็นสากลและไม่จำกัดกาลของสติ หนังสือเล่มนี้ยังมีคุณค่าไม่เสื่อมคลาย และน่าจะยังเป็นประโยชน์สำหรับผู้ใฝ่ธรรมในปัจจุบัน การตีพิมพ์หนังสือเล่มนี้ขึ้นใหม่จึงสมควรแก่การอนุโมทนาเป็นอย่างยิ่ง

พระไพศาล วิสาโล
วันมหาปวารณา
๔ ตุลาคม ๒๕๕๒

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved